มาเฟียจำเป็น
เมื่อเขาโดนยัดเยียดให้เป็นเจ้าพ่อมาเฟีย
Tags: มาเฟีย เจ้าพ่อ ประธานบริษัท ปืน

ตอน: บทที่ 5 (อัพ 100%)

บทที่ 5

ปัง!

เสียงปืนดังขึ้น แทนที่ผู้โดนยิงนั้นจะเป็นเทียนชิง แต่กลับเป็นหนานเฟยที่เพิ่งจะวิ่งมาผลักร่างของเลขาหนุ่มให้หลุดพ้นวิถีกระสุน ทว่าชายหนุ่มก็สามารถยิงสวนกลับไปได้ทันทีที่โดนยิง แลเห็นผู้ลอบยิงตกหล่นลงมาจากชั้นสองของตึกซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไปแค่สองช่วงตึก ส่วนเทียนชิงที่เพิ่งจะถูกหนานเฟยผลักนั้นต้องหันมามองเจ้านายด้วยความมึนงง ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างสูงกำลังยืนกุมต้นแขนขวาของตัวเองที่อาบไปเลือด

“ท่านประธาน!”

“ไม่เป็นไร แค่ถากนะ!” หนานเฟยพูดกัดฟันด้วยความเจ็บปวด ถึงแม้จะโดนแค่เล็กน้อย แต่ความเจ็บปวดของกระสุนก็ใช่ว่าจะย่อย “อย่ามัวเหม่อ รีบจัดการต่อสิ!”

“ครับท่าน!”

พอรับคำสั่งแล้วเทียนชิงก็หันไปจัดการกับพวกนักฆ่าต่อ ส่วนหนานเฟยก็วิ่งหลบหาที่ซ่อนก่อนจะหันมาถอดสูทของตัวเองออก ซึ่งเผยให้เห็นรอยกระสุนที่ถูกยิงแบบเฉียดๆ พอเห็นว่ามันเล็กน้อยจึงฉีกแขนเสื้อเชิ้ตออกก่อนจะมัดเข้ากับแผลเพื่อกันมิให้เลือดไหลหมดตัว ครั้นพอเงยหน้าขึ้นมองดูสถานการณ์ ชายหนุ่มกลับต้องส่ายหน้าด้วยความหมดหวัง เพราะฝั่งของตนมีบอดีการ์ดไม่ถึงสิบคนดี

...ต้องหนีลูกเดียว

พอคิดได้ดังนั้นก็ยกปืนขึ้นเล็งเป้าหมาย ก่อนจะเหนี่ยวไกโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา

ปัง! ปัง!

เสียงปืนดังขึ้นสองนัดพร้อมกับรถสีดำทั้งสองคันได้เกิดระเบิดปะทุขึ้นมา ทำเอาพวกนักฆ่าที่มัวแต่สนใจยิงบอดีการ์ดของหนานเฟยอยู่นั้นถูกแรงระเบิดบดละเอียดไม่เป็นชิ้นดี ส่วนเทียนชิงเมื่อเห็นเจ้านายของตนเป็นผู้ลงมือนั้นก็แทบตะลึง ก่อนจะตั้งสติลุกขึ้นพาเจ้านายหนีอย่างรวดเร็ว ทว่าในช่วงตอนหันหลังวิ่งหนีข้ามสะพานอยู่นั้น เสียงปืนได้ดังขึ้นหนึ่งนัด ทำเอาร่างสูงที่พยุงร่างหนานเฟยอยู่นั้นถึงกับเข่าทรุด

“อาชิง!”

“ผมไม่เป็นไร....ท่านประธานหนีไป!”

ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากแย้ง ชายหนุ่มก็ถูกเลขาตัวแสบผลักให้ลงคลองทันที

ตูม!

