อาทิตย์พรางดาว
เมื่อความเคียดแค้นชิงชังที่มีมาระหว่างพี่น้องต่างมารดา ทำให้เกิดเรื่องราวต่างที่นำมาซึ่งความสุข เศร้า และโศกนาฏกรรม! ดาวเหนือจะทำอย่างไรเมื่อตะวันฉายผู้เป็นเกลียดเธอจนไม่อยากจะอยู่ร่วมโลก และตฤณจะทำอย่างไรเพื่อปกป้องคนรักไม่ให้โดนทำร้าย ต้องติดตามใน 'อาทิตย์พรางดาว'
Tags: ดราม่า

ตอน: ตอนที่ 30

ตอนที่ 30

ตฤณเดินแกมวิ่งมาตามทางเดินของโรงพยาบาลใกล้บ้าน เขารีบออกมาจากงานสัมมนาโดยบอกมามีเรื่องฉุกเฉินทางบ้านหลังจากได้รับโทรศัพท์จากก้อยที่บอกเล่าเรื่องที่เกิดด้วยเสียงปนสะอื้น ชายหนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดนึกเจ็บใจตัวเองหากใส่ใจกับความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นมากกว่านี้และตัดสินใจอยู่ที่บ้าน บางทีน้องของเขาอาจจะไม่เป็นแบบนี้ก็ได้

ร่างสูงผ่อนฝีเท้าของตัวเองให้ช้าลงเมื่อเห็นห้องฉุกเฉินเบื้องหน้า สายตาคมมองเห็นร่างสูงไม่แพ้กันของวีกิจกำลังนั่งกอดเข้าพิงผนังมองไปทางประตูห้องฉุกเฉินอย่างเหม่อลอย พอเดินเข้าไปหยุดเบื้องหน้าเขาก็เห็นว่าใบหน้าของอีกฝ่ายมีรอยน้ำใสๆไหลเป็นทางเงียบๆ เวลานี้เขารู้แล้วว่าไม่ใช่มีแต่เขาที่โทษตัวเองถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ยังมีคนตรงหน้านี้อีกคน...

ตฤณคุกเข่าลงยกมือแตะไหล่ชายหนุ่ม วีกิจสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะกลับไปเหม่อลอยเช่นเดิม ตฤณส่ายหัวกับอาการของรุ่นน้อง เขาหันไปมองไฟสัญญาณสีแดงที่หน้าห้องซึ่งแสดงให้เห็นว่ากำลังมีการผ่าตัดอยู่...น้องสาวคนเดียวของเขาอยู่ในนั้น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น

“ผมผิดเอง...ถ้าผมรีบมาให้เร็วกว่านี้...ตาลคงจะไม่ต้องเข้าไปอยู่ในห้องนั้น” วีกิจพูดทำลายความเงียบ ดวงตายังคงเหม่อมองประตูห้องฉุกเฉิน ราวกับว่าจะได้เห็นตรีทิพย์วิ่งออกมาโวยวาย หวังว่าภาพที่หญิงสาวนอนจมกองเลือดที่เขาได้เห็นมานั้นเกิดจากความฝันอันเพ้อเจ้อของเขา...ไม่ใช่เรื่องจริง

“ไม่ใช่หรอก...”ตฤณบีบไหล่ให้กำลังใจวีกิจ ชายหนุ่มคิดอย่างที่พูดออกไปจริงๆ “...ไม่ใช่ความผิดของวี อย่าโทษตัวเอง”

“แต่ถ้าผมไม่ไปช้า ตาล...ตาล” ชายหนุ่มกลืนก้อนสะอื้น น้ำตายังคงไหล แม้จะพยายามเช็ดเท่าไหร่ก็ไม่แห้งไป ตฤณดึงชายหนุ่มเข้ามากอด เขาเข้าใจความรู้สึกของวีกิจดีแม้จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียวแต่มันก็เกิดขึ้นเพราะคนคนนั้นเป็นคนสำคัญ

“แล้วถ้าวีไปเร็วกว่านี้แล้วไง...อุบัติเหตุมันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครรู้หรอกนะ ต่อให้วีอยู่ยายตาลอาจจะไม่ตกบันได แต่อาจจะเกิดอย่างอื่นขึ้นแทน...”เขาเว้นวรรคเล็กน้อย

“...หรือในทางกลับกัน หากว่าวีรีบร้อนขับรถกลับมาแล้วเกิดอุบัติเหตุเข้า ยายตาลก็ต้องโทษตัวเองเหมือนกันว่าเป็นเพราะเขา มันไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกนะ เลิกโทษตัวเองซะ พี่กับพ่อแม่ไม่โกรธหรือเกลียดวีเลย ทุกอย่างมันเป็นอุบัติเหตุ”

วีกิจเงยหน้ามองพี่ชายนอกไส้ที่เคารพนับถืออย่างขอบคุณ ก่อนจะเอาแขนเสื้อเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ รู้สึกเข้มแข็งขึ้นมา ถูกของตฤณมันไม่มีอะไรดีขึ้นหากเขายังนั่งโทษตัวเอง ที่ทำอย่างเดียวในตอนนี้คือเอาใจช่วยให้ตรีทิพย์กลับมาอยู่กับเขาอีกครั้งมากกว่า ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นเขาก็จะอยู่เคียงข้างหญิงสาวตลอดไปขอแค่เธอกลับมา...

