เล่ห์รักรัญจวนใจ
เมื่อความรักเกิดขึ้นในหัวใจ ชายหนุ่มจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพาตัวเองเข้าไปใกล้ชิด เขาต้องการกระชับพื้นที่ทุกตารางนิ้วในหัวใจเธอ แม้ว่าจะต้องใช้เล่ห์กลสักกี่ร้อยเล่มเกวียน "ภมร" ก็จะงัดขึ้นมาใช้ให้หมด เพื่อทำให้ "หิรัญญิการ์" รู้ว่า เธอไม่มีทางหนีเขาพ้น
Tags: รักโรแมนติก

ตอน: บทที่ 2 + 3

บทที่ 2 ของขวัญรับปริญญา


เมื่อรออยู่นานถึงสองชั่วโมงแต่คนที่ต้องการพบก็ยังไร้วี่แววว่าจะมาหา ทำให้ภมรที่นั่งทำงานอยู่ในห้องสมุดซึ่งใช้เป็นห้องทำงานไปในตัวต้องละมือออกจากกองเอกสารตรงหน้าแล้วเหลือบสายตามองนาฬิกาเรือนใหญ่ที่แขวนตรงฝาผนังอีกครั้ง และเมื่อเห็นว่านานเกินกว่าที่เขาจะรอได้อีกต่อไป ชายหนุ่มจึงลุกออกจากห้องสมุดไปทันที และเป้าหมายก็คือที่ห้องนอนของหิรัญญิการ์

ด้วยความฉุนที่ถูกปล่อยให้รอนานนับชั่วโมงเมื่อไปถึงภมรจึงเคาะประตูห้องหญิงสาวรัวๆ ติดกันหลายครั้ง พร้อมกับร้องเรียกหญิงสาวไปด้วย

“ญิการ์ เปิดประตูหน่อยญิการ์ ได้ยินฉันไหมญิการ์”

เสียงเรียกของเขาแว่วเข้ามาในโสตประสาทปลุกให้คนขี้เซาต้องขยับเปลือกตาหยุกหยิกแล้วพลิกกายไปมาด้วยความเกียจคร้านแล้วทำท่าจะหลับต่อเพราะคิดว่าตัวเองฝันไป แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งตาเบิกโพลงเมื่อสำนึกได้ว่าเวลานี้ตัวเองอยู่ที่ไหน และเสียงที่ได้ยินนั้นมันก็ชัดเจนพอๆ กับเสียงเคาะประตูรัวๆ นั่นด้วย

“นั่นเสียงตาภมรนี่นา อะไรของเขาวะ” หญิงสาวบ่นพึมพำแต่ก็ยังเดินไปเปิดประตูให้ ไม่ทันได้ดูสภาพตัวเองด้วยซ้ำว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร

“ทำอะไรอยู่ ฉันเรียกตั้งนานทำไมเพิ่ง...มาเปิดประตู”

น้ำเสียงดุดันนั้นดูเหมือนจะสะดุดเล็กน้อยเมื่อสายตาคมกวาดมองดวงหน้างามที่ถูกล้อมกรอบด้วยปอยผมรุงรังชัดเต็มตา ริมฝีปากแดงอวบอิ่มนั้นเม้มเข้าหากันน้อยๆ ดวงตากลมโตสุกใสที่มักจะเปล่งประกายทุกครั้งที่ได้เห็นบัดนี้ขุ่นมัวอย่างเห็นได้ชัด แต่นั่นกลับสามารถสะกดผู้ชายตัวโตๆ อย่างเขาได้ถนัด

“ญิการ์ขอโทษค่ะ วันนี้ญิการ์เหนื่อยมากก็เลยเผลอหลับไป”

“พรไม่ได้บอกเธอหรือว่าฉันรออยู่ที่ห้องสมุด แล้วตอนนี้ก็รอมานานถึงสองชั่วโมงแล้วด้วย”

“พร...อ้อ เด็กรับใช้คนนั้นหรือคะ บอกค่ะ แต่ว่าญิการ์เผลอหลับไป ขอโทษจริงๆ ค่ะ คุณภมรมีเรื่องอะไรจะพูดกับญิการ์หรือคะ”

“เธอจะยืนคุยกับฉันตรงนี้อีกนานไหม?” ภมรถามเหมือนคนที่กำลังหงุดหงิดกับอะไรสักอย่าง

“เอ่อ...ญิการ์ขออาบน้ำสักครู่เถอะค่ะ แล้วจะตามไปพบคุณที่ห้องสมุด”

หญิงสาวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองคงอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูนักเพราะผมเผ้าคงยุ่งเหยิงจึงบอกเขาออกไปเก้อๆ

“ไม่ต้องแล้ว ฉันมานี่แล้วจะไปทำไมที่ห้องสมุด” พูดจบชายหนุ่มก็แทรกกายเข้าไปในห้องของหญิงสาวทันที ไม่สนใจว่าจะมีใครมาเห็นหรือไม่โดยเฉพาะอัมเรศพี่สาวของเขา

“คุณภมร เข้ามาทำไมคะ?” หิรัญญิการ์ร้องถามเขาเสียงตื่น แต่ภมรกลับบอกหน้าตาเฉยว่า

“ก็เข้ามาดูน่ะสิว่าเธอจะหลับอีกไหม ถ้าขืนไม่มีใครดูก็มีหวังเธอได้กลับไปนอนอีก”

“แต่ว่า...ญิการ์ว่ามันไม่เหมาะ ถ้าคุณเรศหรือเด็กรับใช้ในบ้านคุณมาเห็นเข้ามันจะไม่ดีนะคะ” หญิงสาวเอ่ยบอกเขาด้วยความลำบากใจ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจเลยสักนิด

“ช่างปะไร คงไม่มีใครคิดว่าฉันจะทำอะไรเธอหรอกนะ หรือเธอคิด” คำย้อนถามของเขาทำเอาหิรัญญิการ์สะอึกถึงกับพูดไม่ออกเอาดื้อๆ เพราะไม่คิดว่าจะเจอไม้นี้

“ยืนงงอะไรอยู่ล่ะ ไปอาบน้ำสิไป”

หิรัญญิการ์ยิ่งเหวอเข้าไปใหญ่ ทำท่าเลิ่กลั่กก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำอย่างงงๆ ว่าตกลงเขามีสิทธิ์สั่งเธอได้แม้กระทั่งเรื่องอาบหรือไม่อาบน้ำเชียวหรือ

ภมรถึงกับต้องเป่าลมออกจากปากคล้ายโล่งอกเมื่อหญิงสาวเดินเข้าห้องน้ำไปแล้ว ภาพใบหน้างามที่ถูกล้อมกรอบด้วยผมยาวรุ่ยร่ายนั้นทำให้เขาเกิดความรู้สึกปรารถนาขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ ยิ่งได้ลอบมองริมฝีปากอวบอิ่มที่ขยับโต้ตอบกับเขา ชายหนุ่มก็ยิ่งปรารถนาที่จะสัมผัสมัน

คิดแล้วก็นึกขันที่เขาไปหลงรักผู้หญิงที่อายุอ่อนกว่าตัวเองเป็นสิบปีได้อย่างไรกัน ภมรหลงรักน้องสาวของพันธวีร์ตั้งแต่หญิงสาวยังไม่ทันเข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ เพียงแค่ได้เห็นดวงหน้างดงามกับดวงตาหวานคมคู่นี้เขาก็ตกหลุมรักเธอเข้าจังเบ้อเริ่ม ชนิดที่พยายามเท่าไรก็ถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว และคงไม่ผิดใช่ไหมหากว่าเขาจะปรารถนาในตัวเธออย่างที่ผู้ชายทุกคนปรารถนาผู้หญิงที่ตัวเองรัก

“คุณภมรคะ”

เสียงร้องเรียกของหญิงสาวดังออกมาจากห้องน้ำ ทำให้ชายหนุ่มต้องลอบถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นไปยืนฟังที่หน้าห้องน้ำว่าหญิงสาวจะพูดอะไร

“คุณยังอยู่หรือเปล่า?”

ภมรเกือบจะหลุดหัวเราะออกมากับคำถามนี้ของเจ้าหล่อน แต่เขาก็ยังเฉยไม่ยอมตอบจงใจทำให้หญิงสาวคิดว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องนี้แล้ว

“คุณภมร ได้ยินญิการ์หรือเปล่าคะ”

ขณะเดียวกันหิรัญญิการ์ก็ใช้หูแนบกับประตูเพื่อฟังเสียงเคลื่อนไหวจากภายนอก แต่เมื่อพบกับความเงียบกริบก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเพราะคิดว่าชายหนุ่มคงจะออกจากห้องนอนของเธอไปแล้ว ก็เรื่องอะไรเขาจะมานั่งรอเธออาบน้ำกันเล่า

เมื่อคิดแบบนั้นหิรัญญิการ์ก็ยิ้มกริ่มก่อนจะเปิดประตูแล้วก้าวออกจากห้องน้ำด้วยชุดเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวสะอาด แต่แล้วปลายเท้าเรียวก็ต้องชะงักกึกแทบหน้าคะมำเมื่อได้ยินเสียงถามของคนที่เธอคิดว่าไปแล้ว

“เมื่อกี้เรียกทำไม?”