หลังจากหลิวกับเสวี่ยเหมยได้รายงานตัวกับทางมหาวิทยาลัยแล้ว เพื่อนสาวก็พาเธอไปเที่ยวรอบฮ่องกงจนกระทั่งตกเย็นเสวี่ยเหมยก็ได้พาหลิวกลับมาส่งหอพักที่อยู่ติดกับย่านสลัม พออีกฝ่ายได้กลับบ้านไปแล้ว หลิวก็รีบกลับเข้าหอพักจัดข้าวของกับทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อยจนกระทั่งนาฬิกาตีระฆังอีกครั้ง เธอถึงจะรู้สึกตัว

“ตายจริง นี่เที่ยงคืนแล้วหรือ มัวแต่ทำความสะอาดจนลืมกินข้าวไปเลยแหะเรา”

หญิงสาวพูดพลางเคาะหัวตัวเองโทษฐานที่ทำอะไรจนลืมดูเวลา ก่อนจะรีบล้างหน้าล้างตาแล้วเดินออกไปข้างนอก ซึ่งโชคยังดีที่ข้างนอกพอมีแสงไฟตามข้างทางกับผู้คนที่ยังเดินพลุ่กพล่านอยู่บ้าง จึงทำให้หลิวไม่รู้สึกหวาดกลัวที่จะเดินออกไปหาของกินที่ข้างนอกในเวลานี้ตามลำพัง หลังจากหาอะไรรองท้องเสร็จสรรพแล้วหญิงสาวก็เดินกลับ ทว่าในช่วงที่ขากลับหลิวรู้สึกผิดสังเกตถึงสีของน้ำในลำคลอง เพราะตอนขาไปนั้นเธอจำได้ว่ามันเป็นสีเขียว แต่มาบัดนี้กลับเป็นสีแดงขุ่นราวกับเลือด จะว่าเป็นเพราะความมืดก็ไม่น่าจะใช่ เพราะข้างลำคลองนั้นมีไฟฟ้าตลอดสองข้างทาง

...ลองเดินเข้าไปดูใกล้ๆหน่อยดีกว่า

หลิวครุ่นคิดในใจพลางสาวเท้าเดินเข้าไปประชิดริมคลอง ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นชายหนุ่มปริศนานอนลอยมาติดอยู่กับกอหญ้าข้างลำคลอง

“ว้าย! คนเจ็บนี่” หญิงสาวร้องอุทานเสียงหลง ก่อนจะหันซ้ายแลขวาหาตัวช่วยแต่ก็ไร้วี่แวว ทำให้หลิวจำใจต้องเดินเข้าไปดูด้วยความสองจิตสองใจ เพราะเธอเกรงว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนร้ายถูกตำรวจไล่จับมา ครั้นพอเข้าไปใกล้ หลิวหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยแขนของร่างสูงด้วยความหวาดหวั่น เมื่อลองดูได้สักพักแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีทีทางลุกขึ้นมาทำร้ายร่างกายตนแน่ เธอจึงนั่งลงยองก่อนจะใช้มือพลิกร่างชายปริศนาให้หงาย ซึ่งเผยให้เห็นใบหน้าเรียวคมซีดเซียวที่ไร้สติ ริมฝีปากเหยียดเม้มเข้าหากันราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังเจ็บปวดบาดแผลอะไรซักอย่าง ส่วนเสื้อผ้านั้นก็เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ตอนนี้ชุ่มไปด้วยน้ำเปื้อนเลือด กับกางเกงแสลกสีดำ ผิดกับหัวไหล่ขวาที่ถูกพันด้วยแขนเสื้อเชิ้ตที่ถูกฉีกออกมาจากแขนขวาเพื่อห้ามเลือดไม่ให้ไหลจนหมดตัว พอเห็นดังนั้นหลิวจึงลองใช้นิ้วอังจมูกดู ก็พบว่าอีกฝ่ายยังพอมีลมหายใจอยู่บ้าง เธอจึงรีบเขย่าตัวชายหนุ่มให้ได้สติทันที “นี่คุณ คุณตื่นสิ ตื่น”

หลิวเรียกอีกฝ่ายอยู่สองสามครั้ง ไม่นานนักคนเจ็บก็พลันรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมองเธอ ก่อนจะเอ่ยปากพูดภาษาจีนกวางตุ้งด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า

“...ช่วย...”

“ช่วย?”

“ช่วย...อา...ชิง...”

