ผี(ไม่)ร้ายร่ายมนตร์รัก
บ้านอเนกคุณากร ขึ้นชื่อว่าเฮียนนักหนา

ไม่ใช่ภูตผีแค่ตนเดียว แต่กลับมีมากมาย

นางผีผู้เป็นใหญ่เกลียดแสนเกลียดผู้ชาย

ขณะที่บรรดาผีๆ ที่เหลือ

ล้วนเคยประสบเคราะห์กรรมไม่ต่างกัน

ยกเว้นแต่ "แสงเพ็ง"

ผีสาวมือใหม่ ไร้เดียงสาและหน้าตาสะสวย

เธอไม่เคยเข้าใจว่าอะไรคือความร้ายกาจของบุรุษเพศ

เมื่อได้พบกับเขา หนุ่มเจ้าสำราญนาม "ทรงธรรม"

เธอไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองคือ "ความรัก"

เป็นรักแท้ที่พร้อมจะเสียสละ กระทั่งยอมเสียคนรักให้คนอื่น

เพื่อที่จะให้เขามีความสุข เพื่อที่เธอมีความสุขไปด้วย

แต่แล้ว... เมื่อความจริงบางประการเปิดเผย

หญิงผู้นั้นไม่ใช่คนคู่ควรกับเขาดังที่เธอคิด



อะไรเล่า...ที่จะเกิดขึ้นต่อไป


Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ ๑๔






หมอเกตุอาคมเห็นทรงธรรมหายไปนาน ตั้งใจจะออกไปตาม พอเห็นคุณแสยืนแอบประตูอยู่ในที่มืดๆ ก็ถึงกับสะดุ้ง ต้องยืนเรียกขวัญให้ตัวเองอีกอึดใจ กว่าจะกล้าเดินเข้าใกล้

ผีผู้เป็นใหญ่ในบ้าน พอรู้ว่ามีคนเดินมาจากทางด้านหลัง ก็หันกลับมาช้าๆ หน้าตาไม่บอกว่าอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกใด

คนเดินใกล้เข้าต้องใช้ยุทธการ “ยิ้มสู้” ทั้งที่ใจยังตุ้มๆ ต่อมๆ อยู่ว่า ท่าทางจะไม่ชอบมาพากล

พอใกล้เข้าก็มองเลยไปเห็นว่า ตรงริมระเบียงนั้น ทรงธรรมกับแสงเพ็งนั่งเจรจากันอยู่ จึงหันมาทางคุณแส นางพยักชวนให้เดินมาเสียอีกทางหนึ่ง ซึ่งหมอผีหนุ่มก็ยอมตามไปแต่โดยดี

“น่าแปลกนะ ข้าน่ะ... เคยกลัวภูตผีปิศาจขนาดหนัก แต่ตอนนี้กลับมาเดินอยู่กับคุณแสได้ง่ายๆ”

“ข้าเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันนั่นละ ว่าจะต้องมาเดินอยู่กับหมอผีหยั่งเจ้า”

เวลานี้ คุณแสอารมณ์ดีพอจะพูดเล่นหยอกเย้ากับเขาได้บ้าง

“จะว่าไป พี่ธรรม์ก็พูดถูก ถึงจะคนละภพ ก็อยู่ร่วมกันได้ คุณแสเห็นอย่างเมื่อครู่แล้ว ก็คงสบายใจละกระมัง หรือไม่ก็น่าจะต้องพลอยดีใจไปกับพวกเขาด้วย”

สองคนพากันเดินเรื่อยๆ มาทางด้านหน้าเรือน อันมีลานหญ้าที่ตั้งแต่งไว้ด้วยรูปประติมากรรมทั้งที่เป็นศิลาและโลหะ

“ข้าก็เห็นอยู่ว่าพวกเขาน่าจะมีความสุข แต่ตัวข้าเองนั้นจะรู้สึกรู้สมไปด้วยก็หาไม่ ก็ไม่รู้ว่ายังไรเหมือนกัน ในใจถึงรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่าง คล้ายกับความอาฆาตแค้นที่ยังไม่จางหาย พอวันนี้แม่แสงพูดถึงตอนที่ตัวเองตาย ก็เลยอยากรู้เหมือนกันว่าตัวข้าเองน่ะตายอย่างไรกันแน่”

ที่ผ่านมาหลายชั่วโมง การได้พูดคุยกับผีสาว ได้เห็นว่าความรักอย่างผิดประหลาดไปกว่าธรรมดาโลกนั้นก็เกิดขึ้นได้จริง คุณแสเลยลอยพยายามหวนคิดถึงความหลังของตนเองดูบ้าง

แต่ก็ช่างเลือนราง แม้ว่าภาพวาดนั้นจะช่วยสะกิดเตือนใจ แต่มันก็ไม่ได้ปะติดปะต่อจนช่วยให้เข้าใจอะไรต่างๆ ได้กระจ่างชัดเท่าที่ควร

“คุณแสพูดเหมือนที่ผ่านมาไม่เคยสนใจว่าตนเองต้องจบชีวิตลงอย่างไร”

“ก็คงอย่างนั้น เชื่อหรือไม่ ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าตัวเองตายยังไร เพียงแค่... รู้อยู่อย่างเดียวว่า เกลียด เคียดแค้น และชิงชังผู้ชายอยู่มากมายนัก”

พอพูดมาถึงตรงนี้ ก็เลยนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

“หมอเกตุ เมื่อสองวันก่อน ข้าได้เห็นภาพภาพหนึ่ง มันเป็นรูปวาดของข้า ด้านล่างมีชื่อพระยาเดชากำกับเอาไว้ เลยคิดว่าการตายของตัวข้าเอง น่าจะเกี่ยวข้องกับพวกญาติผู้ใหญ่ของแม่อุ่นเรือน หรือหมอเกตุคิดว่ายังไร”

“ข้าว่าตอนนี้คงมีแต่เจ้าคุณอเนกละขอรับ ที่จะให้ความกระจ่างชัดในเรื่องนี้”

หมอผีหนุ่มตอบไปตามที่คิด ที่จริงก็ไม่น่าแปลกที่คุณแสจะเกี่ยวข้องกับพวกอเนกคุณากร ไม่เช่นนั้นดวงวิญญาณจะมาติดอยู่ที่เรือนตึกนี่ได้อย่างไร

“แล้ว... ทำยังไรถึงจะได้พูดกับเขาล่ะ”

“เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะยาก...”

