ทรัพย์สิดี ชื่อนี้ที่ผมรัก (รีไรท์)
เป็นเรื่องเก่าที่เคยลงที่นี่แล้ว เมื่อ 3-4 ปีก่อนได้มั้งคะ ตอนนี้เราเอามารีไรท์ใหม่ เพราะต้องการส่งสำนักพิมพ์แบบจริงจัง เพราะตอนนี้เรียนจบแล้ว มีเวลาแล้ว ถ้าคนที่เคยอ่านแล้ว เราก็ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ลงซ้ำซาก แต่ถ้าช่วยอ่านตอนรีไรท์ใหม่อีกครั้ง และลงคำติชมไว้ เพื่อแก้ไข้ก่อนส่งสำนักพิมพ์ เราก็ยินดีและขอบคุณมากเลยค่ะ สำหรับใครที่ไม่เคยอ่าน ก็รบกวนลงคำติชมไว้เพื่อการปรับปรุงได้นะคะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

เรื่องย่อ...

พนักงานสาวออฟฟิศที่กำลังจะไปสัมภาษณ์งานใหม่ ปรากฏว่าชนชายคนหนึ่ง ล้มลงที่สถานีรถไฟฟ้า หล่อนโวยวายและทุบตีเขา แต่ที่ไหนได้ ปรากฏว่าเขานั่นแหละคือประธานบริษัทที่หล่อนจะไปสมัครงาน!!!
Tags: Romantic comedy

ตอน: ทานข้าว




ตอนที่ 12

ตอนแรกฉันนึกว่าเราคงทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารของบริษัทเช่นเคย แต่กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น คุณนลินบอกว่าอยากเลี้ยงฉลองที่ฉันกลับมา เลยจะพาไปร้านอาหารที่ไกลจากบริษัทไปเสียหน่อย


“เหลือเชื่อสุดๆเลยนะนั่น” คุณนลินพูดขณะพลิกดูเมนูไปมา

“เรื่องอะไรคะ” ฉันถาม สายตาจับจ้องไปที่รูปข้าวคลุกกะปิ อูย ไม่ได้กินมานานแล้ว

“ก็ที่คุณกลับมาน่ะสิคะ ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้”

อ่อ ฉันก็เหมือนกัน แต่ “ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ หมายความว่าไงคะ แปลว่าคุณรู้เหรอว่าฉันต้องกลับมา”

คุณนลินทำหน้าลังเล “เอ่อ ก็ท่านประธานบอกเองนี่คะ”

ฉันสำลักน้ำที่กำลังดื่มทันที “หา? บอกอะไรเหรอคะ”

“ท่านบอกว่า คุณไปพักร้อนเดี๋ยวก็กลับมา นี่ล่ะค่ะประเด็น ตกลงคุณทะเลาะกับท่านเรื่องอะไรเหรอคะ แล้วไปพักร้อนจริงหรือเปล่า สิดี เธอรู้ไหม ตอนเธอไม่อยู่น่ะ บริษัทป่วนแทบจะแย่....” อยู่ดีดี นลินก็อ้าปากค้าง สายตาจ้องเขม็งไปที่ประตููร้าน

“อีกแล้วหรือนั่น” นลินพูดงึมงำอะไรคนเดียว ทำให้ฉันต้องหันหลังไปมอง แล้วก็ได้พบ.....

“นั่นคุณนรินทร์นี่คะ ว้าว!มากับสาวสวยที่ไหนน่ะ อ่อ อย่าบอกนะว่าเป็น...” ฉันหยุดพูดนิดหนึ่งแล้วหันไปสบตากับนลิน

“นัดบอด!” เราสองคนพูดพร้อมกันแล้วหัวเราะคิกคักกันเอง คุณนรินทร์นี่น่าสงสารจริงๆนะ

“ให้ตายเหอะ ท่านจะรู้สึกยังไงนะว่าร้านนี้มีเลขาหน้าห้องตัวป่วนนั่งอยู่ด้วย” นลินพูดแล้วยังหัวเราะไม่หยุด

ฉันฉุนเล็กน้อย “นี่!ใครตัวป่วนกันยะ”

“อ้าว คุณสิดี คุณนลิน” เสียงคุ้นหู ที่จำได้ว่าชอบตวาดฉันบ่อยๆ ดังขึ้น ฉันยังไม่ได้หันไปหรอก แต่มองจากสีหน้าของคุณนลินที่ยิ้มแห้งๆ ก็รู้แล้วว่า เจ้าของเสียงนั้นคือใคร

