เพลิงรักอาญา

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ ๒ เมียน้อยจำเป็น

บทที่ ๒ เมียน้อยจำเป็น

หลังจากดนัยจอดรถส่งเกวลินที่หน้าบริษัท หญิงสาวก็รีบก้าวลงจากรถทันทีรีบร้อนจนทำโทรศัพท์มือถือล่วงไว้บนรถ เขาพยายามเรียกเท่าไรน้องสาวก็ไม่ได้ยินจึงต้องวนหาที่จอดรถแล้วรีบวิ่งตามเอาโทรศัพท์ไปให้
ร่างบางรีบร้อนเดินตัวปลิวออกจากลิฟต์ ในขณะเดียวกันชายหนุ่มอีกคนก็วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นบันไดตามมาด้วยความเร็วสุดฤทธิ์ เมื่อเห็นหลังไวๆของน้องสาวก็ออกปากตะโกนเรียกเสียงดัง
“รุ้ง...รุ้ง”
หญิงสาวเจ้าของชื่อหยุดฝีเท้าพลางหันมองทางด้านหลัง
“พี่โอ๊ต” เธอเดินย้อนกลับมาหาพี่ชายที่กำลังยืนหอบอยู่ตรงทางขึ้นบันได้ “มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“รุ้งทำโทรศัพท์ล่วงไว้บนรถ พี่เลยรีบวิ่งตามเอามาให้ พอดีว่าเมื่อกี้มีสายเข้าด้วยนะ พี่เห็นว่าเขาโทรมาหลายรอบแล้วก็เลยถือวิสาสะกดรับไป สงสัยจะเป็นบริษัทที่นี้แหละที่โทรไป เพราะเขาถามพี่ว่าจะมาสัมภาษณ์งานเมื่อไหร่ พี่เลยบอกเขาไปว่ารุ้งมาที่นี่แล้ว ” มือหนายื่นโทรศัพท์ให้น้องสาว
“ขอบคุณพี่โอ๊ตมากนะคะ ดูสิเหงื่อแตกพลั่กเลย” มือเล็กหยิบกระเป่าสะพายใบโปรดเปิดออกพร้อมกับหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาส่งให้พี่ชาย “เช็ดหน้าก่อนเถอะค่ะ งั้นรุ้งขอตัวเลยนะคะ แล้วเจอกันที่บ้านค่ะ”
“โชคดีนะ”
เกวลินส่งยิ้มบางๆ ให้พี่ชาย ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังที่นัดหมาย พอเธอก้าวเดินไปได้สามสี่ก้าวก็ได้ยินเสียงประตูกระแทกปิดดังปัง! จนต้องเหลียวมองจึงได้สบตากับคนที่ทำให้เกิดเสียงนั้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานยืนนิ่งอยู่ทางนั้น คราแรกดวงตาคู่คมจ้องมองเธอราวกับว่าโกรธใครมาสักสิบชาติ ก่อนที่สายตาคู่นั้นจะเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย จากนั้นเขาก็เดินผ่านหน้าเธอไป
ร่างบางหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องทำงานที่เธอกำลังจะเข้าไปสัมภาษณ์งานด้วยใจระทึก ทำไมถึงได้รู้สึกไม่มั่นใจแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจเป็นเพราะเธอรู้ว่าห้องนี้เป็นห้องเดียวกันกับที่ผู้ชายคนนั้นเดินเข้าไป แค่แววตาแวบแรกของเขาที่มองมา เธอกลับรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างมันมีอะไรไม่ชอบมาพากล หากแต่ต้องตัดใจยกมือขึ้นเคาะประตูแล้วเปิดเข้าไปในห้องนั้นด้วยท่าทางปกติ