พอต้องใช้ความคิด หมอเกตุก็ต้องใช้เวลา นิ่งไปอึดใจใหญ่ กว่าจะแนะนำหนทางออกมา

“น่าจะลองวิธีนี้ คุณแสลองหาที่ขวัญอ่อนสักคน แล้วเข้าสิง อาศัยร่างของคนคนนั้น ให้ไปหาพูดจากับเจ้าคุณอเนก”

ได้ฟังดังนั้น คุณแสก็เหมือนเห็นหนทางสว่าง ความกระจ่างเรื่องที่ตนต้องตายอย่างไร คงจะถูกแถลงไขให้แน่ชัดได้ไม่ยากเย็น แต่แล้วสีหน้าของนางก็กลับเป็นครุ่นคิดไปอีกคราว กล่าวเบาๆ กับหมอเกตุว่า

“แต่ว่า... ตั้งแต่จำได้ ข้าก็ไม่เคยออกจากเรือนตึกนี่เลยสักครั้ง จะไปหาคนอย่างนั้นได้จากที่ไหนกัน”

“เรื่องนี้ก็ไม่ยาก ถ้าคุณแสกลัวจะไปไหนไม่ถูก ก็หาคนพาคุณแสออกไปเสียก็หมดเรื่อง เรือนไทยของเจ้าคุณท่านก็อยู่แค่นี้เท่านั้นเอง”

นั่นละ แสงสว่างตรงปลายอุโมงค์จึงเรืองรองขึ้น...




คุณแสรอจนได้จังหวะอันเหมาะสม ก็นำเรื่องนี้ไปหารือกับทรงธรรมและแสงเพ็ง

“เรื่องนั้นน่ะไม่ต้องห่วง ถึงกระผมจะถูกห้ามขาด ไม่ให้กลับไปเหยียบที่เรือนไทยนั่นอีก แต่บ้านช่องออกใหญ่โต เราแอบลักลอบเข้าไปก็ยากที่ใครจะพบเห็น”

ทรงธรรมอาการดีขึ้นมากแล้ว ตอนที่ได้พูดคุยกันถึงเรื่องนี้

“ดีฉันดีใจด้วยนะเจ้าคุณคะแส ในที่สุดก็ใกล้จะได้รู้กันเสียดี หรือจะพูดอีกอย่าง คุณแสก็ใกล้จะได้เจอกับตัวของตัวเองแล้วนะเจ้าคะ”

แสงเพ็งพลอยดีใจ ที่เห็นแววตาของคุณแสมีประกายแห่งความหวังขึ้นมาบ้าง จากที่เดิมจะมีแต่ความหมองหม่น ระคนเจืออยู่กับวี่แววของแรงอาฆาตแค้น

คุณแสเอง ได้ยินอย่างนั้นแล้วก็ดีใจอยู่มาก เพราะอย่างน้อย ไม่ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนกระทั่งตนต้องตายลงนั่นจะเป็นอย่างไร การที่ได้รู้อะไรๆ เสียบ้าง ก็ยังดีกว่าการไม่รู้อะไรเลย

“และอีกอย่างหนึ่งคือ กระผมก็อยากจะไปพบกับแม่อุ่นอีกสักครั้ง”

การที่ทรงธรรมพูดต่อมาดังนี้ ทำให้แสงเพ็งต้องมองหน้า เขาก็ประสานสายตากลับมาตรงๆ แสดงเจตนาว่าไม่มีสิ่งไรเคลือบแฝงในน้ำคำ

“เห็นไหมเล่า... พี่ธรรม์น่ะนะ... ยังไม่...”

ผีสาวได้แต่พึมพำกับตัวเอง รู้สึกน้อยใจขึ้นมาเหมือนกัน ที่ชายหนุ่มทำท่าว่าจะลืมคนรักเก่าไม่ได้

“แม่แสง แม่แสงอย่าเข้าใจผิด เป็นเพราะพี่อยากจะอยู่ร่วมกับแม่แสงจริงๆ ก็ต้องไปพูดจากับแม่อุ่นเขาเสียให้ชัด แม่แสงจะได้วางใจยังไรเล่า ว่าพี่นั้นไม่คิดจะจับปลาสองมือ”

แสงเพ็งค่อยโล่งอกเมื่อได้ฟังคำอธิบาย อมยิ้มและนึกโทษตัวเอง ที่มัวแต่คิดว่าชายหนุ่มจะทำอะไรที่ไม่สมควร

เมื่อเห็นว่าที่รักของตนพอเข้าใจอะไรๆ ดีขึ้นแล้ว ทรงธรรมจึงหันไปกล่าวกับคุณแสอีกครั้ง

“คุณแสขอรับ ข้างนอกนั่นร้อนนัก คุณแสไม่ได้ออกไปจากร่มชายคานี้นานแล้ว กระผมเกรงว่ากระแสวิญญาณของคุณแสจะทนไม่ไหว ดังนั้น...”

แล้วคนพูดก็หยุดไปเฉยๆ เหมือนแกล้ง จนคุณแสแทบนั่งไม่ติด

“ดังนั้น... ควรที่กระผมจะต้องค่อยช่วยเหลือคุ้มครอง”

เป็นครั้งแรกที่ผีผู้เป็นใหญ่ในเรือนตึก ยิ้มออกมาได้อย่างเต็มที่ ทุกคนในที่นั้นต่างพลอยชื่นบาน แล้วก็เลยช่วยวางแผนการ หาทางรื้อฟื้นอดีตของคุณแสไปด้วยกัน




แดดสายส่องสว่าง ปุยเมฆขาวฟุ้งปลิวอยู่ทั่วท้องฟ้าสีสด แสงน้ำส่องเงาระยิบตามาถึงในเรือน ทางเดินเล็กๆ ที่อยู่พ้นจากร่มไม้ใบบัง กำลังถูกใช้เป็นที่ทดสอบความกล้าหาญ ให้ผู้ที่ไม่เคยย่างกรายออกพ้นชายคา ได้ลองหลบหลีกแสงสว่างสะท้อนนานา ที่แค่วิบวับขึ้นมา คุณแสก็แทบจะวิ่งกลับเข้าเรือน

“คุณแส... ขอ... รั... บ”

เจ้าหลงยานคางถาม ส่ายหัวดิกเมื่อ ประกายน้ำส่องมากระทบ แล้วผีผู้เป็นใหญ่ในบ้านทำเหมือนจะถอดใจเอาง่ายๆ

“นั่นแสงน้ำขอรับ ไม่ใช่แสงพระอาทิตย์”

ผีเด็กชายไม่รู้ว่าเตือนเป็นครั้งที่เท่าไหร่ ส่วนผีตนอื่นๆ ก็พากันมายืนลุ้นให้กำลังใจ ทั้งที่จริงก็ไม่น่าจะใช่เรื่องใหญ่โต แค่พ้นรั้วนี้ไป ข้ามถนนซอย แล้วเดินเข้าไปในบริเวณเรือนไทยฟากขะโน้น ระยะทางรวมแล้วไม่ได้ไกลอะไรนักหนา

คุณแสเองก็เขินๆ อยู่เหมือน แต่ด้วยความที่ไม่เคย เลยไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ที่เห็นว่าเป็นแผลแสบร้อนก็เห็นมาแล้ว หากต้องมาเจอกับตัวเอง ก็ไม่รู้จะเจ็บปวดสักเพียงไหน

ทรงธรรมลองเปลี่ยนมาเป็นคนถือร่มไว้ให้ ผีสาวซึ่งกลับมีท่าทางไร้เดียงสากว่าที่เคย จะได้คอยระวังไม่ให้ตัวอยู่ใต้ร่ม ไม่ต้องห่วงว่าพอตกใจแล้ว จะเผลอโยนร่มทิ้งให้ดวงวิญญาณของตนเองต้องมอดไหม้แหลกสลายเพราะแสงพระอาทิตย์