“อ่าค่ะท่าน...ไม่นึกว่าท่านจะมาที่นี่เหมือนกัน” คุณนลินพูด

“ผมขอนั่งด้วยแล้วกันนะ รบกวนหรือเปล่า” เขาพูดแล้วทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างๆฉัน ไม่ต้องรอให้เราสองคนอนุญาตแต่อย่างใด

“คุณนุชคงไม่รังเกียจที่จะนั่งกับพนักงานของผมนะครับ” เขาพูดทำท่าสุภาพบุรุษสุดๆใส่สาวสวยคนนั้น ฉันว่าคุณนรินทร์ทำไม่เนียนเลยนะ นัดบอดที่มานั่งกินข้าวกับลูกน้องตัวเองเนี่ยนะ!!!! แต่ฉันก็พอเดาออกหรอกว่าเขาทำอย่างนี้ทำไม ก็เขาจะสลัดผู้หญิงนัดบอดทุกคนน่ะสิ เขาจะเป็นโสด แต่ฉันว่าทำอย่างนี้น่ะ ใจร้ายกับผู้หญิงพอควรเลยละ นั่นแหละทำให้ฉันหลุดปากพูดอะไรบ้าๆออกไป

“แต่คุณคะ ฉันว่าคุณควรไปนั่งกันเองสองคนจะดีกว่านะคะ” ฉันพลาดอีกแล้ว ฉันลืมคิดก่อนพูดน่ะ คุณนลินที่นั่งตรงข้ามทำตาโตเท่าไข่ห่าน เป็นเชิงเตือนว่า ฉันทำผิด ส่วนอีตาตัวปัญหากลับนั่งเงียบทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ สั่งอาหารต่อไปหน้าตาเฉย สงสารสาวสวยที่ชื่อนุชจริงๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ นุชนั่งได้ ดีเสียอีก จะได้รู้จักกับพนักงานของคุณ” คุณนุชผู้แสนดี พูดอย่างอ่อนหวาน เยี่ยม! ฉันว่าหล่อนดูเข้าท่าดีนะ

แล้วเจ้านายฉันก็ยิ้มให้อย่างท้าทาย หนอย.......

ฉันสบตานลินอย่างกระอักกระอ่วน คุณนลินก็ดูจะทำตัวไม่ถูกเช่นกัน

“แล้วนี่ชื่ออะไรกันบ้างล่ะคะ” คุณนุชยิ้มละไมมองฉันและคุณนลิน

“ชื่อนลินค่ะ” คุณนลินชิงตอบก่อน

“ชื่อ เอ่อ ทรัพย์สิดี น่ะค่ะ” ฉันไม่มั่นใจเวลาพูดชื่อตัวเองเล้ย เพราะมันเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่า คนที่รับฟังจะต้องพูดขึ้นอีกว่า ‘ชื่ออะไรนะคะ’

“ชื่ออะไรนะคะ” นั่นไงเป็นจริงดังคาด คุณนุชคนสวยถามฉันซ้ำอีก

คราวนี้คุณนรินทร์หัวเราะหึหึ ในลำคอ

“ทรัพย์สิดีค่ะ” ฉันตอบ “ตรงตัวเลยน่ะค่ะ” พยายามอธิบายให้เข้าใจที่สุด

แต่ดูหล่อนก็ไม่ได้สนใจเท่าไร เพราะเธอเบนสายตาจากฉันแล้วหันไปคุยกับคุณนรินทร์แทน

ให้มันได้ยังงี้สิ เวลาทานข้าวกลางวันแสนสุขของฉันกับเพื่อนสนิท กลับต้องพังทลายลง เพราะ...อีตาบ้า!!!