ตฤณมองคนที่ลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้อย่างคนอื่นๆอย่างพอใจ ตอนนี้ที่เขาต้องทำต่อไปคือรอ...รอให้น้องผ่าตัดเสร็จแล้วค่อยโทรบอกพ่อแม่ ความจริงเขาบอกไปแล้วว่าตรีทิพย์ป่วยมากต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะตอนนั้นเขาเองก็ยังไม่รู้อะไรมาก บอกไปแบบนั้นพ่อกับแม่จะได้ไม่รีบร้อนกลับมา

“มันเกิดอะไรขึ้นวีพอจะรู้ไหม”

“ผมเองก็ไม่ทราบครับ...” วีกิจนิ่งไป ก่อนจะเล่าต่อ “...ตอนที่ผมไปถึงตาลก็นอนนิ่งอยู่ที่ตีนบันไดแล้วครับ...เลือดเต็มไปหมด”

“คราวเคราะห์ของยายตาลจริงๆ ปกติไม่เคยมีวันที่พวกพี่จะต้องออกจากบ้านพร้อมกันอย่างนี้หรอกนะ แล้วร้อยวันพันปียายตัวดีนี่ก็ไม่เคยป่วย ถึกอย่างกับกระทิง” เขาถอนใจ วีกิจยิ้มแหยๆ

“ผมผิดเองแหละครับ ชวนเขาไปเที่ยวทะเลทุกวัน”

“ไม่หรอก...เคยบอกแล้วนี่ยายนี่กับดาวน่ะเขาเป็นขาเที่ยว ไปมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ เข้าป่า ขึ้นดอย ลงทะเล ไม่มีเป็นอะไร คงเพราะคราวนี้ราหูเข้าล่ะมั้ง หายแล้วต้องให้แม่พาไปทำบุญ”

“ว่าแต่พี่ตฤณบอกใครบ้างแล้วครับเนี่ย”

“บอกพ่อกับแม่น่ะ...แต่ไม่ได้บอกหรอกนะว่าตกบันได เดี๋ยวจะตกใจพี่อยากจะรอให้ยายตาลปลอดภัยดีเสียก่อน แล้วก็บอกดาวแล้ว ดาวกำลังมา” เขาบอกอีกฝ่ายที่พยักหน้ารับรู้ และยังไม่ทำขาดคำดีเสียงกระหืดกระหอบของคนรักสาวก็ดังขึ้น

“พี่ตฤณ”

“ดาว...ทำไมมาเร็วจัง” เขาถามอย่างสงสัย ลุกขึ้นยืนเดินไปหาร่างโปร่งที่หอบแฮก

“ดาวกำลังจะออกมาพอดี ได้ข่าวจากพี่ตฤณก็รีบบึ่งมาเลยเนี่ย...ยายตาลเป็นไงบ้าง” หญิงสาวรีบถามอาการของเพื่อนรัก ก่อนจะหน้าซีดเมื่อเห็นเขาส่ายหน้า

“พี่เองก็ไม่รู้ เห็นวีบอกว่าเข้าไปนานแล้วเหมือนกัน”

สัญญาณไปสีแดงดับลงพร้อมกับประตูห้องฉุกเฉินถูกเปิดออก ตฤณ วีกิจและดาวเหนือรีบวิ่งไปหาคุณหมอสูงวัยในชุดผ่าตัดสีเขียว คุณหมอส่งยิ้มออกมาทำให้ทุกคนโล่งใจ ก่อนที่ตฤณจะเป็นฝ่ายถาม

“น้องสาวผมปลอดภัยแล้วใช่ไหมครับคุณหมอ”

“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ ศีรษะแตก สมองของคนไข้ได้รับบาดเจ็บ แขนขวาหัก ขาข้างซ้ายหัก คงต้องให้ใส่เฝือกไปอีกสักพัก”

“แล้วจะมีผลอะไรไหมครับ” ตฤณหน้าเครียดตอนที่หมอบอกว่าสมองได้รับบาดเจ็บ

“คงต้องรอดูตอนคนไข้ฟื้นอีกทีครับถึงจะบอกได้ ฟื้นแล้วหมอจะส่งสแกนสมองอีกที หากไม่มีอะไรผิดปกติก็พักฟื้นสักระยะก็กลับบ้านได้”

“แล้วผมเข้าไปเยี่ยมน้องได้หรือครับ”

“อย่าเพิ่งดีกว่าครับ หมออยากให้คนไข้ได้พักผ่อนเต็มที่ รอพรุ่งนี้จะดีกว่า หมอขอตัวก่อนครับ” คุณหมอเดินจากไปแล้ว ตฤณผ่อนลมหายใจไล่ความเครียดที่เกิดขึ้น โล่งใจขึ้นหน่อยที่ได้รู้น้องยังไม่จากไปไหน เช่นเดียวกับวีกิจเพราะตอนนี้ไปยืนชะเง้อมองอยู่หน้าประตูห้องฉุกเฉิน ดาวเหนือส่งยิ้มมาให้

“พระคุ้มครองยายตาล พี่ตฤณ ตาลปลอดภัยแล้ว”

“อืม...นั่นสิ”


“วันนี้มีอะไรทานบ้างคะแม่” ตะวันฉายวิ่งลงบันได ส่งเสียงถามมารดาที่เห็นว่ากำลังจัดจานบนโต๊ะอาหาร คุณมืนตราหันมาส่งยิ้มให้ลูกสาว

“มีผัดบล็อกโคลี่กับกุ้งของโปรดของลูกไงจ๊ะ”