“เป็นยังไรบ้างขอรับ พอจะคุ้นเคยบ้างหรือยัง”

ชายหนุ่มกระซิบถาม ค่อนข้างเข้าใจว่าคุณแสรู้สึกอย่างไร

“คือ... หลังจากที่ข้าตายลง ก็ไม่เคยได้ออกมาพ้นชายคาเรือนอีกเลย นี่เพิ่งครั้งแรก แสงสีอะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมด”

“แล้วพอจะคุ้นเคยบ้างหรือเปล่าขอรับ”

“ข้าจำตุ๊กตาหินนั่นได้ ที่จริงมันมีถึงสามตัว ไม่รู้หายไปไหนเสียตัวหนึ่งแล้ว”

ทรงธรรมพาร่มที่ช่วยคุ้มครองดวงวิญญาณของคุณแส มาจนถึงทางเดินด้านข้างเรือน ตรงนี้จัดเป็นส่วนอย่างตะวันออก โรยกรวดสีขาวเม็ดเท่าปลายนิ้ว เกลี่ยเรียบเป็นผืน มีรูปสลักหินทรายสีขาว ยืนคู่กันอยู่สองตัว พอคุณแสบอกว่าที่จริงมีอยู่สาม เขาก็เพิ่งสังเกตว่า ตรงตำแหน่งที่ควรจะเป็นรูปสลักอีกตัวหนึ่งนั้น ขณะนี้ถูกแทนด้วยลูกหินกลึงกลม ขนาดใหญ่พอกับลูกนิมิตรที่อยู่ตามวัด

คุณแสหยุดมองไปรอบๆ แล้วสายตาก็มาหยุดอยู่ตรงประตูข้าง รู้สึกปวดจี๊ดขึ้นมาในหัว แล้วภาพการลอบผ่านเข้าออกจากทางนั้นของเจ้าคุณเดชา ปู่คนใหญ่ของอุ่นเรือนก็ปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง

อาการผิดสังเกตทำให้ทรงธรรมต้องถาม

“พอจะนึกอะไรออกอีกหรือขอรับ”

“มันคลับคล้ายน่ะ... แต่ไม่สู้จะได้เรื่องได้ราวอะไร แล้วก็ไม่รู้ว่าป่านนี้พวกญาติวงศ์ของเจ้าคุณเดชา นอกจากแม่อุ่นเรือนกับบิดานั่นแล้ว คนอื่นจะเป็นอย่างไรกันบ้าง”

“ใกล้กันแค่นี้ กลางค่ำกลางคืน คุณแสก็ไม่เคยข้ามฟากมาดูเลยหรือขอรับ”

“ตอนที่ข้าเป็นผีนี่แล้ว ก็ไม่รู้จดรู้จำหรอกว่าจะต้องออกไปไหนต่อไหน ข้ามันคนไม่มีญาติพี่น้อง”

“อย่างนั้นก็ช่างเถิดขอรับ แต่คุณแสน่าจะชินกับพวกแสงสะท้อนต่างๆ แล้วกระมัง”

“ก็พอชินแล้วละ ให้ข้าถือร่มเองก็ได้”

คุณแสก็นึกกระดากใจอยู่เหมือนกัน ที่ต้องให้คนอื่นมากางร่มให้ตน ราวกับตัวเป็นเจ้านายฝ่ายในกระนั้น

“ไม่เป็นไรขอรับ คุณแสยังไม่ชินทาง ไว้อีกประเดี๋ยวก็ได้”

พ้นแนวรั้วหนาทึบของคฤหาสน์บ้านเรือนตึกมาแล้ว พอดีมีบ่าวสาวๆ สองสามคน กำลังจะมุดรั้วผ่านเข้าไปในบริเวณบ้านเรือนไทย

คงเป็นบ่าวของเรือนเจ้าคุณอเนก ที่พอหันมาเห็นทรงธรรมก็เบ้หน้าใส่ ยิ่งพอเห็นท่าทางผิดประหลาด เดินกางร่มให้เงาร่มนั้นพ้นตัว ไม่มีท่าว่าจะบังแดดบังฝนอะไรได้ ก็หัวเราะแก่กัน ซ้ำยังส่ายหน้าเหมือนเยาะ ว่าเขาน่ะท่าจะบ้าไปแล้ว

“คนมองอย่างนั้น พ่อธรรม์ไม่ถือสาเขาละหรือ”

เพราะคุณแสรู้แก่ใจ ว่าพวกบ่าวนั้นไม่เห็นตน จึงเข้าใจเจตนาของอาการต่างๆ ที่พวกนั้นแสดงออกเป็นอย่างดี

“ก็ช่างพวกมันประไร”

ทรงธรรมตอบง่ายๆ

“ถึงพ่อธรรม์ไม่ถือสา แต่เราก็เป็นผีกับคน พ่อธรรม์ไม่ถือแต่คนอื่นก็ต้องกล่าวหา ยิ่งถ้าคิดจะคบหาจริงจังกับแม่แสง...”

“ใครจะว่าอะไรก็ช่างเถอะ ในใจกระผมตอนนี้ คนกับผีไม่ต่างกันเลย ผีเสียอีกกระมังที่จริงใจมากกว่าพวกคน ดีกว่าพวกคนมีชีวิตด้วยซ้ำไป”

“แล้วพ่อธรรม์คิดถึงวันข้างหน้าบ้างหรือเปล่า”

คำถามนี้เพราะความเป็นห่วงมากกว่าจะหาความ

“ก็คิดอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อยังไม่รู้ผลลัพธ์ ก็ไม่รู้จะอยากรู้ไปทำไม สู้มีความสุขกับวันนี้ให้เต็มที่จะดีกว่า คุณแสว่าจริงไหมเล่า”

“ฟังดูเหมือนผู้เฒ่าผู้แก่ ที่ปลงได้แล้วกับทุกสิ่งทุกอย่าง”

ทรงธรรมถึงกับขำออกมา เพราะนึกตามคำของคุณแสแล้วก็เห็นจริงตามนั้น

“ถ้าข้าคิดได้หยั่งพ่อธรรม์บ้างก็คงจะดี”

แล้วสีหน้าของผีผู้เป็นใหญ่ในเรือนตึก และเพิ่งเคยออกมาพ้นชายคาเป็นครั้งแรก ก็มีแววหม่นหมองปรากฏขึ้นมาอีก จนชายหนุ่มต้องทำเสียงเป็นที่เล่น ตอนพูดต่อไปว่า

“คุณแสขอรับ ถ้าคุณแสเป็นกระผม คุณแสก็ไม่ใช่คุณแสน่ะสิขอรับ”




บริเวณบ้านเรือนไทยดูเงียบเหงา ลานไม้ดัดเปลี่ยวร้างผู้คน มีเพียงเสียงจะเข้แว่วๆ มาให้ได้ยิน จึงนับว่าเทพยดาเป็นใจ ท่านคงอยากจะให้คุณแสได้รู้ความจริง