จากนั้นคุณนรินทร์ก็เริ่มเปิดฉากการสนทนาด้วยเรื่องสัพเพเหระ แต่จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว เลยนั่งกินๆๆๆๆๆ ข้าวคลุกกะปิอยู่คนเดียว ส่วนคุณนลินกับคุณนุช ก็ร่วมวงสนทนากันอย่างครึกครื้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท ฉันเลยเงยหน้าขึ้นจากจานแล้วหัวเราะร่วมวงกับเขาบ้าง สงสัยคุณนรินทร์คงจะรำคาญล่ะมั้งเขาเลยเหน็บแนมฉัน

“นี่คุณสิดี ถ้าคุณไม่อยากคุยด้วย ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ”

อ๋อใช่ซี่ แล้วคุณจะมานั่งโต๊ะเดียวกับฉันเพื่ออะไรล่ะ! แต่จะว่าไป นี่ก็แค่วันแรกเองที่ฉันกลับเข้ามาทำงาน ฉันเลยไม่อยากออกฤทธิ์ ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกขอบคุณคุณนรินทร์ด้วยน่ะแหละ ที่เขายังใจดี ยอมรับฉันเข้าทำงานอีก เพราะอย่างนั้นฉันเลยหุบปากเงียบต่อไป...

แต่ฉันไม่เข้าใจอย่างหนึ่ง ถ้าเขาจะสลัดผู้หญิงที่มานัดบอดด้วยกันโดยการมานั่งทานข้าวกับพนักงาน ทำไมเขาไม่คุยกับพนักงานมากกว่าคู่นัดบอดของเขาล่ะ นี่เขาปล่อยฉันเคว้งคว้างคนเดียวเลยนะ!!!! ส่วนตัวเขาก็จ้ออยู่กับคู่นัดบอดอยู่ได้ คุณนลินก็แค่ตัวเสริมเท่านั้นแหละ อีกอย่างคุณนุชก็ดูเป็นคนดีออก ไม่เหมือนรายก่อนๆที่ฉันเคยเห็น เมื่อกี้เธอยังถามฉันเลยว่าจะเติมน้ำหรือเปล่า แต่ก็นั่นแหละนะ ใครบ้างถ้าจะเติมน้ำให้ตัวเองแล้วจะไม่ถามคนข้างๆ

ขณะที่ฉันคิดอยู่เพลินๆ คุณนุชก็หันมาคุยกับฉันแทบไม่ตั้งตัว

“คุณเคยไปสปาไหมคะ” หล่อนถามฉัน

ฉันที่ยังกินข้าวอยู่เต็มปาก เลยตอบไม่ค่อยถนัด จึงได้แต่ส่ายหัว ของพรรค์นั้นฉันไม่เคยหรอก ไม่ค่อยเข้าใจคนสมัยนี้เหมือนกัน ว่าการไปแก้ผ้าให้ใครก็ไม่รู้มาแตะตัวน่ะ มันน่าสยิวจะตาย

“คุณสิดี คุณควรจะพูดตอบคุณนุชสิ”

ฉันได้แต่อึ้ง เพราะยังเคี้ยวไม่หมดปาก คุณนรินทร์จะมาไม้ไหนเนี่ย

“เอ หรือว่าคุณไม่พอใจที่เราสองคนมาร่วมโต๊ะ” อะไรของเขา

พรวด!!!!

สาบานได้ว่าฉันพ่นข้าวที่อยู่ในปากออกมาจนหมด ก็ฉันพยายามจะพูดโต้ตอบคุณนรินทร์น่ะสิถึงได้ทำอะไรบ้าๆอย่างนั้นออกไป!!!!!!!! โอ๊ย!!!!!!!! ฉันจะต้องกลายเป็นคนไร้มารยาทไปถึงไหนกันนะ เพราะหลังจากที่ฉันสำลักข้าวออกมาจนหมดแล้ว คนทั้งร้านอาหารก็หันมามองแล้วซุบซิบกันทั้งร้าน บริกรก็รีบกุลีกุจอเข้ามาเช็ดนู่นเช็ดนี่ให้วุ่นไปหมด ส่วนคุณนุชก็โวยวายว่าฉันทำให้ชุดแสนแพงของเธอเละเทะ คุณนรินทร์ก็รีบเข้าไปช่วยเช็ดเสื้อคุณนุช มีแต่ฉันที่นั่งเอ๋อ มองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความที่ทำอะไรไม่ถูก จะมีก็แต่นลินนั่นแหละที่เข้ามาลากตัวฉันออกไปจากที่ตรงนั้น แล้วพาฉันมาเข้าห้องน้ำ

“เธอทำอะไรลงไปน่ะ” เธอถามขณะที่สาละวนปัดเศษข้าวออกจากเสื้อฉัน แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าตัวเองจากนั้นก็ชุบน้ำแล้วเช็ดเสื้อให้ฉัน....