แล้วร่างสูงก็สลบไปอีกรอบโดยที่ยังพูดไม่ทันจบดี ซึ่งทำให้หลิวตัดสินใจพยุงคนเจ็บเดินไปที่โรงพยาบาล

“ไม่เป็นอะไรมากแล้วล่ะ กระสุนแค่เฉี่ยวเอาเนื้อต้นแขนขวาออกไปนิดหน่อยเอง” เสียงทุ้มแหบดังขึ้นลอดหูคนป่วยที่หลับใหลให้ฟื้นได้สติ แต่ก็ยังลืมตาไม่ขึ้น “ว่าแต่ไปโดนอีท่าไหนถึงได้โดนยิงล่ะ”

“ไม่ทราบค่ะหมอจาง เพราะตอนหนูเดินกลับหอพัก หนูก็เห็นเขานอนลอยติดกับกอหญ้าข้างริมคลองแล้วล่ะค่ะ” เสียงหวานตอบทันทีที่อีกฝ่ายถามจบ

“เฮ้อ! ฟังแบบนี้แล้วคงไม่พ้นพวกกุ๊ยตีกันหรือไม่ก็ไปเบี้ยวหนี้ใครมาแน่ๆ” เสียงคุณหมอร้องอุทานเบาๆ “แต่ก็เอาเถอะ ไม่ว่าหนูจะไปเก็บใครมาก็ตาม ลุงก็รักษาให้หมดทุกคนแหละ ขอเพียงอย่านำเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นก็พอ”

“ค่ะคุณหมอ เอ่อ ส่วนเรื่องค่ารักษา หนูขอแบบผ่อนได้ไหมคะ พอดีหนู...”

“ฮึย เรื่องนั้นช่างมันเถอะ เห็นคนเจ็บอยู่ตรงหน้า จะให้เมินเฉยได้ยังไง”

“ขอบคุณค่ะคุณหมอ ขอบคุณ”

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องเกรงใจ” เสียงทุ้มแหบบอกก่อนจะพูดต่อ “หนูอยู่เฝ้าคนไข้ไปก่อนนะ เดี๋ยวลุงมา อ้อ ถ้าเขาฟื้นแล้ว หนูก็เดินออกไปบอกลุงที่ห้องรับแขกได้เลยนะ”

“ค่ะหมอจาง”

แล้วชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปพร้อมกับเสียงประตูที่ปิดตัวลงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะตามด้วยเสียงฝีเท้าของอีกคนซึ่งหนานเฟยไม่อาจคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ ทว่าด้วยความหิวกระหายน้ำมีมากเหลือล้นจึงทำให้ชายหนุ่มต้องลืมตาขึ้นเอ่ยปากขอน้ำ

“นะ...น้ำ”

คำพูดของหนานเฟยทำเอาคนในห้องหันมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบเอาน้ำมาให้ตามคำขอ

“นี่ค่ะน้ำ”

เสียงหวานพูดพลางเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะแลเห็นใบหน้าละอ่อนวัยประมาณสิบขวบ มีนัยน์ตาเรียวเล็กสีดำ ใบหน้าขาวเนียนอมชมพูไร้เครื่องสำอาง ริมฝีปากเม้มเล็กน้อยแลเห็นลักยิ้มบนแก้มข้างซ้าย เส้นผมสีดำประกายทองหยาบกระด้างถูกรวบด้วยริบบิ้นสีส้มขึ้นสูงเป็นหางม้า สวมเสื้อยืดคอวีสีส้มกำลังใช้มือขวาช้อนศีรษะชายหนุ่ม ในขณะที่มือซ้ายถือแก้วน้ำเตรียมพร้อมที่จะป้อนน้ำให้ตน

เด็กประถม?

หนานเฟยครุ่นคิดในใจก่อนจะดื่มน้ำตามที่อีกฝ่ายพยายามป้อนให้กับตน พอได้ดื่มน้ำจนหายอยากแล้ว ชายหนุ่มจึงส่ายหน้าบอกอีกฝ่าย ซึ่งทำให้ร่างบางยอมวางศีรษะตนลงกับหมอนอย่างเบามือ

“เอ่อ ที่นี่ที่ไหน...” ชายหนุ่มเอ่ยปากถามทันที ทำเอาเด็กสาวที่กำลังจะเดินกลับไปเก็บแก้วน้ำถึงกับต้องชะงักหันมามอง “...หนู”

“หนู?”