ทว่า... ขณะกำลังย่ามใจ ก็เห็นไกลๆ ว่านายวงศ์พาบ่าวติดตามอีกคน เดินตรงไปยังด้านไกล

ทรงธรรมรีบหลบ ดีว่าตาบ่าวคนสำคัญของเจ้าคุณไม่ได้ใส่ใจจะเหลียวแลสิ่งใด

ตัวเองนั้นได้ยินแล้วว่า เสียงจะเข้ที่ตกๆ หล่นๆ นั้น คงเป็นฝีมือของอุ่นเรือน จึงหันไปยื่นร่มให้คุณแส พร้อมกับกล่าวว่า

“ร่มไม้ใบบังมีมาก เรือนเล็กเรือนน้อยก็คงพอให้คุณแสอาศัยร่มเงา เราคงต้องแยกกันไป เมื่อกี้นายวงศ์ไปทางนั้น อาจจะเร่งเดินไปหาเจ้าคุณ คุณแสตามไปเถิด ส่วนกระผมจะไปทางเรือนแพริมน้ำ แล้วพอตะวันตรงหัว เราค่อยกลับมาเจอกันตรงนี้”

เขานัดแนะเสร็จสรรพ เห็นอยู่เหมือนกันว่า ท่าทางของฝ่ายตรงข้ามก็ตื่นเต้นไม่น้อย

“อย่างนั้นพ่อธรรม์ก็ระวังตัวด้วยนะ”

“คนที่ต้องระวังคือคุณแสต่างหากขอรับ”

แล้วสองคนก็ส่งยิ้มให้กำลังใจแก่กัน ก่อนจะแยกไปทางของตน ทรงธรรมยังยืนส่ง จนเห็นว่า คุณแสน่าจะเอาตัวรอดได้ เขาจึงค่อยเริ่มอาศัยสุมทุมพุ่มไม้ พรางกายลัดเลาะไปทางริมน้ำ

คุณแสเดินมาตามที่เห็นว่า บ่าวชราของเจ้าบ้านไปทางนั้น ทั้งบริเวณที่เงียบเชียบ ทำให้ค่อนข้างสะดวกสบาย และติดตามมาถึงเรือนบริวารหลังหนึ่งอย่างง่ายดาย

เป็นเรือนยกพื้นมีหกเสา ขนาดสี่ห้องที่เหมาะจะอาศัยอยู่สักคนหรือสองคน ข้างฝาใช้เสื่อรำแพน ส่วนหลังคามุงด้วยตับจาก ที่น่ากลัวคือรอบเรือนล้อมไว้ด้วยสายสิญจน์ ซ้ำยังมีผ้ายันตร์ต่างๆ แขวนไว้ทั่วไปหมด

นายวงศ์และบ่าวขึ้นไปบนเรือน คุณแสต้องลอยตัวขึ้นแอบมองทางหน้าต่างด้านหนึ่ง พอเห็นถนัดก็จำได้ว่า คนที่นอนป่วยไข้อยู่นั่นคือแม่แวว หลานสาวเจ้าคุณอเนก นางคือคนที่แอบไปพรอดรักจนเกือบถูกหลวงเซ่งทำร้าย ดีที่ว่าพวกคุณแสจัดการไอ้คนชั่วช้านั่นได้เสียก่อน

“แม่แวว ลุกขึ้นมาดื่มยาได้แล้ว”

นายวงศ์เรียกเบาๆ ส่วนบ่าวก็ขยับเข้าประคอง ให้คนเจ็บค่อยทรงกายขึ้นจากหมอน

“ดูเถอะ กินยามาต้องนานแล้ว ทำไมยังไม่หายเสียที”

เพราะจากวันนั้นที่เกิดเรื่องใหญ่ มีคนตกบ่อตายในบ้านเรือนตึก และแม่แววก็อยู่ในเหตุการณ์ นางโวยวายว่าเป็นฝีมือของภูตผี กระทั่งจนวันนี้ยังขวัญเตลิด ต้องนอนซมอยู่กับเรือนเรื่อยมา

“เลยไม่รู้ว่าเพราะแม่แววขวัญหาย หรือว่ายาตำรับของไอ้หนุ่มทรงธรรมมันไม่ได้เรื่องได้ราวกันแน่”

บ่าวสำคัญของเจ้าคุณอเนกพูดต่อไปเรื่อยๆ ขณะค่อยๆ ป้อนยาชามหนึ่งให้กับหญิงสาว

คุณแสนึกถึงคำพูดของหมอเกตุอาคม คิดว่าแม่แววนี่ละเหมาะสม ที่จะเข้าสิง แล้วใช้ร่างนั้นไปเจรจาหาความจริงกับเจ้าคุณอเนกคุณากร

คิดแล้วก็ลืมตัว รีบพุ่งเข้าไป แต่ก็กลับปะทะกับข่ายยันตร์และสายสิญจน์ที่ล้อมรอบ คุณแสต้องกระดอนถอยกลับ สิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงเสียงดังปังตรงข้างฝา ที่ชายสองคนคิดว่านกกาคงบินมาชน แต่ผู้ที่จิตตกต่ำ ขวัญอ่อนเจือจางอย่างที่สุด กลับเห็นได้ถนัดชัด

แม่แววผวาเฮือก กรีดร้องสุดเสียง ปัดชามตรงหน้ากระเด็นไป ผลักชายอย่างสุดแรงจนล้มไปทางหนึ่ง แล้วตัวก็เผ่นหนีออกมานอกเรือน

ถึงหัวกระไดก็ตั้งท่าจะกระโจนลง สองคนที่ตามมาห้ามไว้ไม่ทัน พอร่างแผล็วพ้นเขตสายสิญจน์ออกมา คุณแสก็เข้าสวมร่างไว้ได้ทันที

สภาพที่นายวงศ์และบ่าวหนุ่มได้เห็นก็คือ แม่แววเกิดคลุ้มคลั่ง ถลาออกชานเรือน แล้วก็โจนลงไปหมดสติอยู่ตรงเชิงบันได

สองคนต่างพากันงุนงง ดีที่ว่าร่างกายนางไม่ได้ฟกช้ำอะไรมาก จึงช่วยกันประคองให้กลับขึ้นมานอนพัก นายวงศ์ยืนดูอาการอยู่อีกครู่หนึ่ง ก็ชวนกันกลับ ตั้งใจว่าจะไปวานให้นางบ่าวสักคนมาดูแลอย่างใกล้ชิด

พอเสียงของสองคนนั่นเงียบไป คุณแสในร่างของแม่แววที่หลับตานิ่งอยู่ ก็พร้อมแล้วที่จะติดตามสะสางเรื่องในอดีตของตัวเอง

ทางด้านทรงธรรม เมื่อย่องกริบมาจนถึงเรือนชายน้ำ ก็แอบข้างฝาสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าอุ่นเรือนอารมณ์ไม่ดีนักก็เกิดอาการลังเล แต่ก็แค่วิบเดียว เพราะตัดใจได้เสียแล้วว่า ตนกับอุ่นเรือนนั้นไม่น่าจะคู่ควรกันจริงๆ

อุ่นเรือนดีดจะเข้เป็นเสียงแกร็งๆ กร่างๆ อยู่อีกสองสามทีก็ยิ่งพาลรีพาลขวาง ออกปากขับไล่นางบ่าวที่นั่งคอยรับใช้อยู่ใกล้ๆ

ทรงธรรมจึงได้จังหวะ ให้เสียงก่อนที่จะเยี่ยมกายเข้าไป

“แม่อุ่น...”