“ก็คุณนรินทร์.....” ฉันทำท่าจะแย้ง
“ไม่ต้องโทษเจ้านายเลย คุณสิดี คุณนี่....” อยู่ดีดีนลินก็หยุดลูบๆถูๆบนเสื้อฉัน เธอกลับยืนนิ่งจ้องหน้าฉัน ให้ตาย ฉันทำอะไรผิดมากใช่ไหมนั่น...

แต่เปล่า.....

ฉันนึกว่านลินจะตวาดใส่ฉัน เธอกลับ........หัวเราะ

หัวเราะอย่างหนักเลยด้วย โอ้นั่น...เธอลงไปขำที่พื้นแล้ว

“เอ่อ....นลิน" ฉันงงเธอจริงๆ พยายามจะเข้าไปพยุงให้เธอลุกขึ้น

“มะ ไม่ต้อง ไม่ต้อง ห่วงฉันหรอก ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ” แล้วเธอก็ขำต่ออีกสักพัก

พอได้สติ เธอก็ลุกขึ้นปาดน้ำตา “คุณนี่ตลกจริงๆนะคุณสิดี แต่ฉันว่า ที่เธอทำอย่างนั้นน่ะ ท่านประธานก็หวังให้ทำอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว แต่เธอทำนอกเหนือความคาดหมายนิดหน่อย”

เฮ้...หล่อนพูดอะไรเนี่ย ฉันไม่เข้าใจเลย

“ถ้าไม่เข้าใจ ไว้ไปถามท่านประธานเองนะคะ เรากลับที่ทำงานกันเถอะ” แล้วนลินก็เดินนำฉันออกจากห้องน้ำไป ฉันทำตามเธออย่างว่าง่าย

พอออกไปที่ร้านอาหาร คุณนรินทร์กับคู่นัดบอดก็ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว


ตอนบ่ายฉันกลับเข้าไปทำงานเช่นเดิม หวังให้ไม่มีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้าไปว่าตัวต่อตัว และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉันนั่งทำงานจนเกือบ 4 โมงเย็น สายตาพร่ามัวไปหมด เพราะต้องคอยพิมพ์เอกสารต่างๆในคอมพิวเตอร์ จะมีละสายตาบ้างก็ต่อเมื่อมีพนักงานคนอื่นๆเดินผ่านและคอยแสดงความยินดีที่ฉันกลับมา จนในที่สุด...

ตืด! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ฉันกดปุ่มรับสายภายใน

“ค่ะคุณนรินทร์” ฉันพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ เก็บความหวาดกลัวไว้

“เข้ามาหาผมหน่อยซิ” เขาพูดเสียงน่ากลัวเชียว...โอย...แค่วันแรก...ฉันก็โดนอีกแล้ว

ฉันจึงไม่รีรอ เกิดเขาอยู่ดีดี แก้เผ็ดฉันแล้วไล่ออกแบบสายฟ้าแลบ จากนั้นก็เอาคุณนุชมาเป็นเลขาแทนจะทำยังไง
แล้วฉันก็เปิดประตูเข้าไป

เขายังไม่ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์เลย

“เชิญนั่ง” เขาสั่ง

ฉันเลยรีบเดินไปนั่งตรงหน้าเขา “มีอะไรเหรอคะ” พยายามทำตัวร่าเริงสุดๆ

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็กดเอ็นเทอร์ที่แป้นพิมพ์เสียงดัง แล้วก็พูดเบาๆกับตัวเองว่า “เสร็จซะที” จากนั้นก็หันมาสบตาฉัน

“เย็นนี้คุณว่างไหม” ฉันหูฝาดไปรึเปล่า

“ได้ยินที่ผมพูดรึเปล่า ผมถามว่าเย็นนี้คุณว่างไหม” หา? นี่เขาถามแบบนี้จริงๆเหรอ อ้อ สงสัยจะให้ฉันช่วยล้างส้วมที่บริษัทแน่ๆ ได้ข่าวว่าป้าศรีพนักงานขัดห้องน้ำ ไม่ค่อยสบาย

“กะ ก็ ไม่ว่างหรอกค่ะ แต่ถ้าจะให้ดิฉันขัดห้องน้ำชดใช้เรื่องกลางวันนี้ แล้วก็หลายๆเรื่องที่ฉันเคยทำไว้ ก็ได้นะคะ”
เขากลั้นหัวเราะ แต่ว่าตอนเขากลั้นหัวเราะก็น่ารักดีนะ