ร่างบางขมวดคิ้วกับคำนั้น ก่อนจะคลายลงแล้วฉีกยิ้มราวกับได้ยินที่สิ่งชายหนุ่มพูดเป็นเรื่องขำขัน

“นี่ฉันพูดอะไรผิดไปหรือ”

หนานเฟยถามย้ำอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจกับรอยยิ้มนั้น

“ผิดสิคะ ผิดอย่างแรงเลยด้วย” เด็กสาวตามความคิดของหนานเฟยพูดปฏิเสธ “เพราะคำว่าหนูจะใช้กับพวกเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไม่ก็ใช้กับพวกที่เด็กกว่าคุณ แต่กับกรณีของฉัน อายุก็เลยวัยเบญจเพสมาสองสามปีแล้ว ฉะนั้นคุณจะมาเรียกดิฉันเหมือนเด็กๆว่าหนูไม่ได้อีกแล้วนะคะ”

พอได้ยินดังนั้นชายหนุ่มรู้สึกเหมือนว่าใบหน้าของตัวเองร้อนขึ้นราวกับจะเป็นไข้

...ก็หน้าอ่อนขนาดนี้ แถมรูปร่างยังกับเด็กประถม ใครมันจะไปรู้ว่าอายุจะเข้าเลขสามกันเล่า?!

“เอ ถ้าไม่ใช่เพราะอายุคุณมากกว่าสามสิบล่ะก็ อย่าบอกนะคะว่าคุณกำลังคิดอยากเป็นป๋า ถึงได้เรียกดิฉันว่าหนู" อีกฝ่ายยังพูดกระเซ้าเย้าแหย่อีก ทำให้หนานเฟยต้องรีบเถียงกลับไป

“ไม่ครับ ผมอายุก็เท่าๆ กับคุณนั่นแหละ”

“อย่างนั้นหรือคะ” ร่างบางพูดเอียงคอแลดูเด็กยิ่งขึ้นกว่าเดิม “ดิฉันก็นึกว่าคุณจะแก่กว่าดิฉันซะอีก เพราะเห็นหน้าคุณมีตีนกาขึ้นที่ขอบตาด้วย ตรงนี้ไงคะ”

ไม่พูดเปล่าเพียงอย่างเดียว ยังเอานิ้วชี้มาจิ้มขอบตาชายหนุ่มด้วย ซึ่งทำเอาหนานเฟยตกใจกระเถิบหน้าหนีอย่างเร็ว

“ฮะๆ ดิฉันล้อคุณเล่นนะค่ะ เรื่องตีนกาอะไรนั่นไม่มีหรอก” อีกฝ่ายหัวเราะอย่างขำขันเมื่อเห็นปฏิกิริยาของหนานเฟย “เห็นคุณแข็งแรงดีอย่างนี้แล้วดิฉันก็ค่อยโล่งใจไปหน่อย เพราะตอนที่เห็นคุณสลบมาติดริมคลองก็เป็นห่วงแทบแย่ นึกว่าคุณจะตายไปแล้วเสียอีก เอาไม้เขี่ยดูตั้งหลายที”

...ให้ตายสิ คนนะไม่ใช่หมาเน่า

“เอ่อจริงสิ หมอจางบอกว่าถ้าคุณฟื้นแล้ว ให้รีบออกไปบอกด้วยนี่นะ”

ร่างบางพูดอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็วโดยที่หนานเฟยได้แต่มองแผ่นหลังนั้นด้วยสีหน้ามึนงง



dragonp
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 5 พ.ค. 2555, 14:29:37 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 15 พ.ค. 2555, 21:21:55 น.

จำนวนการเข้าชม : 1455





<< บทที่ 4 (อัพครบแล้วนะคะ)   บทที่ 6 >>
jankanya 6 พ.ค. 2555, 00:06:58 น.
ลุ้นต่อไป


nutcha 6 พ.ค. 2555, 08:50:07 น.
เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ


nutcha 6 พ.ค. 2555, 08:50:14 น.
เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account