หญิงสาวหันมาตามคำเรียก ตอนแรกก็เผลอยิ้มให้ แต่แล้วก็รีบตีสีหน้าชาเฉย

“พี่ธรรม์...”

อุ่นเรือนตอบคำด้วยคำทักสั้นๆ เพียงแค่นั้น คิดว่าทรงธรรมคงจะรีบเข้ามางอนง้อ แต่พอเห็นเขายังยืนนิ่ง หล่อนก็จำเป็นต้องเอ่ยขึ้นเสียเอง

“มาทำไมเล่า หรือว่ารู้แล้ว ว่ายังไรๆ ก็ขาดฉันไม่ได้”

ทรงธรรมแค่อมยิ้ม สายตาที่ทอดมองหญิงสาวตรงหน้า ว่างเปล่าปราศจากความรู้สึกใดๆ

“พี่... เพียงแค่อยากจะมาคุย...”

“ใช่ซีนะ เรื่องของพี่ธรรม์ ก็พอจะเดาได้ นี่คงจะมาพูดว่า เรื่องที่ฉันปฏิเสธ ไม่รู้จักไม่เคยพบเห็นนักเลงพวกนั้นมาก่อนน่ะ พี่ธรรม์ให้อภัยแล้ว แล้ว...”

อุ่นเรือนลุกขึ้นยืน เดินไปรอบๆ ชายหนุ่มที่ยังไม่ได้ขยับเขยื้อนอีกเลยตั้งแต่เข้ามาในเรือนแพ

“แล้ว... ก็จะให้ฉันพาไปหาเจ้าคุณพ่อ ขอโทษขอโพยเรื่องวันนั้น เผลอๆ คงสาบานด้วยว่าจะไม่ไปยุ่งกับพวกนั้นอีก... จะฝากเนื้อฝากตัวอยู่กับเจ้าคุณพ่อ ไม่เถลไถลไปไหนอีกแล้ว ใช่ไหมล่ะ”

คำท้ายนั้นอุ่นเรือนกระแทกเสียงใส่ตรงข้างหู แต่ทรงธรรมก็ยังใจเย็นอยู่ได้ เขาเอ่ยขึ้นเรียบๆ ว่า

“แม่อุ่นอย่าเข้าใจผิด”

หญิงสาวแปลกใจไม่น้อยที่ได้ยินดังนั้น

“ถ้าอย่างนั้นแล้ว...”

หล่อนวกกลับมายืนต่อหน้าเขา อยากรู้เหมือนกันว่า คนอย่างผู้ชายตรงหน้านี่ จะมาท่าไหนกันแน่

“พี่จะพูดสั้นๆ ง่ายๆ คือ... เราจบกันแค่นี้เถอะ”

เขาพูดชัด ชัดเสียจนอุ่นเรือนได้ยินเต็มสองหู แต่หล่อนก็ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตนเองได้ยินอยู่ดี

ผิดคาดไปมากมายนัก เพราะคิดว่าคนอย่างทรงธรรม อย่างไรก็ไปไหนไม่รอด แล้วอยู่ๆ กลับมาพูดจาตัดขาดกันง่ายดายขนาดนี้ มีหรือที่อุ่นเรือนจะยอมเสียหน้า

เหวี่ยงฝ่ามือหมายจะฟาดหน้าให้สักฉาด แต่ทรงธรรมระวังอยู่แล้วจึงหลบได้ทัน คราวนี้อุ่นเรือนเลยระดมใส่ไม่ยั้ง

ตัวเองเป็นใครกันถึงกล้ามาบอกเลิกได้อย่างนี้!!!




คุณแสอาศัยร่างของแม่แววพาตัวมาถึงศาลเทพอารักษ์ พอจะคุ้นเคยเส้นทางอยู่บ้าง เพราะศาลาใหญ่หลังนี้ปลูกสร้างมานานตั้งแต่ต้นกรุง พอเห็นว่าเจ้าคุณเอนกกำลังจัดแจงหิ้งบูชาอยู่ตามลำพัง ก็ค่อยก้าวเข้าไปอย่างเงียบเชียบ

“ตอนนี้เรื่องทุกอย่างก็สงบลงแล้ว ข้าจะขออนุญาตขายบ้านเรือนตึกนั้นเสีย พวกฝรั่งเขาจะขอซื้อทำเป็นสถานทูต หวังว่าปู่ย่าตายายคงเข้าใจ...”

ได้ยินเสียงเจ้าคุณผู้ใหญ่พึมพำกับตัวเองต่อไปอีกหลายคำ ขณะที่สายตาของคุณแสก็ไล่หาร่องรอยหรือเค้ามูลสิ่งที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของตนเอง

“พอบ้านเรือนตึกนั่นพ้นตัวไป เรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา ก็จะได้ไม่มีใครพูดถึงอีก โดยเฉพาะเรื่องเสื่อมเสียอันนั้น ก็จะได้จบลงไปเสียที”

ปักธูปเสร็จ พอหันหลังกลับ จึงได้เห็นหลานสาว ซึ่งเป็นญาติชั้นห่าง ยืนนิ่งมองอยู่ด้วยสายตาที่ไร้แวว และเบิกกว้างจนน่ากลัว

“แม่แวว ที่นี้ห้ามเข้ามาเพ่นพ่านโดยพลการ!”

เจ้าคุณใช้เสียงดังเข้าข่มความตกใจ ที่อยู่ๆ นางก็โผล่มาโดยไม่ให้สุ้มเสียง

“แล้วมาถึงนี่ได้ยังไร ใครปล่อยให้มา”

ผู้มากวัยยิ่งตวาดถาม เมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่มีปฏิกิริยาอื่นใด นอกจากเดินหลังแข็ง ตรงแน่วเข้ามาตรงแท่นวางอัฐิบรรพบุรุษ

บนแท่นเรียงรายไปด้วยโกศเล็กๆ ทำจากโลหะต่างชนิดกันไป บ้างเป็นโกศแก้ว บ้างก็เป็นผอบหรือไม่ก็เป็นตลับงา บนข้างฝาเหนือแท่นขึ้นไป มีทั้งรูปถ่ายและรูปวาดห้อยแขวนเรียงรายเอาไว้ ใต้ภาพเขียนนามและราชทินนามครบถ้วน แลไปล้วนเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ด้วยกันหมดทั้งสิ้น

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ลูกหลานชั้นปลายแถวอย่างออเจ้า ไม่มีสิทธิ์จะเข้ามาถึงตรงนี้!”

