หากจะรัก...ก็ช่างมันเถอะ
วันที่สายน้ำถูกเรียกตัวกลับมาเมืองไทยเพื่อรับรู้เรื่องพ่อถูกฟ้องล้มละลาย เป็นวันที่ราวกับฟ้าผ่า โลกถล่มทลาย

หากทว่าวันที่ถูกแม่ เรียกร้องให้เธอต้องชดเชยวันคืนเก่าๆ ที่ใช้ชีวิตอย่างคุณหนูบนพรมแดงมากว่า 17 ปี ด้วยการให้เธอ ไปตีสนิทกับย่าเศรษฐีนีบ้านนอก เป็นวันที่เลวร้ายเสียยิ่งกว่า

ด้วยที่นั่น ทำให้คุณหนูอย่างเธอ ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นสาวติดดินเพื่อให้เข้ากับคนชนบท และร้ายยิ่งกว่านั้น เธอต้องพบเจอกับ “เพลิง” ผู้ชายกักขฬะดิบเถื่อนเสียยิ่งกว่าใครๆ ที่เคยพบมา

หาก “เพลิง” กลับเป็นด่านอรหันต์ที่จะทำให้เข้าถึงผู้เป็นย่าได้ หนทางเดียวที่จะเอาชนะใจย่าได้ คือต้องชนะใจเขาด้วย

เรื่องราวความรักของสาวน้อยที่ใช้ชีวิตอย่างคุณนู้คุณหนู กับหนุ่มนักเรียนนอกที่ใช้ชีวิตได้อย่างกลมกลืนกับคนในท้องถิ่น กระทั่งถูกสาวชาวกรุงมองว่าเป็นคนไร้อารยะธรรม บนดินแดนที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ผู้คนใช้ชีวิตโดยยึดหลักความพอเพียง ภายใต้โครงการชั่งหัวมันและเกษตรทฤษฎีแนวใหม่

รักวุ่นๆ ของสาวนักเรียนนอกแต่ยังเรียนไม่จบ กับหนุ่มบ้านนอกที่มีดีกรีดอกเตอร์จากต่างประเทศ จะจบลงอย่างไรเมื่อรักครั้งนี้เริ่มต้นด้วยคำว่า “หลอกลวง”


Tags: คีตฌาณ์ หากจะรัก...ก็ช่างมันเถอะ

ตอน: ตอนที่ 1/2...หมีป่า

ใบหน้าที่ครึ้มไปด้วยหนวดเครารกรุงรัง บัดนี้ชื้นไปด้วยเหงื่อด้วยผ่านการตรากตรำมาหลายชั่วโมงจากการช่วยทำคลอดให้ สีหมอก ซึ่งอยู่ในส่วนของฟาร์มไกลออกไป ความที่เป็นท้องแรก จึงคลอดด้วยวิธีธรรมชาติได้ยาก เขาและสัตวแพทย์ต้องเข้าไปช่วยดูแลตั้งแต่เช้ามืด กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาเหงื่อตก แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะสีหมอกให้สมาชิกใหม่เป็นตัวเมียอย่างปลอดภัยทั้งแม่และลูก

เพลิง ก้าวลงจากหลังม้า เขาผูกเชือกกับลำต้นมะปริงที่ปลูกใกล้โรงอาหารรวม แล้วจึงเดินไปเปิดก๊อกน้ำ เพื่อฟอกมือด้วยสบู่อีกรอบ จังหวะที่จะเดินเข้าไปเพื่อไปกินอาหารกลางวันซึ่งช้าไปหลายชั่วโมงนั้น ลูกน้องเขาก็ถามโหวกเหวกขึ้นว่า

“สีหมอกออกลูกตัวผู้หรือตัวเมียครับนายเพลิง”

เจ้าของชื่อ นายเพลิง ตอบสั้นๆ ตามบุคลิกไม่ช่างพูด ว่า “ตัวเมีย”

“ว้า...น่าจะเป็นตัวผู้นะครับนาย” คนงานไร่ตอบกลับมา

“ตัวเมียก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ จะได้เป็นแม่พันธุ์ให้เราต่อไป”