“ไม่ใช่อย่างนั้น ผมอยากชวนคุณไปทานข้าวเย็นด้วยหน่อย เย็นนี้ผมว่างพอดี แต่ถ้าคุณไม่ว่างก็ไม่เป็นไร”
อ้าว ไม้ได้ให้ขัดส้วมหรอกเหรอ คือจริงๆ เย็นนี้ฉันจะไปหาหนูเล็กต่างหาก ไปขอโทษเธอเรื่องที่ร้านอาหารน่ะ

“อ้อถ้าอย่างนั้น คือจริงๆ ฉันแค่จะไปหาเพื่อนสักครู่น่ะค่ะ” ที่ฉันพูดเนี่ยไม่ได้แปลว่าอยากไปทานข้าวกับเขาหรอกนะ ฉันแค่ไม่อยากโกหก

“แล้วอยู่ดีดี ทำไมอยากทานข้าวกับฉันล่ะคะ”

เขาครางในลำคอ “เรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะนี่นา”

ฉันได้แต่ยิ้มแห้งๆ เขาจะสั่งสอนอะไรฉันรึเปล่านะ “ก็ได้ค่ะ”

เขายิ้มน้อยๆ “อย่างนั้นก็ดี ผมจะรออยู่ที่ร้าน...ตอน 2 ทุ่มนะ เอ้านี่!” แล้วเขาก็ยื่นซองสีขาวพร้อมกล่องสีชมพูอ่อน
ใบขนาดกล่าง มีริบบิ้นสีฟ้าคาดไว้

“เงินเดือนงวดที่แล้วของคุณไง"

ฉันมองของทั้งสองอย่างตรงหน้าอย่างสับสน

“แล้ว กล่องนี่ล่ะค่ะ”

คุณนรินทร์ทำทีจัดของบนโต๊ะแบบไม่ใส่ใจ "เปิดดูเองสิ"

ฉันยังคงสับสนกับความใจดี นี่เขาให้ของขวัญฉันเหรอเนี่ย ฉันจึงค่อยๆแกะริบบิ้นริ้วสีฟ้า เปิดฝากล่องสวยหรู แล้วฉันก็พบ

“รองเท้า!” ฉันมองรองเท้าหนังส้นสูงสีดำเป็นมันวาวตรงหน้า คู่เดียวกับที่ส้นหักตอนเจอคุณนรินทร์ครั้งแรก
ฉันมองเขาอย่างละลำล่ำละลัก ไม่รู้จะสรรหาคำพูดอะไรออกมาดี
เขาก็มองฉันกลับแบบทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน "รับไปเถอะน่า แล้วไม่ต้องพูดอะไรหรอก" เจ้านายฉันสั่งอย่างนั้น

สรุป วันนี้ฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายตัวเอง


ฉันรีบกลับไปบอกแม่ว่าฉันได้งานเดิมกลับคืนมาและก็แบ่งเงินเดือนให้แม่ ฉันไม่เป็นศิลปินแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกผิดต่อแจ็กกี้อยู่ลึกๆ เอาน่า อย่างไรฉันก็ต้องกลับไปเยี่ยมเขาสักวัน

จากนั้นก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สวยเต็มที่ ตอนแรกใส่ชุดเดรสสีชมพู แต่พอคิดได้ว่า เดี๋ยวคุณนรนิทร์จะสำคัญตัวเองผิดฉันเลยเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนแทน

ก่อนจะไปหาหนูเล็กฉันรีบไปเซ็นทรัลหาซื้อรองเท้าหัวแหลมที่หนูเล็กเคยบอกว่าอยากได้ ก็วันนี้ฉันเงินเดือนออกนี่

พอไปถึงร้านเสื้อของหนูเล็ก ฉันก็เห็นรถ BMW คันใหญ่จอดขวางทางเข้าไว้ สงสัยคงเป็นลูกค้าล่ะมั้ง

แต่พอฉันเปิดประตูร้านเข้าไปก็ต้องตะลึงอ้าปากค้าง นั่นเพราะลูกค้าของหนูเล็กน่ะ ไม่ใช่ใครอื่นเลยนอกจาก...