“ดีจังค่ะ...ตะวันกำลังอยากกิน” หอมแก้มคุณมีนาฟอดใหญ่แล้วนั่งลงประจำที่ของตนรอคอยคนอื่นๆ คุณมีนามองลูกสาวที่วันนี้ดูอารมณ์ดีแล้วอดไม่ได้ที่จะทัก

“วันนี้ตะวันของแม่ดูอารมณ์ดีจัง มีเรื่องอะไรดีๆเกิดขึ้นเหรอลูก เล่าให้แม่ฟังบ้างสิ”

ตะวันฉายยิ้มมุมปาก อยากจะบอกเหลือเกินว่าเรื่องดีๆของเธอนั้นมันคงเป็นเรื่องร้ายๆของมารดาเป็นแน่ แต่ก็เลี่ยงไป

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่ตะวันจัดการกับหนามที่คอยทิ่มตำใจออกไปได้หนึ่งตัว”

“หือ...อะไรน่ะลูก หนามตำใจ” คุณมีนาย้อนถามงงๆ

“เรื่องเล็กน้อยแม่อย่าไปสนใจเลยค่ะ แล้วนี่คนอื่นๆไปไหนล่ะคะ ไม่ลงมาทานข้าวกันเหรอ” เธอรีบเปลี่ยนเรื่องเพราะนี่ก็ใกล้จะได้เวลารับประทานอาหารเย็นแล้วแต่ก็ไม่เห็นว่าสมาชิกคนอื่นๆในบ้านจะลงมา คุณมีนานั่งลงประจำที่ของตนตรงข้ามกับลูกสาวคนโตก่อนจะตอบ

“คุณพ่อไปงานเลี้ยงจ๊ะ ส่วนคุณย่าน้าบุษกำลังไปตาม ยายจันทร์เองก็กำลังกลับมา อีกเดี๋ยวก็จะ....อ้าว...มาพอดี” คุณมีนาหันไปส่งยิ้มให้ลูกสาวคนเล็กของตนพร้อมกับรับไหว้จากร่างสูงของว่าที่ลูกเขยที่เดินตามหลังพรายจันทร์เข้ามา

พรายจันทร์ตรงเข้าไปหามารดา หอมแก้มนิ่มของท่านอย่างประจบ “คิดถึงแม่จังเลย”

“ปากหวาน...จะประจบขออะไรอีกล่ะ”

“ทำไมรู้ล่ะคะ”

“เรามันก็เหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้องนั่นแหละ พออยากได้อะไรค่อยมาอ้อนแม่ ตกลงว่าไงจ๊ะ” คุณมีนาค้อนลูกสาวทั้งสอง พรายจันทร์หัวเราะคิกคักแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างตะวันฉาย ส่วนพัดยศก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆกันก็อมยิ้มกับความน่ารักอย่างเป็นธรรมชาติของคู่หมั้น พรายจันทร์รีบบอก

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่จะขออนุญาตให้พี่พัดอยู่ทานข้าวเย็นกับเราด้วยเท่านั้นเอง”

“น่าตีจริงเชียว แม่ก็นึกว่าเรื่องอะไร ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ตาพัดก็เป็นสมาชิกของบ้านนี้เข้าไปครึ่งตัวแล้ว เดี๋ยวทานข้าวด้วยกันนะตาพัด” ท้ายประโยคหันไปชวนว่าที่ลูกเขยอีกครั้ง

“ด้วยความยินดีครับ”

พรายจันทร์หันไปส่งยิ้มหวานให้พัดยศ ก่อนจะโดนมือหนาขยี้หัวอย่างหมั่นเขี้ยวแกมเอ็นดู ร่างบางหน้ามุ่ยแล้วหันไปฟ้องมารดาเสียงแง้วๆ คุณมีนาชวนทั้งคู่คุยเรื่องต่างๆอย่างสนุกสนานระหว่างนั่งรอสมาชิกที่เหลือให้มาร่วมรับประทานอาหารเย็น ตะวันฉายมองรอยยิ้มของน้องสาวอย่างอิจฉา แล้วก็คิดไปว่าเมื่อไหร่ที่เธอได้ตฤณมาครองเธอจะยิ้มให้กว้างกว่าที่พรายจันทร์ทำอีก

พรายจันทร์ปล่อยให้พัดยศกับมารดาคุยกันไป ส่วนตัวเธอก็หันกลับมาชวนพี่สาวคุย

“พี่ตะวันเป็นยังบ้างคะ จันทร์ไม่เจอน่าพี่ตะวันตั้งหลายวันแน่ะ”

“ก็ดี...”หญิงสาวตอบอย่างไว้ท่า ก่อนจะเอ่ยประชด “...แล้วยังไงเพิ่งนึกขึ้นได้เหรอว่าฉันก็นั่งอยู่ด้วยน่ะ ทำไมไม่ทักซะพรุ่งนี้ไปเลยล่ะย่ะ”

“ก็เห็นพี่ตะวันไม่มองมาทางจันทร์เลย จันทร์ก็นึกว่าไม่อยากคุยกับจันทร์น่ะสิคะ” หญิงสาวบอกเสียงแผ่ว ใบหน้าสวยหวานซีดจ๋อยจนพัดยศที่เลิกคุยกับคุณมินตราแล้วต้องเอื้อมมากุมมือ ส่งสายตาไม่พอใจไปให้ตะวันฉายซึ่งเธอเองก็ส่งสายตาไม่พอใจมาให้เช่นเดียวกัน ส่งผลให้บรรยากาศภายในห้องรับประทานอาหารมาคุขึ้นเรื่อยๆจนคุณมินตราต้องเข้ามาแก้ไขสถานการณ์