“ครับ แล้วนายตั้งชื่อให้มันหรือยังครับ”

“ยัง มีชื่อแนะนำหรือเปล่าล่ะ”

“ไม่มีหรอกครับ เอาไว้ถ้าผมคิดออกจะบอกนะครับ”

“เอาสิ”

“แล้วคืนนี้นายจะไปนอนเฝ้าที่ปาง อีกไหมครับ ผมจะได้ให้นังกลอยจัดสำรับไว้ให้เลย”

“คงต้องไปอีก เพราะคนของเสี่ยเม้งอาจลงมือคืนนี้ก็ได้ ว่าแต่คำยังไม่กลับมาเหรอ” ถามพลางชำเลืองมองลานใต้ต้นมะปรางซึ่งอยู่ตรงข้ามกับต้นมะปริง ที่เดิมมักใช้เป็นที่จอด นังสวย รถอีแต๋นของไร่ หากบัดนี้ว่างเปล่า

หลายคืนมาแล้วที่เพลิง ไม่ได้นอนที่เรือนใหญ่ของแม่นาย หากแต่อาศัย ปาง บนภูเขาเป็นที่หลับนอนแทน เพื่อคอยเฝ้าระวังลูกน้องของเสี่ยเม้งไม่ให้ปล่อยช้างป่าเข้ามาเหยียบย่ำทำลายเรือกสวนไร่นาและพืชผลทางการเกษตรของกอบกาญจน์และของชาวบ้านที่อยู่ติดกัน ลูกน้องที่เขาส่งไปสืบในปางของเสี่ยเม้งรายงานมาว่าฝ่ายนั้นจะใช้แผนสร้างสถานการณ์ให้ปั่นป่วนเพื่อบีบให้กอบกาญจน์ขายที่ดินแถวนั้น เพื่อเขาจะได้ขยายกิจการทัวร์ซาฟารีให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ที่ดินที่อยู่ละแวกโดยรอบ โดนเสี่ยเม้งกว้านซื้อไปในราคาถูกๆ หมดแล้ว ซึ่งมีข่าวว่าเขาใช้กำลังในการบีบบังคับตลอดจนสร้างสถานการณ์หลากหลายวิธีเพื่อสร้างความเดือดร้อนจนชาวบ้านยอมขายในราคาถูก จนถึงตอนนี้เหลือเพียงที่ดินของกอบกาญจน์เท่านั้นที่ยังคงยืนกรานว่าจะไม่ขาย

สวนเกษตรดิสกร ของกอบกาญจน์ กินอาณาเขตกว้างขวางและเรียกว่าเป็นพื้นที่ไข่แดงก็ว่าได้ เนื่องจากอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ที่จับจ้องตาเป็นมัน รวมถึงเสี่ยเม้ง เพราะอยู่บนทำเลที่ดีและอุดมสมบูรณ์ ปลูกอะไรก็ได้ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงก็เนื่องจากการบริหารจัดการที่มีวิสัยทัศน์ของกอบกาญจน์ ทำให้ผืนดินที่ครั้งหนึ่งเคยแห้งแล้ง กลับกลายมาเขียวขจีไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า นักลงทุนหลายคนเข้ามาเจรจาเกลี้ยกล่อมขอให้กอบกาญจน์แบ่งขายที่ดินให้ โดยเสนอราคาสูง แต่นางก็ไม่เคยใจอ่อน ตรงกันข้ามปฏิเสธทุกรายไป ซึ่งเพลิงรู้เหตุผลดีว่า... ก็เพื่อชาวบ้าน เพราะหากขายไป แน่นอนว่าชาวบ้านที่กำลังทำมาหากินอยู่บนผืนดินของนางเหล่านั้น ต้องถูกขับไล่ออกไปแน่นอน

เพลิง ยังคงคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ขณะที่คนงานตอบว่า “ยังไม่กลับมาเลยครับ”

คำตอบนั้นทำให้คนเป็นนาย ชะงัก “แต่คำออกไปนานแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ครับ...ตั้งแต่เช้า แต่อย่างว่านังสวยมันขับเร็วไม่ได้ นายเพลิงไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ เดี๋ยวก็คงกลับมา”