รเมศ ชิษณุพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการของบริษัทที่สละเวลาให้เกียรติมารอสัมภาษณ์พนักงานใหม่ด้วยความรอคอยหมุนเก้าอี้หันกลับมาทางโต๊ะทำงาน ก่อนจะส่งสายตาเชื้อเชิญให้หญิงสาวนั่งลง
เกวลินข่มความประหม่าด้วยท่าทีเรียบเฉยแต่แอบผ่อนลมหายใจเบาๆ เมื่อเขาดึงแฟ้มตรงที่วางอยู่ตรงหน้าไปอ่านดู
“ชื่ออะไร” น้ำเสียงเข้มขรึมเอ่ยถามพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบปากกามาเซ็นเอกสารสองสามแผ่นก่อนเขาจะปิดมันลง
“ดิฉันนางสาวเกวลิน วีระลักษณ์ค่ะ” หญิงสาวตอบออกมาอย่างฉะฉาน สบสายตากับคนสัมภาษณ์ แม้จะรู้สึกอยากมองก็ตาม แต่มันคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“คุณเกวลินอายุเท่าไหร่ครับ”
“ยี่สิบห้าปีค่ะ” รเมศเผลอยกยิ้มมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง สร้างความฉงนใจให้กับเกวลินยิ่งนัก แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขาแสดงท่าทีแบบนี้ แต่เดี๋ยวไม่นานทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปเอง หญิงสาวคิดในใจ ก่อนจะคลี่ยิ้มเล็กน้อยเพื่อปรับสีหน้าของตัวเองให้ดูเป็นปกติ
“อยากได้เงินเท่าไร”
“เอ่อ...” เกวลินได้แต่อ้ำอึ้ง ไม่รู้จะตอบคำถามนั้นอย่างไร และไม่เคยคิดว่าคนไม่มีประสบการณ์การทำงานการทำงานมาก่อนอย่างเธอจะสามารถเรียกเงินเดือนได้ตามใจชอบ แต่ใบหน้าหวานกลับรู้สึกชาดิกราวกับถูกตบลงบนแก้มเพียงเพราะได้ยินคำพูดของคนตรงหน้า
“ตอบไม่ถูก เพราะไม่เคยทำงาน มีแต่คนเคยส่งเสียให้ใช้จนชินล่ะสิ” รเมศเริ่มเปิดเผยอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวออกมาทีละน้อย เมื่อรู้สึกขัดตากลับท่าทางไร้เดียงสาทำหน้าไม่สะทกสะท้านเสมือนว่าไม่รู้เรื่องราวที่ตนเองก่อขึ้นเมื่อวาน ก่อนหน้านี้ที่หญิงสาวจะมาถึง เขาลองถามพนักงานหน้าห้องของน้องสาวที่เห็นเหตุการณ์เมื่อวาน ก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาลทันทีที่รู้ว่าเกวลินประกาศออกตัวต่อหน้าผู้คนว่าทอไหมน้องสาวของเขาใจกว้างยิ่งกว่าแม่น้ำเจ้าพระยายอมแบ่งสามีให้เธอใช้ร่วมกัน เพียงเท่านี้เขาก็หมดความอดทนฟังต่อ จึงเดินกลับมาที่ห้องทำงาน จึงได้พบตัวต้นเหตุของเรื่องกำลังสุงสิงอยู่กับผู้ชายอีกคน ผู้หญิงแบบนี้เหรอที่อภิวัฒน์บอกว่ารักและยอมทิ้งร้างครอบครัวที่สมบูรณ์อยู่แล้วเพื่อผู้หญิงคนนี้ ยิ่งนั่งพิศใบหน้าสวยใสไร้ตำหนิ ผิวพรรณผ่องผุดผาด อมชมพูระเรื่อของหญิงสาวตรงหน้าเขาก็ยิ่งผิดหวัง เมื่อการกระทำของเธอกลับต่ำทรามขัดกับการศึกษาที่ได้รับซึ่งระบุอยู่ในใบสมัครงาน