“เอาล่ะจ๊ะ ตะวันก็อย่าไปถือสาอะไรน้องเลย น้องคงไม่ได้ตั้งใจ จันทร์เองก็คราวหลังทักทายพี่เขาก่อนจะพูดเรื่องอื่นนะลูก”

“ค่ะแม่” พรายจันทร์รับคำ ส่วนตะวันฉายเชิดหน้าไปอีกทาง

“อ้าว...มากันครบแล้วรึเนี่ย งั้นพวกเราก็มาสายสุดสินะแม่บุษ” คุณหญิงผกามาศหันไปพูดกับคุณบุษบาที่ประคองท่านลงมาจากห้อง แล้วหันไปทางพัดยศที่ลุกขึ้นมาเลื่อนเก้าอี้ให้

“โอ๊ะ...ขอบใจมากตาพัด” นั่งลงก่อนจะรับไหว้จากชายหนุ่ม “ไหว้พระเถอะเราน่ะ สบายดีไหม ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอหน้า”

“สบายดีครับคุณย่า ผมไปรับน้องจันทร์มาส่ง น้องจันทร์กับแม่มินเลยชวนให้อยู่ทานข้าวด้วย” เขาตอบก่อนจะยกมือไหว้คุณบุษบาที่นั่งลงข้างคุณมินตรา “แม่บุษสบายดีนะครับ”

“ก็เรื่อยๆตามประสาคนแก่นั่นแหละตาพัด”

“นี่แน่ะ...” คุณมินตราตีแขนของคุณบุษบาอย่างไม่จริงจัง ค้อนใส่วงเบ้อเริ่ม “...ถ้าเธอแก่ แล้วพี่จะเหลืออะไรจ๊ะ ต้องบอกว่าตามประสาสาวรุ่นใหญ่สิ”

ทุกคนหัวเราะกับคำพูดของคุณมินตรา ยกเว้นตะวันฉายที่นั่งจ้องหน้าคุณบุษบาอย่างไม่พอใจที่บังอาจมานั่งร่วมโต๊ะอาหารแต่ก็ไม่กล้าโวยวายอะไรเพราะคุณย่านั่งอยู่ด้วย เลยได้แต่เก็บงำความไม่พอใจเอาไว้ พัดยศยิ้มมองบรรยากาศอันแสนอบอุ่น ซึ่งมันจะสมบูรณ์แบบมากกว่านี้ถ้าไม่มีตะวันฉายมานั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ด้วยอย่างนี้

เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าทำไมอีกฝ่ายถึงต้องหาทางสร้างความแตกแยกให้เกิด ในเมื่อทั้งคุณมินตราเองก็คุยเล่นกับคุณบุษบาราวกับว่าไม่ใช่การคุยกันระหว่างภรรยาหลวงกับภรรยาน้อย แต่เหมือนพี่น้องคุยกันมากกว่า

ส่วนคุณหญิงผกามาศเองก็ไม่ได้เกี่ยงงอนอะไร ออกจะชอบใจเสียด้วยซ้ำที่มีคนมาคอยช่วยงานบ้านงานเรือนร่วมกับคุณมินตรา ถ้าจะพูดตามความรู้สึกของเขา ครอบครัวนี้ถือว่าเป็นครอบครัวที่ภรรยาหลวงและน้อยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมากด้วยซ้ำ เขาเคยถามพรายจันทร์กับดาวเหนือเหมือนกันว่าเพราะอะไรตะวันฉายถึงได้พยายามหาเรื่องนัก แต่ก็ไม่ข้อมูลอะไรมาก คงต้องสังเกตต่อไปสักวันเขาอาจจะได้พบกับคำตอบนั้น

“เออนี่ แม่บุษแล้วนี่ยายดาวไปไหนล่ะ ไม่ชวนขึ้นมาทานข้าวด้วยกัน”คุณหญิงผกามาศถามขึ้นมาระหว่างรับประทานอาหาร คุณบุษบาวางช้อนก่อนตอบ

“ไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ ป่านนี้ยังไม่กลับเลย”

“เฮ้อ...ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงหงุดหงิดนะเป็นสาวเป็นนางดึกแล้วยังไม่กลับบ้าน แต่พอรู้ว่าไปทำงานอย่างนี้ก็วางใจ”คุณหญิงผกามาศบอกพร้อมยิ้มขันตัวเองที่เคยคิดอคติกับหลานสาวคนเล็ก ตะวันฉายเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ พัดยศอดภูมิใจกับอดีตคนรักไม่ได้ เข้าหันหน้าไปทางพรายจันทร์เป็นเชิงขออนุญาต ซึ่งหญิงสาวก็เข้าใจว่าเขาต้องการจะช่วยสร้างเครดิตให้น้องสาวเธอ

“ดาวเป็นคนเก่งครับ ยังเรียนไม่ทันจบก็มีหลายบริษัทมาจองตัว แต่เขาเลือกเอาบริษัทนายเมือง ผมเคยถามเขาบอกว่าเพราะเป็นพี่รหัสและช่วยกันฉุดช่วยกันดึงมานาน ทิ้งกันไม่ได้”