ผู้จัดการสวนเกษตรดิสกร พยักหน้า เขาส่งบุญคำไปรับหลานสาวของกอบกาญจน์ที่สนามบิน เนื่องจากเขาต้องคอยเตรียมแผนรับมือลูกน้องของเสี่ยเม้งอยู่ที่ปาง แถมเมื่อเช้ายังต้องรีบไปดูสีหมอกคลอดจึงไม่สามารถไปรับด้วยตัวเองอย่างที่กอบกาญจน์ไหว้วานได้ และช่วงนั้นรถทุกคันถูกนำไปใช้ในงานไร่หมด เขาจึงให้บุญคำเอาอีแต๋นออกไป

“งั้นถ้าคำกลับมาแล้ว ช่วยให้ใครส่งข่าวไปบอกที่ปางด้วยก็แล้วกัน”

“ได้ครับนาย เดี๋ยวผมจะเป็นคนส่งข่าวให้เองครับ” คนงานไร่รับคำอย่างนอบน้อม

“ขอบใจมาก” เพลิงกล่าวแล้ว เดินเข้าโรงอาหารไปทันที โดยมีสายตาของคนงานในไร่ทั้งชายและหญิงที่ทำงานอยู่แถวนั้น มองตามด้วยแววตาที่มีทั้งชื่นชม และยำเกรงคละเคล้ากันไป

เพลิง เป็นผู้จัดการสวนเกษตรดิสกรวัย ๓๗ ที่อยู่กับกอบกาญจน์มาตั้งแต่เด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างเพลิงและกอบกาญจน์ไม่ชัดเจนว่าเป็นญาติกันหรือไม่ ไม่มีใครรู้และไม่มีใครกล้าซักถามด้วย คนงานทุกคนรู้แต่ว่าเจ้าของไร่ให้ความรักและให้เกียรติผู้จัดการไร่คนนี้อย่างมาก กระทั่งแอบเชื่อกันว่าคงเป็นญาติกันเพราะเพลิงเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่ได้รับอภิสิทธิ์ให้อยู่เรือนใหญ่กับแม่นาย ทุกคนเชื่อว่าที่เจ้าของไร่ให้ความเกรงใจเพลิง ไม่ใช่สาเหตุจากบุคลิกที่พูดน้อยยิ้มยาก จนทำให้ดูขรึมจนเหมือนเป็นคนดุเท่านั้น แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างในตัวหนุ่มใหญ่รวมกัน ทำให้ทุกคนที่อยู่ใกล้ชิด เกิดความรู้สึกยำเกรงไปตามๆ กัน

หลายคนอดตั้งข้อวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมคนหนุ่มอย่างเพลิงถึงเอาชีวิตทั้งชีวิตมาทิ้งในป่าในเขาทั้งที่ยังหนุ่มแน่นและยังมีอนาคตยาวไกล ยิ่งเมื่อรู้ว่าเขาเรียนจบทางด้านการเกษตรถึงระดับดอกเตอร์จากเมืองนอกเมืองนา ก็ยิ่งอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมถึงละทิ้งความก้าวหน้าและความสะดวกสบายในเมืองมาทำงานในชนบท เพราะความรู้ระดับเขา หากรับราชการอยู่ในเมือง ย่อมต้องเจริญก้าวหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย

คนงานผู้หญิงตั้งคำถามลึกกว่านั้นว่า เคยมีใครเห็นใบหน้าแท้จริงที่อยู่หลังหนวดเครารกรุงรังของเพลิงบ้าง ด้วยหลายปีดีดักมาแล้วที่ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลายามปราศจากหนวดเคราของชายหนุ่มเลย เพราะเขาไม่เคยโกนสักครั้ง คงเลี้ยงไว้ให้รกครึ้มอยู่แบบนั้น หากทว่าคนงานเก่าแก่ที่ทำงานกับสวนเกษตรดิสกรมานานหน่อย ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าใบหน้าของเพลิงยามปราศจากหนวดเครานั้น หล่อเหลาและคมคาย ด้วยสมัยอดีต ก่อนที่เขาจะเดินทางไปเรียนต่อที่อเมริกานั้น ชายหนุ่มยังไม่ได้ไว้หนวดเครา ตรงกันข้ามติดจะสำอางด้วยซ้ำ เพราะผิวพรรณขาวสะอาดสะอ้าน หากทว่าเขาเพิ่งมาไว้ก็หลังกลับมาจากเมืองนอกแล้วนั่นเอง