“จะเรียกเป็นเงินก่อนโตหน่อยก็ได้นะ ผมยินดีจะจ่ายให้ ถ้าคุณเองรับปากว่าจะเลิกยุ่งกับสามีชาวบ้าน”
“คุณหมายถึงใครคะ” เกวลินทำหน้างง จนรเมศต้องหัวเราะเยาะ
“หน้าตาใสซื่อบริสุทธ์แบบนี้มันตบตาผมไม่ได้หรอกนะ กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง ชอบนักหรือไงของของชาวบ้าน ยึดอาชีพเป็นเมียน้อยเมียเก็บมาตั้งแต่อายุเท่าไหร่ล่ะ ถึงได้แสดงละครตบตาได้เนียนแบบนี้ ถ้าไม่สำนึกก็น่าจะรู้สึกละอายบ้าง ผมเองเป็นผู้ชายแค่ฟังใครๆเล่า ผมยังทนไม่ได้เลย พูดถึงขนาดนี้แล้วคุณน่าจะเข้าใจ”
“คุณพูดเรื่องอะไรคะ ดิฉันไม่เข้าใจ” เกวลินเริ่มถามเสียงแข็ง อารมณ์ประหม่าในตอนแรกเปลี่ยนเป็นโมโหในคำพูดจาดูหมิ่นหยามศักดิ์ศรี
“อย่าแกล้งโง่ไปหน่อยเลย คุณอยากได้เงินเท่าไหร่รีบบอกมา รับเช็คจากผมไปแล้ว ก็รีบๆออกไปจากที่นี่ซะ” รเมศเริ่มเสียงพูดด้วยน้ำเสียงกระแทกแดกดัน จนอีกฝ่ายทนไม่ไหวลุกพรวดจากเก้าอี้ยืนขึ้นจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง
“คุณพูดแรงเกินไปแล้วนะคะ ดิฉันไม่ได้แกล้งโง่ แล้วดิฉันก็ไม่รู้เรื่องที่คุณกำลังพูดอยู่จริงๆ” เกวลินเถียงเขา ดวงตาคู่สวยจ้องตาคู่คมคู่นั้นที่มองเธอด้วยความเหยียดหยามระคน
“ฮึ! ไม่แปลกหรอกนะ ถ้าคุณจะไม่ยอมรับเรื่องพวกนั้น อยากให้ผมเชื่อว่าคุณอยากงานทำจนตัวสั่นงั้นสิ เอามั้ยล่ะ ผมจะรับคุณเข้าทำงาน แต่เป็นที่บริษัทสาขาย่อยนะ ถ้าคุณอยากจะได้งานเอาไว้ทำเป็นหลักเป็นฐานไว้หาเงินเลี้ยงสามีคนอื่นที่คุณแย่งมา...”
“หยุดนะ! คุณกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ ฉันไม่เข้าใจ ฉันจะมาสัมภาษณ์งานตามที่ทางบริษัทติดต่อกลับไป ถ้าคุณยังพยายามถากถางฉันด้วยเรื่องสกปรกพวกนี้อยู่อีกล่ะก็ ฉันจะฟ้องร้องคุณจริงๆด้วย” หญิงสาวเริ่มหมดความอดกั้นเธอไม่เคยทำอะไรผิด แล้วเรื่องอะไรถึงจะยอมให้เขามาพูดจาถากถางให้ร้ายกันอยู่แบบนี้ มือใหญ่ตบมือลงบนโต๊ะทำงานเสียงดัง ก่อนจะยันตัวขึ้นลุกเผชิญหน้ากับคนที่ไม่รู้ตัวเอง
“ฉลาดเป็นกรด คิดจะเรียกค่าเสียหายเท่าไหร่ล่ะ”
“คุณ!” เกวลินขึงตาโตแข่งกับเขา “ฉันไม่คิดเลยนะว่าบริษัทใหญ่โตแบบนี้จะมีคนประเภทคุณรวมอยู่ด้วย มีปัญหาทางจิตหรือไงถึงได้มาพูดจามั่วๆ ให้ร้ายคนอื่นแบบนี้ หัดไปเช็คสมองตัวเองดูซะบ้างนะคะ ฉันเตือนด้วยความหวังดี ส่วนเรื่องงานไม่ว่าจะงานอะไรจากคุณ ฉันก็ไม่อยากได้ทั้งนั้น รู้ไว้ซะด้วย” พูดจบร่างบางเดินลิ่วออกมาจากห้อง ไม่อยากเสียเวลาอยู่ต่อต่อล้อเถียงเรื่องบ้าๆพวกนั้นอีก แต่ยังไม่ทันพ้นประตูก็ถูกกระชากกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง
“เดี๋ยว...”