“จริงเหรอเนี่ย...”คุณหญิงผกามาศร้องอย่างประหลาดใจ ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันจากปากของหลานสาวคนรอง

“จริงค่ะคุณย่า จันทร์เคยแอบเอางานของยายดาวมาดู สุดยอดทั้งนั้นเลยค่ะ” หญิงสาวชูนิ้วโป้งขึ้นมาสองนิ้วเป็นการยืนยัน พอเห็นอย่างนั้นชายหนุ่มหนึ่งเดียวบนโต๊ะเลยรีบพูดเสริม

“ผมกับจันทร์มีความเห็นตรงกันอย่างหนึ่งครับ...” เขาจับมือหญิงสาวไว้มั่น มองสบตาหวาน “...พวกเราจะให้น้องดาวตกแต่งเรือนหอให้”

เพียงเท่านั้นเสียงซักถามก็ดังต่อเนื่องไม่ขาดสายจากทั้งคุณหญิงผกามาศ คุณมินตราและคุณบุษบาเกี่ยวกับแบบเรือนหอของคนทั้งคู่ ซึ่งส่วนมากพัดยศเป็นฝ่ายตอบเพราะตัวพรายจันทร์เองยกเรื่องนี้ให้เขาเป็นคนจัดการ ตัวเธอมีหน้าที่เดียวคืออ้อนให้น้องสาวคนเล็กตกแต่งภายในให้เท่านั้น

ตะวันฉายกำหมัดแน่นด้วยความริษยา นี่ขนาดตัวมันไม่ได้อยู่ที่นี่แต่กลับมีคนพูดถึงตลอดเวลา เท่านั้นยังไม่พอทุกคนยังทำราวกับว่าเธอไม่มีตัวตน ไม่มีใครหันมาพูดกับเธอซักคนเดียว มันน่าโมโหนัก! สุดท้ายหญิงสาวก็อดไม่ไหวพูดแทรกขัดความสำราญของทุกคน

“แหม...ชื่นชมกันจังนะยายดาวน่ะ จะเก่งแค่ไหนสุดท้ายก็เป็นลูกน้องเขาอยู่ดี คนอะไรหาเรื่องให้ตัวเอง เป็นเจ้าของดีๆไม่ชอบ ชอบที่จะไปให้เขาจิกเขาด่า ก็อย่างว่าแหละนะ สันดานชอบเป็นรองมันแก้ยาก...”

“ตะวันฉาย! มันจะไม่มากไปหน่อยเหรอ ไม่พูดอะไรก็ไม่มีใครเขาว่าหล่อนหรอกนะ” คุณหญิงผกามาศตวาดหลานสาวคนโตเสียงเขียวกับความไร้มารยาท ตะวันฉายหน้างอแต่ยังไม่วายแย้ง

“ก็มันจริงนี่คะ...คุณพ่ออยากให้มันเขามาช่วยงานที่บริษัทจะตาย”

“พี่ตะวันพุดแบบนี้ก็เท่ากับว่าจันทร์ด้วยนะคะ เพราะจันทร์ก็ไม่ได้เข้าไปช่วยงานเลย” พรายจันทร์บอกเสียงอ่อย “ใช่...ฉันว่าแกด้วย หาเรื่องตัวเองยังเอาไม่รอด ริจะไปดูแลลูกชาวบ้านเขา ไม่เจียมตัวเองเสียเลย”

“พอได้แล้ว! ตะวันฉาย นี่แกไม่เคารพฉันแล้วใช่ไหมถึงได้มาทะเลาะกับน้องข้ามหัวฉันอย่างนี้” คุณหญิงผกามาศหมดความอดทน ผุดลุกขึ้นจ้องหน้าตะวันฉายที่เชิดหน้าใส่อย่างไม่ยอมแพ้

“ฉันอิ่มแล้วแม่มิน แม่บุษ จะกลับห้องแล้ว ขืนอยู่ต่อไปคงอกแตกตาย” ปรายตามองหญิงสาวตัวต้นเหตุ ก่อนจะเดินฉับๆขึ้นห้องไป คุณมินตรามองตามอย่างกังวลใจเพราะคราวนี้ดูแม่สามีจะโกรธมาก เธอหันไปดุลูกสาว

“ตะวัน ทำไมทำอย่างนี้ล่ะลูก ไปเถียงคุณย่าทำไม”

“ก็ตะวันพูดความใจ ยายสองคนนี้กินแรงตะวันนี่คะ” ตะวันฉายยังคงยืนยันความคิดตัวเอง มือเรียวตักข้าวใส่ปากเฉย ส่วนคนอื่นหมดอารมณ์ทานกันเสียแล้ว คุณบุษบาเอ่ยขอตัวกับคุณมินตราเพื่อกลับไปยังบ้านของตน จังหวะที่กำลังจะลุกนั้น เธอก็เห็นดาวเหนือเดินเข้ามาเสียก่อน

ดาวเหนือไหว้คุณมินตรา ต่อด้วยแม่ของตัวเองและพัดยศ ส่งเสียงทักทายพรายจันทร์และตะวันฉาย มีเพียงพรายจันทร์เท่านั้นที่ยิ้มออกมา ส่วนตะวันฉายสะบัดหน้าไปอีกทางทันที

“กลับมาแล้วเหรอลูก ทานข้าวมารึยัง มา...มานั่งด้วยกันก่อน” คุณมินตราถามลูกสาวนอกไส้อย่างเอ็นดู พอได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้าก็รีบตะโกนเรียกสาวใช้ทันที “อ้อย...อ้อย เอาจานมาเพิ่มอีกชุดเร็ว” แล้วหันมาถามไถ่