ความจริงเพลิงไม่ใช่คนสำรวยหรือสำอาง เป็นความเข้าใจผิดไปเองของคนงานหญิงที่คิดว่าใครมีผิวพรรณขาวสะอาดตาต้องเป็นคนสำรวยหยิบโหย่ง ความจริงแล้ว สมัยที่เพลิงยังหนุ่มๆ เขาไม่ได้ทำงานกลางแดด แต่เรียนอย่างเดียว ผิวพรรณจึงคงความขาวไว้ได้

บรรดาคนงานหญิงขาเมาท์ ยังตั้งข้อสังเกตมากกว่านั้นอีกว่า เป็นเพราะเพลิงโดนสาวหักอกมาจากเมืองนอก ถึงทำให้เขาปล่อยตัวในสภาพนั้น หากทว่าก็เป็นเพียงการคาดเดาและเป็นเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ไม่มีคำยืนยัน ทุกอย่างยังคงถูกทิ้งให้เป็นปริศนาดำมืดอยู่อย่างนั้น เนื่องจากไม่มีใครกล้าเข้าไปถามความจริงจากเพลิงสักคนเดียว


------------

ภายหลังจัดการมื้อกลางวันเสร็จแล้ว เพลิงก็ควบม้าคู่ใจไปทางฟาร์มม้า เพื่อตรงไปที่ปาง ชายหนุ่มตวัดเชือกที่คอของเจ้าพยับหมอกเพื่อบังคับให้ชะลอ เมื่อเห็นบุญคำ เดินแกมวิ่งอยู่ไม่ห่างจากฟาร์มนัก เขาบังคับม้าให้ไปหยุดอยู่ใกล้ๆ

“จะไปไหนคำ รับคุณสายน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”

“เปล่าครับนายเพลิง” บุญคำกระหืดกระหอบตอบ

เพลิงขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะ”

“นังสวยมันเกอยู่ปากทางเข้าไร่ ผมเลยต้องเข้าไปเอารถในฟาร์มไปรับคุณสายน้ำ”

“งั้นขึ้นหลังเจ้าพยับหมอก จะไปส่ง จะได้เร็วขึ้น”

“ไม่ ไม่เป็นไรครับ...” บุญคำรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธวุ่นวาย ก่อนพูดต่อว่า “นายเพลิงจะรีบไปที่ปางไม่ใช่หรือครับ อีกอย่างฟาร์มก็อยู่ตรงหน้านี้แล้ว”

“เอางั้นเหรอ” น้ำเสียงคนพูดลังเล แต่ก็เข้าใจดีว่าลูกน้องเกรงใจไม่กล้าตีเสมอ

“ครับ นายเพลิงไปเถอะ เดี๋ยวผมจัดการเรื่องนี้เอง”

“งั้นบอกให้คนงานไปลากนังสวยเข้ามาในไร่ ลงจากปาง ว่างๆ แล้วจะเช็กเอง”

“ได้ครับนาย”

เพลิงพยักหน้าแล้วควบพยับหมอกออกไปทันที หากไปได้เพียงครึ่งทางชายหนุ่มก็ต้องชะลอความเร็วลง เมื่อพลันนึกได้ว่าเขาเพิ่งสั่งให้คนงานในฟาร์มขับรถตามสัตวแพทย์ที่มาดูแลนางม้าสาวเข้าไปในเมืองเพื่อรับยาเพิ่มเติม ซึ่งตอนนี้ยังไม่กลับเข้ามา ผู้จัดการไร่หนุ่มตัดสินใจหันหัวพยับหมอกไปทางประตูด้านข้างเพื่อตรงไปยังถนนใหญ่แทน