“โอ๊ย...ปล่อยฉันนะ” ข้อมือบางบิดวนให้วุ่นเพื่อให้หลุดพ้นจากฝ่ามือใหญ่ เมื่อเขาไม่ยอมปล่อย เกวลินจึงต้องต่อสู้เพื่อตัวเอง
เพียะ !
ใบหน้าขาวเข้มของชายหนุ่มหันไปตามแรงตบจากฝ่ามือเล็กจนข้างแก้มขึ้นเป็นริ้วแดง
“ต่ำ!” รเมศหันกลับมาสบถด่าใส่หน้าหญิงสาวที่กล้าทำกิริยาแบบนี้กับเขา
“คุณต่างหากล่ะที่ต่ำ เป็นถึงผู้บริหารระดับสูงเอาอะไรมาตัดสินว่าคนนั้นดีไม่ดี คนอย่างฉันไม่จำเป็นต้องขอเงินจากใคร แล้วก็ไม่จำเป็นต้องแย่งของของใครแบบที่คุณกำลังกล่าวหาฉันอยู่ด้วย...โอ๊ย!...”
ร่างบางที่หวังจะว่าคืนให้สามสมกลับถูกเหวี่ยงปลิวไปกระแทกกับโต๊ะทำงานตัวใหญ่ หน้าเกือบจะชนเข้ากับแก้วกาแฟที่ลางอยู่ก่อน เมื่อเขาทำท่าจะเดินเข้ามาใกล้ เกวลินจึงรีบคว้าแก้วกาแฟสาดใส่รเมศ แต่เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทันปัดมือบางออกจนแก้วตกแตกบนพื้น แต่ก็มิวายที่เสื้อขาวของชายหนุ่มจะเปื้อนจนได้
“เกวลิน!” เสียงใหญ่ตะคอกชื่อหญิงสาวก้องดังเอะอะไปถึงข้างนอก ทำให้เลขาหน้าห้องของรเมศเปิดประตูเข้ามาดูด้วยความตกใจ แต่ก็ต้องถูกตวาดไล่ออกไปแทบไม่ทันเมื่อเขาไม่ได้เป็นคนเรียก
“ใครใช้ให้เธอเข้ามา ออกไป!” ร่างบางของเกวลินถือโอกาสนั้นวิ่งหนีออกจากห้องไป รเมศมองตามอย่างหัวเสีย ก่อนจะเดินไปคว้าเสื้อสูทที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ตัวใหญ่มาสวมทับปกปิดรอยเปื้อนแล้วกระแทกตัวนั่งลงอย่างหงุดหงิด
เกวลินรีบเดินออกมาจากห้องนั้นโดยไม่สนใจสายตาใครต่อใครทั้งสิ้น เธอกดโทรศัพท์หาพี่ชายลูกพี่ลูกน้องทันทีเพราะคิดว่าบางทีเขาออาจจจะยังไม่ได้ออกไปจากที่นี่ก็เป็นได้
“ฮัลโหล พี่โอ๊ตออกไปหรือยังคะ”
“พี่กำลังจะออกรถพอดี มีอะไรเหรอเรา”