“เห็นแม่เราบอกว่าออกไปทำงานเหรอ ไปที่ไหนมาล่ะถึงได้กลับมาเสียมืด”

ดาวเหนือวางแก้วน้ำลงก่อนจะตอบออกไป “ แถวปทุมฯ งานเสร็จตั้งแต่เที่ยง แต่ที่กลับดึกเพราะไปอยู่เป็นเพื่อนพี่ตฤณเฝ้าตาล”

คุณมินตราและคุณบุษบามีสีหน้างงงวย ไม่เข้าว่าเพื่อนของอีกฝ่ายเป็นอะไร ก็ยังจำได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนยังดีๆอยู่เลย พัดยศเองก็แปลกใจเมื่อวานเขายังเห็นว่าตรีทิพย์เข้าบริษัทไปรับงานอยู่เลย ตะวันฉายชะงักมือเมื่อได้ยินชื่อของตรีทิพย์

“ตาลเป็นอะไรไปเหรอดาว” พรายจันทร์ถามอย่างเป็นห่วงเพราะเพื่อนของน้องสาวคนนี้เธอเองก็สนิทไม่น้อย

“ตาลพลัดตกบันไดน่ะ หมอบอกว่าปลอดภัยแล้วแต่ต้องรอดูตอนฟื้นอีกทีว่าจะมีผลกระทบอะไรบ้าง เพราะเสียเลือดมากอยู่”

“แล้วตอนนี้ตาลอยู่ไหนครับน้องดาว” พัดยศถามหน้าเครียด ดาวเหนือหันกลับมาตอบว่าที่พี่เขย

“อยู่ที่โรงพยาบาล พี่ตฤณกับคุณวีกิจ แฟนยายตาลช่วยกันเฝ้าอยู่”

“เฮ้อ...”คุณมีนาถอนหายใจ “...เวรกรรมจริงๆ เพิ่งเห็นกันอยู่แท้ๆ เผลอแป๊บเดียวไปนอนโรงพยาบาลเสียแล้ว อะไรมันก็ไม่แน่ไม่นอนจริงเห็นไหม ชีวิตมนุษย์ ไม่ได้การละ ...” เธอผินหน้าไปทางคุณบุษบาแล้วบอก

“บุษพรุ่งนี้ไปใส่บาตรกับพี่นะ จะขอพรให้ช่วยคุ้มครองยายตาล”

“ค่ะ...คุณพี่”

“งั้นจันทร์ใส่ด้วยค่ะแม่...น้าบุษ” หญิงสาวบอก หันไปชวนน้องสาวและคู่หมั้นที่นั่งยิ้ม

“ดาวกับพี่พัดด้วยนะ พรุ่งนี้มาใส่บาตรกัน แต่เช้าเลย”

“อืม” ดาวเหนือรับคำ พัดยศวางมือบนศีรษะของคนรักแล้วโยกเบาๆ “ได้อยู่แล้วครับ แล้วแต่คู่หมั้นคนสวยจะบัญชา”

“บ้า!” พรายจันทร์ว่าเข้าให้ แต่หน้าแดงก่ำเหมือนมะเขือเทศ จนพัดยศอยากจะให้ในห้องนี้เหลือแต่เขาและเธอ จะจับมาฟัดแก้มเล่นเสียนี่ ฮึ่ม!

แต่ก็ได้แต่คิดในใจ ชายหนุ่มหันไปหาดาวเหนือแล้วบอก “ ดาว..พรุ่งนี้พี่กับพี่จันทร์จะไปเยี่ยมตาลนะ”

ดาวเหนือพยักหน้ารับหงึกๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทานข้าวต่อ วันนี้ทั้งวันเธอยังไม่ได้ทานอะไรมาเลย ทุกคนปล่อยให้หญิงสาวทานต่อไป แล้วหันกลับมาปรึกษาว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรไปเป็นของเยี่ยมดี พัดยศนั่งฟังสาวๆคุยกันเฉยไม่ขอออกความเห็น

ร่างสูงหันไปมองตะวันฉายที่มีสีหน้าเคร่งเครียดหน้าซีดเผือด ริมฝีปากบางเม้มแน่นราวกับขบคิดอะไรบางอย่างอยู่ แววตาหลุกหลิก ดูกระวนกระวายอย่างสนใจและแปลกใจ เพราะอีกฝ่ายเริ่มมีอาการอย่างนี้ตั้งแต่ได้ยินดาวเหนือบอกเรื่องของตรีทิพย์แล้ว เขาเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจ ได้แต่หวังว่าตะวันฉายจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น...

ตะวันฉายเดินไปเดินมาหน้ากระจกภายในห้องนอน ภายหลังจากขอตัวกลับขึ้นมาโดยให้เหตุผลว่าอากาศในห้องรับประทานอาหารไม่ค่อยดี ซึ่งก็ไม่มีใครสนใจเพราะกำลังคุยกันเรื่องเรือนหอของพัดยศและพรายจันทร์อยู่ และเธอเองก็มีเรื่องสำคัญที่ต้องคิดต่อ...