ชายหนุ่มไปถึงบริเวณที่รถอีแต๋นเสียในอีกไม่กี่นาทีถัดมา เขาบังคับม้าให้เข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะเหวี่ยงขาลงจากหลังม้า จัดการผูกเชือกกับข้างรถอีแต๋นด้านที่ติดกับริมถนน ก่อนจะเดินไปหาเด็กสาว ซึ่งกำลังนั่งหลบแดดอยู่ข้างรถ ความจริงไม่ใช่นั่งสักทีเดียว หากแต่กำลังสัปหงกหัวโขกกับข้างรถอยู่ต่างหาก เด็กสาวสะดุ้งในทันทีที่เสียงโป๊กดังขึ้น หากในเสี้ยววินาทีต่อมา เจ้าตัวก็สามารถพริ้มตาและหลับต่อได้ทันทีเหมือนกัน เพลิงสังเกตอยู่สักพัก

เขาล่ะเชื่อกับเจ้าหล่อนจริงๆ... เพลิงนึกพลางส่ายหน้าไปมา ด้วยภาพนั้นยิ่งสะท้อนถึงความเป็นเด็กของเจ้าตัวเสียยิ่งนัก

หนูสายน้ำ ของแม่นาย เห็นทีจะเป็นเด็กผิวบางที่ไม่เคยแม้แต่จะตากแดดตากลมมาก่อน เพราะโดนแดดแค่นี้ก็เหนื่อยอ่อนถึงกับสลบไสล เพลิงนึกพลางไล่สายตาสำรวจเงียบๆ

เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าเขา ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุ ถ้าบอกว่าเธออายุแค่ ๑๔-๑๕ ไม่ใช่ ๑๗ อย่างที่กอบกาญจน์บอก เขาก็คงเชื่อโดยสนิทใจทันที เพราะเรียวหน้ารูปไข่ที่ซ่อนอยู่หลังฝุ่นจากดินลูกรังที่จับวงหน้าหวานละมุนของเด็กสาวจนทั่วนั้น แม้จะดูมอมแมม แต่ก็เห็นชัดว่า เยาว์วัย อย่างที่เรียกตามศัพท์ประสาวัยรุ่นชาวกรุงว่า หน้าใส อีกทั้งผิวที่โผล่พ้นชายเสื้อบริเวณลำคอและข้อมือ ขาวอมชมพูจากแดดที่แผดเผา ทำให้คาดการณ์ได้ว่าผิวจะต้องลอกตามมาแน่

ใช่...ท่าทางและผิวพรรณของเด็กสาว บ่งบอกได้ดีถึงความเป็นคุณหนูลูกผู้ดี ที่ดูเหมือนเท้าแทบไม่ติดดิน... และนั่นทำให้เพลิงนึกเดานิสัยของเด็กสาวได้ไม่ยากว่า เธอต้องเป็นเด็กขี้วีนและเอาแต่ใจอย่างยากจะหาใครเสมอเหมือน

ยามนั้นเพลิงไม่ได้สังเกตเห็นความสะสวยของใบหน้าที่ดูละม้ายคล้ายเด็กญี่ปุ่นนั่นเลย ไม่ได้เห็นถึงความงดงามของดวงหน้าเรียวที่ประกอบด้วยหน้าผากกลมมน คิ้วเข้มเป็นคันศรได้รูปสวย จมูกโด่งปลายงอนที่บอกถึงความเอาแต่ใจ และเรียวปากบางจิ้มลิ้มสีแดงระเรื่อ ไปจนถึงปลายคางที่มีรอยบุ๋มเล็กๆ อยู่ตรงกลาง...อย่างเดียวที่เขาสังเกตเห็นก็คือ ใบหน้าที่บอกถึงความเป็นคนสำรวย หนักไม่เอาเบาไม่สู้ และเขามีลางสังหรณ์ตงิดๆ ว่า เธอจะนำความยุ่งยาก ปัญหาและภัยใหญ่หลวงมาให้เขาในอนาคต

และนั่นเขารู้สึกไม่ชอบเลย...