“รุ้งรอที่หน้าบริษัทนะคะ มารับด้วย” พูดแค่นั้นเกวลินก็ตัดสายทิ้ง ออกไปรอตามที่บอกพี่ชายไว้
ร่างสูงของรเมศเห็นหญิงสาวยืนอยู่ก็กำลังจะเดินเข้าไปหา แต่พอเธอก้าวขึ้นไปเขาจึงหยุดดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ
“พี่โอ๊ต” เกวลินร้องไห้กระซิกเบาๆ ทันที่เข้าไปนั่งในรถ ทำให้ดนัยงงเป็นไก่ตาแตก ยกมือขึ้นขยี้หัวน้องสาวเบาๆ
“เป็นอะไรไปยัยรุ้ง ใครทำอะไรเรา”
“รุ้งจะกลับไปช่วยคุณพ่อบริหารงานที่รีสอร์ทแล้วค่ะ ไม่อยากหางานที่อื่นอีกแล้ว ไม่น่าหาเรื่องอยากมาลำบากเลยจริงๆ รุ้งจะกลับเชียงใหม่วันนี้ พี่โอ๊ตไปส่งรุ้งหน่อยนะคะ”
“แล้วนี่ร้องไห้ทำไม”
“มีเรื่องเข้าใจผิดกันน่ะค่ะ” เกวลินปาดน้ำตาจนแห้งสนิท
“ใคร”
“ช่างเถอะค่ะ รุ้งไม่อยากพูดถึง” ดนุพรส่ายหน้าอย่างมึนๆแล้วเคลื่อนรถออกไป เพราะเดี๋ยวเขาจะไม่ทันเวลาเสนองานให้กับลูกค้า

เสียงกริ่งดังขึ้นหลายหลายหน
“หายไปไหนกันหมดนะ” ทอไหมมองซ้ายขวาเมื่อมองไม่เห็นใครไปเปิดประตูจึงตัดสินใจเดินออกไปดูด้วยตัวเอง ส่วนแขกที่มาเยือนก็ยืนกอดอกยิ้มร่าเมื่อเห็นว่าหญิงสาวเจ้าของบ้านหยุดชะงัก
“แกมาที่นี่ทำไม”
“ปานมาแวะมาขอบคุณคุณทอไหมค่ะ ที่ยอมมอบสิทธิ์การเป็นภรรยาของคุณวัฒน์ให้กับปานเพียงคนเดียว ขอบคุณมากนะคะ” ปานวาดเมียน้อยจอมหน้าด้านตั้งใจมาเยอะเย้ยเธอถึงบ้าน ทอไหมเจ็บปวดแสนสาหัส เดินปรี่ไปคว้าสายยางที่วางอยู่ด้านข้างสนามหญ้าแล้วฉีดน้ำไล่คนหน้าด้านไปให้พ้น
“กรี๊ดด...อีบ้า อีหน้าโง่ อีแม่ม่ายผัวทิ้ง แกทำฉันเปียก” ปานวาดกระโดดหลบกรีดร้องลั่น
“แกน่ะสิ หน้าด้าน ชอบแย่งผัวแย่งชาวบ้าน ฉันจะช่วยล้างความสกปรกออกให้แกเอง”” ทอไหมฉีดน้ำใส่ไม่ยั้งทั้งที่ปากก็ด่าไปด้วย
“กรี๊ดด คอยดูนะ ฉันจะฟ้องคุณวัฒน์”
“ก็เอาสิ เชิญไปฟ้องเลย ออกไปให้พ้นจากหน้าบ้านเดี๋ยวนี้ ออกไป ไปสิ!”