...อาการของตรีทิพย์ที่ได้ฟังจากดาวเหนือทำให้เธอไม่สามารถอยู่เฉยๆได้

“ทำไมมันยังไม่ตายอีกนะ” หญิงสาวพูดกับตัวเอง สองมือทุบลงบนเตียวอย่างเจ็บใจกับความสะเพร่าของตน

“ รู้อย่างนี้ตอนนั้นหาอะไรมาทุบหัวให้มันตายแน่ๆไปเลยเสียก็ดี แล้วทีนี้จะทำยังไงดี..ตะวันฉาย คิดสิ คิด” เธอยกมือทึ้งผมตัวเอง ก่อนจะหยุดมือเมื่อตัดสินใจบางอย่างได้ หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปหยุดที่หน้ากระจก มองตัวเองในนั้น ดวงตาลุกวาวพร้อมขยับรอยยิ้มเหี้ยม

“มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงแกก็ต้องตายนังตาล พรุ่งนี้ฉันจะส่งแกไปลงนรกอีกครั้ง”


ตฤณชะงักมือที่กำลังจะหมุนลูกบิดประตูห้องพักฟื้นของน้องสาว เสียงหลายเสียงที่ดังลอดมานั้นทำให้เขารู้ว่านอกจากคนรักของเขาและวีกิจแล้วยังมีคนอื่นอยู่ด้วย ร่างสูงเปิดประตูเข้าไปก่อนจะยิ้มส่งไปให้พัดยศและรับไหว้พรายจันทร์

“สวัสดีครับคุณพัด น้องจันทร์ มาเยี่ยมยายตาลเหรอครับ”

“ค่ะพี่ตฤณ” พรายจันทร์ตอบแทน แล้วหยิบกระติกเก็บความร้อนบนโต๊ะขึ้นมาชูให้เขาดู “ คุณแม่กับน้าบุษฝากไก่ดำตุ๋นยาจีนมาให้ยายตาลด้วยค่ะ สูตรเก่าของแม่เลยนะคะ”

ตฤณรับเอามาก่อนจะกล่าวขอบคุณ เขาเดินเข้าไปร่วมวงกับสองหนุ่มปล่อยให้สองสาวรับหน้าที่จัดการกับอาหารอีกส่วนที่นำมาให้คนเฝ้าไข้ วีกิจรีบรายงานอาการของตรีทิพย์ช่วงที่ตฤณกลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้าและสั่งงานก้อยทันที

“หมอเข้ามาดูอาการตอนสิบโมงครับ บอกว่าทุกอย่างเป็นปกติ รอแค่ดูผลหลังฟื้น”

“ยังไม่ฟื้นเลยใช่ไหม” เขาถาม วีกิจส่ายหน้าแทนคำตอบแม้จะดูโล่งใจขึ้นมากแต่ก็ยังเห็นร่องรอยแห่งความเสียอยู่ในนั้น ตฤณตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ หันไปคุยกับพัดยศที่นั่งนิ่ง

“ขอบคุณมากครับที่มาเยี่ยม”

“ไม่เป็นไร ตาลมันก็น้องผมเหมือนกัน เห็นมาตั้งหลายปี นี่ไอ้เมืองมันฝากมาบอกว่างานของยายตาลน่ะเดี๋ยวมันรับทำเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วง ทุกอย่างยังเหมือนเดิม หายเมื่อไหร่ค่อยกลับไปทำงาน” เขาบอกในสิ่งที่เพื่อนของเขาหรือเจ้านายของสองสาวฝากมา ทั้งยังบอกต่ออีกว่าจะรีบมาเยี่ยมทันทีที่กลับจากต่างประเทศ ตฤณรู้สึกดีใจแทนน้องที่ได้ทำงานกับเจ้านายที่ใจดีอย่างนี้

“ฝากขอบคุณคุณแมนด้วยนะครับ”

“เดี๋ยวผมบอกมันให้ ว่าแต่คุณพ่อกับคุณแม่คุณล่ะครับ” พัดยศถามเพราะตั้งแต่มายังไม่เห็นพ่อแม่ของอีกฝ่าย ตฤณยิ้มเครียด

“กำลังเดินทางกลับมาครับ...” เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของชายหนุ่มเลยขยายความต่อ “...พวกท่านไปธุระต่างจังหวัดครับ พอรู้เรื่องเข้าก็เทศน์ผมยาวเป็นชั่วโมง โทษฐานที่เก็บเรื่องเงียบ”

“เหรอครับ แย่จัง” พัดยศบอกอย่างเห็นใจ ก่อนจะชวนคุยเรื่องอื่นๆมีวีกิจคอยร่วมวงด้วยเป็นพักๆสลับกับหันไปมองอาการของตรีทิพย์ ไม่นานจากนั้นดาวเหนือและพรายจันทร์ก็ยกผลไม้ที่ปอกใส่จานแล้วมาร่วมวง

“อืม...”เสียงครางเบาๆดังขึ้นจนแทบจะไม่ได้ยิน แต่ไม่สามารถรอดหูของคนที่นั่งจ้องอาการของแฟนสาวอยู่ก่อนแล้ว วีกิจตารีบก้มลงไปใกล้แล้วก็ได้ยินเสียงเดิมซ้ำอีกครั้ง ริมฝีปากแย้มรอยยิ้มแล้วหันไปเรียกทุกคน

“พี่ตฤณ...ทุกคนครับ ตาลฟื้นแล้ว”