เด็กสาวดูจะเข้านิทรารมณ์ลึกมาก เพราะเขาขยับไปทรุดนั่งยองๆ ข้างๆ เธอก็ยังคงไม่รู้สึกตัว ขี้เซาเหลือร้าย... เขานึกในใจ หากพอจะยื่นมือออกไปเขย่าไหล่หมายจะปลุก เปลือกตาที่เขาเห็นหลับพริ้มอยู่เมื่อครู่ ก็ลืมผึงขึ้นทันที แล้วเหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น เขาก็ไม่อาจไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ได้ถูกอีกว่าอะไรเกิดก่อนอะไรเกิดหลัง เพราะสำหรับเขาทุกอย่างดูจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในพริบตาเดียว โดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว

มารู้สึกตัวอีกทีเขาก็พบว่าตัวเองล้มลงไปนอนหงายหลังกับพื้น หลังจากที่ก้นและศีรษะกระแทกเข้ากับพื้นอย่างจัง โดยมีร่างบางของอีกฝ่ายคร่อมอยู่บนตัว จากนั้นกำปั้นเล็กๆ ก็รัวลงมาทุบบนอกเขาถี่ยิบอย่างไม่ยั้งมือ พร้อมด้วยเสียงใสๆ ราวระฆังแก้วตะโกนดังๆ ซ้ำๆ ว่า

“ช่วยด้วยๆ หมีป่าจะทำร้าย!”

--------------------------
--------------------------



คีตฌาณ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 17 มี.ค. 2555, 08:13:37 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 17 มี.ค. 2555, 23:48:15 น.

จำนวนการเข้าชม : 1309





<< ตอนที่ 1/1...เรียกตัวกลับไทย...   ตอน 2 ดัดหลัง >>
เบญจามินทร์ 17 มี.ค. 2555, 12:41:20 น.
ใครทำร้ายใครกัน ดูเหมือนหมีป่ากำลังโดนเล่นงานนะเนี่ย ^^


คีตฌาณ์ 17 มี.ค. 2555, 13:51:32 น.
ขอบคุณน้องเดลที่มาเจิมจ้า ^^


pseudolife 17 มี.ค. 2555, 14:23:07 น.
เห็นนามปากกาต้องรีบเข้ามาดูค่ะ อ่านแบบผ่านแว้บแล้วน่าหนุกมากๆ ปั่นงานเสร็จแล้วจะมาอ่านนะคะ ^^


mhengjhy 17 มี.ค. 2555, 20:35:05 น.
555555 ตื่นขึ้นมาก็เจอหมีเลย


pseudolife 17 มี.ค. 2555, 23:44:27 น.
อ่านจบละค่ะ หืม คุณเพลิงนี่อายุตั้ง 37 เลย
ชอบบรรยากาศในเรื่องนี้จังค่ะ ดูน่าหลบร้อนไปเที่ยวดี
รออ่านตอนต่อไปนะคะพี่อุ๋ย


คีตฌาณ์ 17 มี.ค. 2555, 23:53:39 น.
คุณ pseudolife : ขอบคุณมากค่ะที่มาร่วมสร้างความอบอุ่นค่ะ ขอบคุณที่ติดตามเรื่องนี้ค่ะ พระเอกแก่ไปใช่ไหมคะ มันเป็นไปตามอายุพี่น่ะค่ะ >_< พอเริ่มแก่ก็จะเริ่มชอบคนที่แก่ขึ้นเรื่อยๆ ฮ่าๆๆ ล้อเล่นค่ะ // ตอนต่อไปคงปรับแก้ต้นฉบับนิดจ้าเดี๋ยวจะมาโพสต์เร็วๆ นี้

คุณ mhengjhy : ขอบคุณที่มาลงชื่อทักทายกันจ้า


ธารณ์ 18 มี.ค. 2555, 22:13:50 น.
ฮ่าาา ๆๆๆ นายเพลิงกลายร่างเป็นหมีป่าไปซะแล้ว ^^


คีตฌาณ์ 25 มี.ค. 2555, 20:25:39 น.
ขอบคุณคุณธาร์ค่ะ ^^


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account