“อ้าว คุณทรัพย์สิดี” คุณจิทัศน์ทักฉันด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

ฉันจ้องเขาด้วยความรู้สึกที่อธิบายยาก เขามาทำอะไรที่นี่ล่ะ “อ่อ...สวัสดีค่ะ คือ คุณมาตัดเสื้อผ้าร้านนี้เหรอคะ” ที่
แปลกใจ เพราะร้านนี้มันร้านตัดเสื้อผ้าสตรีน่ะสิ

เขาหัวเราะเบาๆ “เปล่าครับ ผมพาคุณแม่มาน่ะ คุณล่ะครับ มาตัดเสื้อผ้าที่นี่เหรอ"

ไม่มีทาง ถึงฉันจะเป็นเพื่อนสนิทหนูเล็กก็เถอะ เพราะเพื่อนฉันคิดราคาค่าตัดแพงสุดยอด ก็สมอยู่หรอกนะ เพราะ

หล่อนอุตส่าห์ไปเรียนดีไซน์ถึงเมืองนอกเมืองนา

“เปล่าหรอกค่ะ ฉันเป็นเพื่อนกับเจ้าของร้านน่ะค่ะ” ว่าแล้วหนูเล็กก็เดินออกมาหน้าร้านพร้อมกับผู้หญิงวัยกลางคน

คนหนึ่ง ดูจะคุยกันถูกคอทีเดียว แต่พอหนูเล็กเห็นหน้าฉันก็แสดงแววตาประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า แล้ว

ทำปากบอกว่า ‘รอแป๊ปนึง’ ฉันเลยไปนั่งรอเธอที่โซฟารับแขกซึ่งไกลออกไปจากสองแม่ลูกนั่น

จากนั้นหนูเล็กก็คุยกับแขกอีกสักพัก แต่ฉันสังเกตได้อย่างหนึ่ง เวลาหนูเล็กคุยกับคุณจิทัศน์น่ะ ดูเธอจะ เอ่อ เหมือนมีความสุขมาก

ไม่นานนักทั้งหมดก็ล่ำลากัน แล้วคุณจิทัศน์ก็เปิดประตูให้แม่ของเขาเดินออกไปก่อน และก่อนที่ตัวเขาจะออกตามไป เขาก็หันมายิ้มให้ฉันแล้วพูดว่า

“ไปก่อนนะครับคุณทรัพย์สิดี”

ไม่ต้องสงสัย หนูเล็ก หันขวับมามองฉันด้วยสาตาที่เปี่ยมไปด้วยคำถาม

แต่ที่ต้องสงสัยก็คือ ทำไมคุณจิทัศน์ถึงทำตัวปกติได้อย่างสมบูรณ์แบบต่อหน้าคนที่ปฏิเสธบริษัทของเขา เขาไม่เคย

นึกโกรธเลยเหรอ หรือฉันอาจจะไม่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขามากนักก็ได้ แต่แหม ฉันก็เสียมารยาทกับเขาพอตัวเลยนะ เขานี่คนดีจัง

“เธอรู้จักกับคุณจิทัศน์ได้ยังไงน่ะ” หนูเล็กถามฉันอย่างร้อนรน

“ก็...” เอ...ตอบว่าอะไรดี “เขาเป็นเพื่อนเจ้านายฉันไง ไม่เห็นสำคัญเลย ว่าแต่เธอชอบเขาเหรอ” ฉันถามตรงประเด็น
ได้ผลแฮะ หนูเล็กออกอาการเขิน “ก็คนนี้แหละที่ฉันเคยเล่าไงล่ะ เขาดีออกนะ”

อ๋อเหรอ นี่เคยรู้รึเปล่าว่าเขาเคยมีแฟนเป็นรองนางสาวไทยเชียวนะ

“ว่าแต่...” แล้วหนูเล็กก็เริ่มทำหน้าเข้ม “เธอมาหาฉันทำไมยะ หลังจากที่พูดเสียงดังใส่ฉันวันนั้นก็เงียบหายไปนานเชียว”