“อะไรนะ!” ตฤณผุดลุกจากเก้าอี้ รีบวิ่งเข้ามาหาน้องสาวที่ตอนนี้เริ่มจะขยับตัวแล้ว ตรีทิพย์ร้องครางด้วยความเจ็บ กระดูกทั่วทั้งตัวดูเหมือนจะร้าวระบม ยิ่งแขนขวากับขาซ้ายไม่ต้องพูดถึง หญิงสาวรู้สึกเหมือนลำคอแห้งผากจึงเอ่ยขอน้ำ

วีกิจกุลีกุจอหยิบแก้วน้ำพร้อมหลอดดูดส่งให้ถึงปาก เขาคอยปลอบไม่ให้หญิงสาวกินน้ำเร็วไป รอจนอีกฝ่ายอิ่มแล้วจึงยกไปเก็บแล้วกลับมาสมทบกับทุกคนอีกครั้ง แววตาฉายแววยินดี ตฤณลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างเบามือ แววตาอ่อนโยนมีรอยชื้นจากหยดน้ำใสเล็ก

“ตาลเป็นไงบ้าง”

หญิงสาวเอียงคอน้อยๆมองหน้าชายหนุ่มสวมแว่นที่กำลังลูบผมเธออยู่งงๆ หันไปมองอีกทางก็พบกับคนที่เอาน้ำมาให้เธอเมื่อครู่กำลังยิ้มกว้าง

“ตาล...คุณทำผมตกใจมากรู้ไหม นึกว่าจะต้องเป็นม่ายขันหมากเสียแล้วสิ”

ดาวเหนือที่ยืนอยู่ข้างตฤณเริ่มผิดสังเกตที่ทำไมเพื่อนของเธอถึงไม่โต้แย้งวีกิจเลย ทั้งที่ปกติต้องย้อนกลับมาเมื่อได้ยินคำพูดยีบวนของเขา ร่างโปร่งหันไปสบตากับพัดยศและพรายจันทร์ที่ยืนนิ่งเพราะรู้สึกแบบเดียวกัน ข้างฝ่ายตฤณกับวีกิจเองก็เริ่มรับรู้ถึงความผิดปกตินี้แล้วเช่นกัน

“ตาล..เป็นอะไรไป ปวดหัวเหรอ เดี๋ยวพี่ตามหมอให้นะ”

“พวกคุณ...เป็นใคร”

“!!!!”

หญิงสาวย้อนถามกลับมาเล่นเอาความเงียบปกคลุมห้องพักแห่งนี้ทันที ตฤณเม้มปากแน่น ดวงตาฉายแววเครียด ดาวเหนือ พัดยศและพรายจันทร์แทบลืมหายใจใบหน้าซีดเผือด ส่วนวีกิจนั้นตาค้างไปแล้ว ร่างสูงอ้าและหุบปากไปมาอยู่อย่างนั้นก่อนจะร้องตะโกนพร้อมกับวิ่งออกจากห้องไป

“หมอ...หมอครับ หมออยู่ไหน!!!”
----------------------------------------------------------------------------------------
ค้างเข้าไป หึหึ ไรเตอร์ชอบแต่งค้างเนอะ แกล้งคนอ่านแล้วมีความสุข เห็นไหมไรเตอร์ไม่ได้ให้ถึงตายนา อย่ามาปาระเบิดบ้านเขาเชียว

บอกแล้วว่าให้ทำใจยิ่งใกล้จบมันยิ่งเศร้า แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ตอนจบหวานแน่ๆ รับรองได้

เจอกันตอนหน้าค่ะ ติชมได้น้า จุ๊บ จุ๊บๆ



ไอจันทร์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 1 พ.ค. 2555, 18:33:36 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 1 พ.ค. 2555, 18:33:36 น.

จำนวนการเข้าชม : 1527





<< ตอนที่ 29   ตอนที่ 31 >>
กาซะลองพลัดถิ่น 1 พ.ค. 2555, 20:34:14 น.
ไรเตอร์ใจร้ายชะมัด ...^_^!!! ตาลความจำเสื่อมซะงั้น แล้วต่อไปใครจะเป็นรายต่อไปล่ะเนี่ยะ ตฤณหรือว่าดาว ....


Pat 1 พ.ค. 2555, 20:54:31 น.
เฮ้อ ! โล่งอก ความจำเสื่อมก็ยังมีโอกาสหายดีกว่าต้องตายอ่ะน่า ไม่งั้นคนอ่านจะ กลัวใจยัยตะวัน สงสัยเหมือนพัดยศเลยค่ะ ในเมื่อแม่ตัวกะแม่ดาวกะย่าเองก็ไม่มีปัญหากัน แล้วทำไมตะวันฉายซึ่งมีสายเลือดเดียวกับดาวถึงเกลียดชังน้องขนาดนั้น


ใบบัวน่ารัก 2 พ.ค. 2555, 00:12:25 น.
ใจร้ายยังคิดทำร้ายกันอีก
เวรกรรม จริงๆ
นี่คุณไอจันทร์แค้นใครหรือเปล่า ถึงมาลงกะ
ตัวละครอย่างนี้ ใจร้ายยยยยยย



aom 2 พ.ค. 2555, 07:31:18 น.
ว่าแล้วว่าจะต้องความจำเสื่อม สู้ๆต่อไป ยังดีมี่ไม่ตาย


anOO 2 พ.ค. 2555, 13:39:20 น.
ว่าแล้วเชียว ความจำเสื่อมจนได้
แต่แอบหวังว่าจะเป็นแผนแผลงๆ ของยัยตาล เพื่อจะจับพี่ตะวันตัวร้ายคาหนังคาเขานะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account