แต่ร่างของแม่แววก็ยังไม่ได้มีท่าทีจะรับรู้สิ่งอื่นใด เพราะตอนนี้แม่แสในร่างนั้น เห็นแล้วว่า ภาพหนึ่งบนหลายภาพที่เรียงรายอยู่บนข้างฝา คือภาพวัยชราของคนที่นางเคยรักสุดหัวใจ

คุณแสเดินใกล้เข้าไปอีก เอื้อมมือหมายจะดึงภาพนั่นมาดูใกล้ๆ เจ้าคุณรีบปราดเข้ามาผลัก

ทว่าผู้มากวัยกลับเป็นฝ่ายเสียหลัก ราวกับอึดใจที่แล้วได้โถมเข้าผลักเสาหิน ร่างน้อยนิดของแม่แวว ไม่ได้เขยื่อนเลยสักนิด

ทั้งรูปวาด ทั้งนามที่กำกับ คือ พระยาเดชาคุณากร ทำให้ความทรงจำแต่หนหลังของคุณแสค่อยหวนกลับคืนมา

นางรักอยู่กับเจ้าคุณคนนี้ ตั้งแต่เขาเพิ่งเป็นคุณพระ แม้จะมีเอกภรรยาอยู่แล้ว เขาก็รับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะยกคุณแสขึ้นเป็นอนุภรรยา ไม่ใช่เพียงแค่เมียทาสเมียบ่าวอย่างใครเขาอื่น

ภาพวันเวลาแห่งความสุขผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาไม่หยุด ทุกห้วงเวลาแห่งความสุข เหล่านั้นคุณแสแทบจำไม่ได้แล้วว่า ความรู้สึกเป็นสุขในขณะนั้นคืออย่างไร

“คุณโด่งเจ้าขา แสรอคุณโด่งมานานเหลือเกิน...”

เป็นชื่อเรียกหาเฉพาะในหมู่ญาติสนิทชั้นเดียวกัน ด้วยว่าเจ้าคุณในรูป มีเค้าโครงหน้างามคมสัน จมูงโด่งโดดเด่นผิดไปกว่าญาติพี่น้องคนอื่นๆ

เจ้าคุณอเนกตกใจนัก เพราะคนรุ่นแม่แววไม่มีทางจะได้รู้ได้เห็นกับชื่อนี้ เพราะท่านลุงผู้นี้ เป็นเหมือนพวกโครงกระดูกในตู้ คือพอตายไป ทั้งตระกูลก็พากันเก็บงำเรื่องราวเสื่อมเสียแต่หนหลังเอาไว้จนมิดชิด นอกจากที่ไว้อัฐินี้แล้ว จะไม่มีใครได้รู้ได้เห็นอีกเลยว่า เจ้าคุณเดชาคุณากรนั้น มีรูปร่างหน้าตา หรือประวัติชีวิตเป็นอย่างไร

“รู้ได้ยังไร รู้จักชื่อลุงข้าได้ยังไร!”

ขณะที่บิดากับกำลังตระหนกหนักถึงกับจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกนั้น ฝ่ายบุตรสาวก็กำลังมีเรื่องเดือดร้อนให้หนักใจอยู่เช่นกัน

“ทำไม! สารภาพมาเดี๋ยวนี้นะว่ามีคนอื่น!”

อุ่นเรือนไม่ยอมหยุดซักไซ้ หลังจากอาละวาดจนเหนื่อยหอบ

“คนอื่นไม่เกี่ยว ที่ง่ายที่สุดที่จะอธิบายเรื่องนี้ก็คือ แม่อุ่นไม่ใช่คนที่พี่คิดจะรักจะชอบต่อไปอีกแล้ว การได้ร่วมชีวิตกับแม่อุ่น คงเป็นการลำบากมากกว่าที่จะสบาย”

ไม่ทันพูดจบดีหรอก ตอนที่หญิงสาวกระโดดเข้าผลักอก

“ไม่มีทาง คนอย่างพี่นะรึ จะไม่มุ่งหวังลาภยศความสุขความสบาย ก็นี่ไงเล่า ได้แต่งเข้าตระกูลใหญ่ มีหรือที่พี่ธรรม์จะตัดใจได้ง่ายๆ”

“ขอบอกตามตรงก็แล้วกันนะแม่อุ่น เมื่อก่อนที่พี่เข้ามาตีสนิท ก็เพราะสิ่งที่แม่อุ่นว่ามานั่นละ แต่วันนี้ รู้แล้วว่าชีวิตมันคืออะไร ลาภยศสรรเสริญอะไรนั่น มันก็แค่เปลือกภายนอก พี่ไม่ได้สนใจไยดีอะไรกับมันอีกแล้ว”

อุ่นเรือนรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองชาดิก ไม่คิดเลยว่าเขาจะกล้าพูดออกมาเช่นนี้ นี่มันเท่ากับดูถูกกันชัดๆ ที่ว่าเข้ามาดีด้วย ไม่ใช่เพราะรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ

“ชีวิตที่อิสระเสรี ไม่ต้องก้มหัวเลียแข้งขาให้ใคร นั่นละคือหนทางที่พี่ค้นพบ!”

ทรงธรรมพูดแล้วก็มองเมินออกไปทางสายน้ำในลำคลอง เพราะใบหน้ายามเดือดดาลถึงขีดสุดของธิดาเจ้าคุณอเนกคุณากรนั้น ดูไม่ได้เอาเสียเลย

“เป็นไปไม่ได้ เป็นอย่างนั้นไปไม่ได้หรอก พี่ธรรม์ต้องมีผู้หญิงคนอื่นแน่ๆ”

อุ่นเรือนโถมตัวเข้ามาหยิกทึ้งอีกคำรบ คราวนี้ทรงธรรมไม่ปล่อยให้ทำอยู่ฝ่ายเดียว เขาผลักหญิงสาวออกให้ห่าง ปากก็ประกาศออกไปว่า

“ใช่... ใช่แล้วละ ข้าชอบผู้หญิงคนอื่น ถ้าแม่อุ่นอยากได้คำตอบอย่างนั้นก็ตามใจ!”




ศาลเทพอารักษ์ยังเคร่งเครียด เพราะไม่ว่าเจ้าคุณอเนกคุณากรจะทำอย่างไร แม่แววก็ไม่มีทีท่าว่าจะรับรู้ ที่ตกใจนักคือเรื่องที่คนชั้นหลานเหลนอย่างนางไม่น่าจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามคนรุ่นปู่รุ่นทวด โดยเฉพาะพวกที่ทำให้ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลต้องแปดเปื้อนมัวหมอง

“ไปจากที่นี่ซะ!”

ไม่รู้ว่าเป็นการขับไล่ครั้งที่เท่าไหร่ แต่ผู้มากด้วยวัยก็ยังพยายาม

“แม่แวว ได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่!”

เห็นว่านางยืนซึมก็พยายามจะผลักดันให้กลับออกไป แต่คุณแสในร่างของแววยังดิ้นรน

“ไม่ ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น ข้าจะอยู่กับคุณท่าน ข้าจะอยู่กับคุณโด่ง... ไม่ ไม่ไป!!”