ฉันมองหล่อนด้วยสีหน้าสำนึกผิด “ฉันขอโทษนะ แต่มันมีเรื่องมากมายต่อจากวันนั้นน่ะ ไว้ว่างๆจะเล่า แต่อย่าโกรธ
เลย เอ้านี่...มาดีกันเถอะนะหนูเล็กคนดี” แล้วฉันก็ยื่นถุงเซ็นทรัลที่ภายในใส่รองเท้าคู่สวยที่หนูเล็กอยากได้ให้
พอหนูเล็กรับไปดู ก็พูดขอบคุณยกใหญ่ ลืมเรื่องที่เคยโกรธกันเสียสนิท ฉันก็ลืมๆไปแล้วเหมือนกันว่าวันนั้นฉันพูดอะไรไปบ้าง แต่ตอนนี้เราสองคนกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว ก็ดีแล้วล่ะ

ฉันยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูก็พบว่าเกือบ 2 ทุ่มแล้ว

“หนูเล็กฉันมีนัดกับเจ้านายน่ะ ไปก่อนนะ เดี๋ยวจะโทรมาคุยแล้วกัน” แล้วฉันก็ปลีกตัวออกมา



เมื่อฉันเข้าไปในร้านที่นัดกันไว้ ฉันก็เห็นคุณนรินทร์นั่งเงียบๆอยู่คนเดียว

“คุณพึ่งมาหรือเปล่าคะ” ฉันรีบถามดักคอ เพราะตอนนี้ 2 ทุ่ม 10 นาทีแล้ว

“ใช่ ผมบอกแล้วไง อยู่ข้างนอกน่ะ เรียกผมว่านรินทร์เฉยๆก็ได้” เขาพูดอย่างใจดี

“อะ สั่งอาหารกันเถอะ” เขาชวน

จากนั้นฉันกับเขาก็สั่งอาหารทานกันเรื่อยๆ จนพนักงานรับรายการอาหารจากไปแล้ว ฉันก็เริ่มบทสนทนาเสียเอง

“คุณนรินทร์คะ มีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันหรือเปล่า”


“ทานให้อิ่มก่อนแล้วกัน” เขาตอบสั้นๆ

ประหลาดคนจริงตานี่...

สรุปคือ ตลอดเวลาที่ทานอาหารเนี่ย เราแทบจะไม่คุยกันเลย จนฉันตักอาหารคำสุดท้ายเข้าปากนั่นแหละ เขาถึงพูด

ว่า

“เรื่องกลางวันนี้คุณไม่ผิดหรอกนะ”

ทำเอาฉันแทบสำลักอาหารอีกรอบ

“เอ่อ...ฉันลืมขอโทษเรื่องนั้นเลยค่ะ” ฉันตอบแบบรู้สึกผิด

เขากลับโบกมือไปมา “ไม่ต้องๆ ผมตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว คุณก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าผมต้องการสลัดคู่นัดบอดทุก

คนพอดีว่าเจอคุณที่ร้านอาหาร แล้วคุณน่ะ ผมแหย่นิดแหย่หน่อยก็โมโหทำอะไรเปิ่นๆอยู่แล้ว” แล้วเขาก็หยุดขำ “แต่

คุณทำเกินคาดไปหน่อย”

ฉันอ้าปากค้าง “แต่คุณนุชก็ดูเป็นคนดีออกนี่คะ ไม่เห็นต้องใจร้ายกับเธอแบบนั้นเลย”

เขาดื่มน้ำแตงโมปั่นอึกหนึ่ง "คนเรามองกันแต่ภายนอกไม่ได้หรอก ผมรู้จักเขามานานแล้ว”

“เอ่อ เธอโกรธฉันมากไหมคะ” ฉันถาม ทั้งๆที่รู้คำตอบแก่ใจอยู่แล้ว ใครล่ะจะไม่โกรธ

“โกรธสิ ว่าคุณมาตลอดทางเลยล่ะ แต่อย่าไปสนใจเลย แล้วนี่ทำไมคุณถึงกลับใจมาทำงานได้ล่ะ”

อืม...ถามตรงประเด็นจัง “เอ่อ...แล้วทำไมคุณถึงคิดว่าฉันจะกลับมาล่ะคะ”

เขามองฉันแวบหนึ่งแล้วเบือนหน้าหนีไป “ผมรู้จักคุณก็แล้วกัน”
แล้วฉันก็หัวเราะ ฉันรู้ว่าเขากำลังอาย เพราะเขาหันมาพูดขำๆนิดหนึ่งว่า “หัวเราะอะไร” แล้วก็หน้าแดง

แต่เขาจะหน้าแดงไปทำไมกัน?