“ฝากไว้ก่อนเถอะแก” ปานวาดรีบกระโดดขึ้นขึ้นแท็กซี่ไปหน้าตาเฉย แต่คนที่ต้องยืนร้องห่มร้องไห้เจ็บปวดเสียใจ คับแค้นใจที่สุดก็คือทอไหม
“คุณไหมคะ” สาวใช้เพิ่งวิ่งตะลีตะลานออกมาดูหน้าบ้าน หลังจากเหตุการณ์สงบไปแล้ว นายสาวทิ้งสายยางลงกับพื้นแล้วเดินกลับเข้าไป

รเมศวางมือจากงานตรงหน้าหันมามอง โทรศัพท์มือถือของเขาแทนเสียงน้องสาวสะอื้นเรียกพี่ชายทันทีที่รเมศกดรับ
“พี่หมอกขา”
“เกิดอะไรขึ้นไหม นายวัฒน์มาทำอะไรไหมหรือเปล่า” เขากลัวว่าน้องเขยจะกลับมาที่บ้านแล้วทั้งสองจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันจนถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือ
“ไม่ค่ะ พี่วัฒน์ไม่ได้กลับมา แต่นังเมียน้อยนั่นต่างหาก มันมาที่บ้าน มาขอบคุณที่ไหมยกพี่วัฒน์ให้มัน”
“หมายความว่า ผู้หญิงคนนั้นไปหาเรื่องไหมถึงที่บ้านเชียวเหรอ”
“ใช่ค่ะ มันตั้งใจจะมาเยาะเย้ยไหม มันด่าไหมว่าเป็นแม่ม่ายผัวทิ้ง ไหมรับไม่ได้ค่ะพี่หมอก ฮือ ฮือ พี่หมอกขาไหมเจ็บปวดเหลือเกิน ไหมจะทำยังไงดี”
“ไวจริงนะ เกวลิน!” เขาเอ่ยเบาๆพอได้ยินกับตัวเอง “ใจเย็นๆนะไหม เดี๋ยวพี่จะรีบกลับไปหาไหมที่บ้านเดี๋ยวนี้แหละ” ร่างสูงลุกพรวดพราดทิ้งงานกองโตไปหาน้องสาวทันที
ระหว่างขับรถกลับบ้านรเมศบังเอิญเห็นเกวลินเดินออกมาจากร้านอาหารพร้อมกับดนัย หลังจากที่เขาคุยงานกับลูกค้านานเกือบสามชั่วโมง ผู้ชายคนเมื่อเช้าในบริษัท รเมศนึกหน้าได้ มือหนาหักพวงมาลัยหลบรถเข้าข้างทางแล้วหยุดดูการกระทำของหญิงสาวจนกระทั่งทั้งคู่ขับรถออกไปจึงตัดสินใจขับตาม

มิวเซเวนคันสีขาวจอดนิ่งที่หน้าบ้านของดนัย
“รุ้งเข้าบ้านไปเตรียมของให้เรียบร้อยนะ เดี๋ยวพี่ขอคุยธุระกับเพื่อนพี่ก่อน” ดนัยบอกน้องสาวแล้วจึงเดินลงจากรถไปยังรถอีกคันที่จอดรออยู่หน้าบ้านก่อนแล้ว นิ้วยาวเคาะกระจกรถสองสามครั้ง คนบนรถก็เปิดประตูลงมา
“มีธุระอะไรของแกวะ ไอ้วัฒน์” ดนัยถามเพื่อนของเขาที่บอกว่ามีเรื่องให้ช่วยเหลือ
“ฉันมีเรื่องจะขอความช่วยเหลือจากแก ฉันจะขอ...”
“เฮ้ย เข้าไปคุยในบ้านดีกว่าว่ะ คุยตรงนี้ไม่ค่อยสะดวก มันร้อน” ดนัยบอกแล้วพาเพื่อนเข้าบ้านไปในบ้าน
รเมศจอดรถแอบมองอยู่ไกลๆด้วยความสงสัย น้องเขยของเขารู้จักกับผู้ชายคนนั้น แสดงว่าทั้งสามคนรู้จักกัน แต่ภาพแค่นั้นกลับทำให้เขาคิดว่าเกวลินเป็นหญิงมากชาย
“ทุเรศที่สุด!”




ฌัชชา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 2 เม.ย. 2554, 14:32:14 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 2 เม.ย. 2554, 14:37:07 น.

จำนวนการเข้าชม : 1906





<< บทที่ ๑ ตัวต้นเหตุ   บทที่ ๓ สถานการณ์บีบบังคับ >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account