นางป้องปัดสะบัดหนีเป็นพัลวัน ซ้ำในจังหวะหนึ่ง ยังสามารถฉวยภาพเจ้าคุณเดชาบนผนังลงมาได้

คุณแสทรุดตัวลง ร้องไห้ฟูมฟาย กอดรูปภาพไว้กับอก รำพึงรำพันหนักจนเจ้าคุณยิ่งงุงงง

“คุณโด่งเจ้าขา นี่แสนะเจ้าคะ คุณโด่งไม่รักแสแล้วหรือเจ้าคะ”

ได้ยินคำนี้แล้วก็ยิ่งตกใจ ไม่แน่ใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น จะเป็นแม่วาวที่เกิดอาการละเมอเพ้อพก หรืออาจจะแกล้งเอาเรื่องนี้มาหักหลัง หรือจะถูกผีสิง หรือ... หรือ... หรือ...

ขณะที่เจ้าคุณเห็นว่า แม่แววเวียนพิศดูและกอดซุกรูปวาดของเจ้าคุณเดชาอยู่ซ้ำแล้วซ้ำ ความทรงจำของคุณแสนั้นก็ค่อยๆ ไหลย้อนคืนกลับมา

ในมโนนั้น คุณโด่งยังหนุ่มแน่น รูปร่างหน้าตาคมคายเฉียบขาด ทว่าแววตานั้นแสนเศร้า สีหน้าครุ่นคิดคร่ำเคร่ง

“คุณท่านเจ้าคะ”

เป็นเสียงของคุณแสเองที่ดังขึ้นในภวังค์ความคิด ความรู้สึกอันแสนเศร้านั้นฉายให้เห็นเป็นภาพอันแจ่มชัดว่า ตัวนางก็นั่งเคียง ดวงหน้าท่าทางก็หม่นเศร้า ครุ่นคิดหนักหน่วงอยู่ไม่แพ้กัน

“คุณท่านคิดดีแล้วหรือเจ้าคะ...”

“คงจะไม่มีหนทางอื่นอีกแล้วละแม่แส คงจะมีทางนี้ทางเดียว ทางตายเท่านั้น”

แม่แสเกาะแขนคุณโด่งของนางไว้แน่น ราวกับจะทรงตัวอยู่เองไม่ได้

“แต่... หากว่าคุณปรางรู้ว่าดีฉันท้องกับคุณท่านแล้ว ก็อาจจะผ่อนปรนยอมให้ดีฉันเป็นเมียคุณหลวงอีกคน จะเป็นเมียบ่าวเมียทาส ดีฉันก็ยอมทั้งนั้น”

คุณปรางที่พูดถึงคือภริยาเอก เป็นเมียพระราชทานที่คุณท่านของแม่แส ได้รับตอนได้เลื่อนยศเป็นคุณพระ นางเป็นใหญ่กว่าใครในบ้าน และกดข่มผู้เป็นสามีได้อยู่มือ

“เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ ยิ่งรู้ว่าข้ามาลักลอบได้เสีย จนเกิดท้องไส้ขึ้นมาอย่างนี้ ทางบ้านข้าเองก็คงไม่ยอม ไม่ยอมให้เรื่องนี้ฉาวโฉ่ ให้ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลด่างพร้อย”

นั่นคือสิ่งที่ตระกูลคุณากรให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งเสมอมา กระทั่งคุณพระเดชาเอง แม้จะรู้ว่าถลำลึกไปมากแล้ว แต่อย่างไรก็ไม่สามารถตัดใจ ให้ยอมเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงเป็นอันขาด

แม่แสซบลงกับไหล่กว้าง น้ำตารินอาบแก้ม เพราะรักจนสุดหัวใจ เขาจะให้อยู่ในสถานะไหนก็พร้อมจะยอม ไหนเลยยังจะมามีอุปสรรคขัดข้องถึงเพียงนี้

“คุณท่านเจ้าขา ดีฉันไม่คิดเลยว่าต้องทำให้คุณท่านต้องเดือดร้อนถึงขนาดนี้ ดีฉันเพิ่งเสียใจกับตัวเองก็วันนี้ ที่ไม่ได้เกิดมาในตระกูลขุนน้ำขุนนาง เป็นแค่อีไพร่หัวเมือง...”

คุณพระเดชารีบผิดปากคนรัก ใจเขาเวลานี้ก็มีแต่เธอเพียงคนเดียวเช่นกัน ยิ่งแม่แสด่าว่าตัวเองให้เจ็บช้ำเท่าไร เขาก็รู้สึกว่าตัวเองจะยิ่งเจ็บช้ำมากกว่านั้น

“ไม่ใช่ความผิดของแม่แสเลยสักนิด เป็นเพราะความอ่อนแอของข้าเอง ที่ทำให้แม่แส... กับ... กับลูกของเราต้องมาเป็นทุกข์เป็นร้อน เป็นเพราะข้ามันขี้ขลาด ไม่กล้าพอจะพาแม่แสกับลูกไปจากบ้านหลังนี้ได้”

เขาถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความอัดอั้น จนแม่แสต้องรีบเป็นฝ่ายปลอบ

“เถอะค่ะ ไม่ว่าคุณท่านจะอยู่ที่ไหน ดีฉันคนนี้ก็เต็มใจจะอยู่ด้วย แม้ตายก็ยอม”

“แม่แส... แม้ชาตินี้เราจะไม่อาจอยู่ร่วมกัน แต่ข้าเชื่อว่าความรักของเรา จะผูกพันเราไปตลอดกาล ไม่ว่าจะไปอยู่ในชาติภพไหน เราก็จะรักกันตลอดไป แม่แสว่าอย่างนั้นหรือไม่”

ในแววตาที่หญิงสาวทอดมองชายหนุ่มตรงหน้า มันคือแววตาแห่งความจริงจังและจริงใจ ปราศจากข้อเคลือบแคลงสงสัยใด กับการที่เขากล่าวออกมาเช่นนั้น

คุณแสยิ่งรู้สึกสะทกสะเทือนใจ เมื่อหญิงสาวในมโน โน้มศีรษะลงอิงซบอยู่กับเขาอีกคราว สายตามองตรงมาที่ถ้วยเล็กสองใบ ที่บรรจุน้ำใสๆ อยู่เต็ม เมื่อมือของคุณพระเดชายื่นออกไป ปลายมือนั้นสั่นระริก เพราะต่างรู้ดีว่าภายในความใสราวตาตั๊กแตนนั้น คือยาพิษชนิดเฉียบพลัน

ฝ่ายชายคงตัดใจตัดขาดจากโลกนี้ได้แล้ว จึงค่อยหยิบถ้วยใบหนึ่งขึ้นมา ตั้งใจจะไปรอคนที่รักอยู่ภพหน้า

แต่แม่แสกลับแย่งไป ทั้งที่น้ำตายังรินลงมาไม่ขาดสาย นางก็ยังยิ้มออกมาได้

“คุณท่านเจ้าคะ ให้ดีฉันไปรออยู่ก่อนเถิดค่ะ การไปรออยู่ฟากภพโน้นน่าจะดีกว่าต้องรออยู่ ณ ที่นี้ ขอให้ดีฉันได้เดินทางไปก่อนนะเจ้าคะ ดีฉันจะไปรอท่าน แล้วพบกันนะเจ้าคะ...”