ฉันเลยตอบไปว่า “คุณยังรู้จักฉันไม่ดีพอหรอกค่ะ”

แล้วเขาก็ทำหน้าท้าทาย “อ๋อเหรอ คุณสิดี ผมจะบอกให้ ที่คุณกลับมาทำงานน่ะ เพราะรู้สึกผิดที่เคยทำกับผมไว้

เพราะคุณคิดได้ว่าคุณน่ะผิดจริงๆ อีกอย่าง คุณก็ไม่มีเงินเก็บด้วย นั่นน่ะคุณถึงกลับมา คราวนี้ ผมรู้จักคุณดีพอหรือ
ยัง”

ตานี่...สุดยอดเลย สมแล้วที่เป็นถึงประธานบริษัท เขาอ่านคนออกหมดเลยงั้นเหรอ แย่ชะมัด!!!!

“ผมเลยมั่นใจว่ายังไงคุณก็ต้องกลับมา”

“แล้วถ้าฉันไม่กลับมาล่ะคะ คุณก็จะไม่จ้างเลขาอยู่อย่างนั้นเหรอ ถามหน่อยเถอะค่ะ ทำไมคุณถึงต้องการฉันมากนัก ฉันทำผิดก็บ่อย คุณไม่พอใจฉันก็บ่อย แค่ฉันลาออกไปคนเดียว คุณจ้างเลขาใหม่ก็ได้นี่คะ เอ หรือว่า” ฉันแกล้ง
ทำเจ้าเล่ห์กับเขาบ้าง

ได้ผล...เขากระอักกระอ่วน

“หรือว่าอะไร” เขาเริ่มเสียงดัง

“หรือว่าคุณหมดตังค์จ้างเลขาใหม่น่ะสิคะ” แล้วฉันก็ขำ

แต่ฉันเห็นได้ว่าเขาหน้าแดง แล้วก็พูดกับตัวเองเบาๆ “ค่อยยังชั่ว นึกว่า...”

“แต่นี่ ที่ผมต้องการคุณน่ะ ก็เพราะ เอ่อ คุณตลกดี คุณทำให้ผมหัวเราะได้”

ฉันอึ้ง เขาจ้างฉันเพราะฉันตลกงั้นเหรอ ให้ตายสิ ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ต้องจบปริญญาก็ได้ใช่ไหม แค่ไปฝึกกับคณะ

เชิญยิ้มหรือจ๊กมกสักหน่อยก็มาสมัครงานกับคุณนรินทร์ได้ใช่ไหม เขาคิดอะไรของเขานะ

แล้วฉันก็นึกอะไรได้อย่างหนึ่ง มันทำให้ฉันรู้สึกดี ถึงแม้ที่เขารับฉันเข้าทำงานเพราะฉันตลกก็เถอะ

“คุณนรินทร์คะ” ฉันยิ้มอย่างดีใจที่สุดให้เขา อย่างน้อยเขาก็ทำให้ฉันรู้สึกมีค่า

“จะด้วยเหตุผลอะไรก็เถอะ มันแปลว่า คุณ ‘ต้องการ’ ฉันใช่ไหมคะ”

แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้เขาสะดุ้งพรวดแล้วพูดออกมาว่า “คุณพูดอะไรของคุณน่ะ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างน้าน....”

แล้วเขาก็เงียบไปนาน ก่อนจะหลบสายตาฉัน และพูดเบาๆว่า “คุณจะว่าอย่างนั้นก็ได้”



ลายเส้น
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 7 เม.ย. 2555, 17:18:00 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 7 เม.ย. 2555, 17:18:00 น.

จำนวนการเข้าชม : 1929





<< เหมือนเดิม   งานใหญ่ >>
sai 7 เม.ย. 2555, 20:59:41 น.
ว้าววว คุณจะว่าอย่างงั้นก็ได้นะ คนอ่านเขิลลลลลลอ่ะ

แต่ๆๆๆๆ ยายสิดีเราจะรุสึกอะไรไหมเนี่ยยย 555


wane 8 เม.ย. 2555, 00:54:24 น.
สิดี จะเข้าใจที่ท่านประธานหรือป่าวเนี่ย 555+


Pat 8 เม.ย. 2555, 17:53:25 น.
ไม่ตั้งใจถาม แต่ตรงประเด็นจริงๆ อิอิ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account