พูดจบแม่แสก็ดื่มยาพิษนั้นจนหมดถ้วย ไม่ฟังอีกว่าฝ่ายชายจะทัดทานหรือลังเลอยู่อย่างไร

คุณแสยังระลึกได้ ว่าความร้อนแล่นปราดลงตามทรวง คล้ายถูกมีดกรีดคว้าน พอความร้อนวูบตกถึงท้อง หัวใจก็เต้นถี่ระรัว ในที่สุดก็เหมือนว่าภายในบีบตัวกันแน่นเข้าๆ แล้วอวัยวะภายในก็ระเบิดกระจายอยู่ในช่องท้อง!

ส่วนภาพที่นึกเห็นก็คือ แม่แสมีท่าทางอึดอัด หน้าซีดแล้ววูบแดง แล้วก็มีเลือดทะลักออกจากปาก ก่อนที่จะขาดใจไปทันที

คุณพระเดชาตกใจจนตัวสั่น ขวัญเตลิดหาย จากการที่เห็นคนรักขาดใจตายไปต่อหน้า ความเจ็บช้ำแล่นเข้าประดัง เขาคว้าอีกถ้วยขึ้นจ่อที่ริมฝี:-)ยจะปลิดชีวิตตนให้ตายตกไปตามกัน

แต่แล้ว... เพราะความอ่อนแอขลาดเขลานั่นละ ที่ทำให้ไม่กล้าตายตาม เขาสาดน้ำพิษนั้นลงพื้น แม้จะรักแสนรัก แม้จะเห็นคนที่รักสุดหัวใจตายไปต่อหน้าต่อตา แต่เขาก็ยังขี้ขลาดเกินไป ที่จะทำเพื่อความรักถึงขนาดนั้น

ภาพต่อไปที่คุณแสได้เห็น ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะวิญญาณของตัวเองได้หลุดลอยออกจากแล้วมาแล้วหรืออย่างไร เพราะความเบาหวิวเลือนรางนั้นแค่คลับคล้าย ทำให้ภาพที่เห็นนั้นสั่นไหวราวมองผ่านลงไปใต้ผิวน้ำ

คุณพระเดชาร้องไห้โฮ ซุกซบอยู่กับศพของคนรัก คร่ำครวญถึงความขลาดเขลากลัวความตายของตนเองอยู่อีกนาน

นานจนคุณปรางผู้เป็นเอกภริยาผลักประตูเข้ามา ในสายตาของนาง เห็นร่างที่ไร้วิญญาณของหญิงสาว เป็นแค่ซากสัตว์อะไรสักอย่างหนึ่ง ไม่ได้ใส่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วบ้าง

“คุณพระ กลับไปกับดีฉันบัดเดี๋ยวนี้!”

นางออกคำสั่งเฉียบขาด พอเห็นว่าสามีไม่ยอมขยับออกมา ก็สั่งให้นางบ่าวสองคนเข้ายื้อยุด คุณปรางถึงกับเป็นคนแกะมือของเขาออกจากศพ ซ้ำยังตบให้อีกฉาดใหญ่ จนคุณพระต้องยอมปล่อย และยอมให้พาจากห้องไปแต่โดยดี

เป็นห้องนั้นนั่นเอง ห้องที่คุณท่านของแม่แสจัดการตกแต่งเตรียมไว้ให้ ตั้งใจจะใช้เป็นห้องหอ หลังจากได้รับอนุญาตจากคุณปรางให้หญิงสาวได้เป็นอนุภรรยา ทว่าพอนางรู้ว่าแม่แสท้องอยู่ก่อนแล้ว หัวเด็ดตีนขาดจึงไม่ยินยอม เพราะรู้สึกเสียหน้าเป็นนักหนา

“ออเจ้าเป็นใคร เป็นใครกันแน่ บอกมาเดี๋ยวนี้!”

เสียงเจ้าคุณอเนกคุณากรสั่นพร่า แต่ก็ยังเรียกให้คุณแสกลับมาสู่ภาวการณ์ปัจจุบันจนได้

“บอกมาเดี๋ยวนี้ ว่าทำไมถึงรู้ความลับเรื่องนี้”

แม่แววยังไม่สน ได้แต่คร่ำครวญอยู่ไม่รู้แล้ว

“ดีฉันรอ... ดีฉันรอคุณท่านมาตลอด... รอมานานเหลือเกิน นานจนลืมทุกอย่างไปหมด เพราะอะไรเจ้าคะ เพราะอะไร ไหนว่าเราจะไม่พรากจากกัน แต่คุณท่านกลับให้ดีฉันรออย่างไม่มีวันจบสิ้น...”

ยิ่งนานเข้าอาการของแม่แววที่ผู้มากวัยเห็นอยู่ก็ยิ่งน่ากลัว จากแค่คร่ำครวญก็ทำท่าเหมือนจะคลุ้มคลั่ง ถ้อยคำที่ตัดพ้อก็กลายเป็นต่อว่าต่อขาน จนในที่สุดก็ทุ่มกรอบภาพนั้นลงกับพื้น บานกระจกแตกกระจาย เจ้าคุณยิ่งตกใจตอนที่เห็นว่าแม่แววไม่กลัวจะบาดเจ็บ คว้าภาพวาดภายในกรอบนั่นมาฉีกกระจุยกระจาย

“ใคร! มีใครอยู่ข้างนอก เข้ามาที! เข้ามาเร็ว!”

ทั้งที่ใจจริง ไม่อยากให้เรื่องนี้ต้องแพร่หลายออกไป แต่เพราะสุดปัญญาจะจัดการ จึงต้องเรียกหาคนอื่นให้ช่วยเหลือ

นายวงศ์มาถึงพอดี รีบผลุนผลันเข้ามา ตามคำเรียกของผู้เป็นนาย

“รีบเอาตัวไปขังไว้ ไม่มีคำสั่งข้า ห้ามปล่อยออกมาเป็นเด็ดขาด!”

เจ้าคุณอเนกสั่งเฉียบขาด ให้นายวงศ์และบ่าวที่ติดตาม รีบเข้าไปกุมตัวแม่แวว แล้วลากออกไปจากที่นั้นทันที



**********************



นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 24 มี.ค. 2555, 15:11:41 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 24 มี.ค. 2555, 15:11:41 น.

จำนวนการเข้าชม : 1303





<< บทที่ ๑๓   บทที่ ๑๕ >>
บุรีวาด 29 มี.ค. 2555, 14:06:14 น.
เข้ามาติดตามรวดเดียวค่ะ ^^


pseudolife 31 มี.ค. 2555, 21:46:53 น.
ในที่่สุดก็อ่านถึงตอนปัจจุบัยเสียที
ผูกเรื่องได้อ่านเพลินมากค่ะ^__^


นวลชมพู 1 เม.ย. 2555, 15:28:07 น.
หุหุหุ เพราะเขียนจบแล้วอ่ะจ๊ะ เลยลงได้ถี่มาก(เกิ๊น)ขอบคุณ บุรีวาด pseudolife สำหรับการติดตาม เรื่องนี้ไม่ยาว ใกล้จบแล้วจ๊ะ


ด้วยมิตรภาพ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account