“ญิการ์คิดว่าคุณไปแล้ว” หิรัญญิการ์พูดโดยไม่หันกลับมามองเขาด้วยซ้ำ

“ฉันจะทันได้ไปไหน ก็เธอเล่นอาบน้ำเร็วอย่างกับวิ่งผ่านน้ำมาอย่างนี้” ภมรยกมือขึ้นกอดอกขณะทอดมองแผ่นหลังของหญิงสาวอย่างสบายอารมณ์

“คุณออกไปได้แล้ว ญิการ์จะแต่งตัว หรือคิดว่าที่นี่เป็นบ้านคุณเลยคิดจะเข้าจะออกเมื่อไรก็ได้คะ” เมื่อรู้สึกเหมือนว่าตัวเองถูกล้อจึงชักฉุนที่เขาไม่ให้ความเป็นส่วนตัวกับเธอเลย

“ฉันเปล่าคิดแบบนั้น” เสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย

“ถ้าคุณไม่ได้คิด ก็กรุณาออกไปจากห้องส่วนตัวของญิการ์ด้วยค่ะ”

ที่ยืนพูดอยู่นี่ใช่ว่าหิรัญญิการ์จะหันหน้าไปหาเขาหรอกนะ เพราะเธอก็ยังคงยืนห่อตัวหันหลังคุยกับเขาอยู่เช่นเดิม ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเลยสักนิดว่าเวลานี้เขาได้เคลื่อนย้ายตัวเองมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“เธอกลัวฉันหรือญิการ์”

ภมรก้มลงถามเล็กน้อย แต่ยังคงเว้นระยะห่างเอาไว้พอควร และคำถามของเขาก็ส่งผลให้คนร่างบางเงยหน้าขึ้นฉับพลัน แล้วเขาก็ได้เห็นความหวาดหวั่นฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่สวยเมื่อเธอพบว่าเขามายืนอยู่ตรงหน้า แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังได้รับคำปฏิเสธจากเธอ

“ญิการ์ไม่ได้กลัว แต่คิดว่ามันไม่เหมาะ” หญิงสาวเบือนหน้าหนีเมื่อตอบเขาออกไป สองแขนยกขึ้นกอดอกไว้ดังจะใช้มันเป็นเกราะกำบัง

“ก็ดีที่รู้ว่ามันไม่เหมาะ และต่อไปนี้ฉันก็หวังว่าจะไม่เห็นเธอเข้าไปยุ่งกับพวกเพื่อนๆ ของเธอซึ่งมีแต่ผู้ชายอีก เพราะนั่นมันก็ไม่เหมาะ แล้วถ้าแต่งตัวเสร็จแล้วก็กรุณาลงไปพบฉันที่ห้องสมุดด้วย หวังว่าฉันคงไม่ต้องขึ้นมาตามเธอเป็นรอบที่สอง” พูดจบเขาก็เดินเร็วๆ ออกจากห้องของหญิงสาวไปทันที

“อะไรของเขานะตาคนนี้ สงสัยจะเป็นวัยทอง อารมณ์ถึงได้แปรปรวนนัก”

หญิงสาวบ่นตามหลังแต่ก็ยังรีบเร่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะคงไม่ดีแน่ถ้าหากว่าเขาจะขึ้นมาตามเธอถึงบนนี้อีกครั้ง

ตี๊ด...ตี๊ด...ตี๊ด

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นพร้อมกับที่หิรัญญิการ์เปลี่ยนชุดลำลองเสร็จพอดี หญิงสาวหยิบมันออกมาจากกระเป๋าเป๋ใบเล็กเมื่อดูที่หน้าจอโชว์ชื่อธิปกก็ยิ้มกว้างก่อนจะรีบกดรับสาย

“ว่าไงปก”

“กา เราโทรมาถามเรื่องคืนนี้น่ะ ตกลงว่านายจะเอายังไง จะมาไหม พวกเราตกลงกันว่าจะไปฉลองกันที่ร้านอาหารเปิดใหม่ของไอ้เทพแถวๆ สุขุมวิทน่ะ”

“เรายังไม่แน่ใจเลยวะปก ตอนนี้เราอยู่บ้านคุณภมรแล้ว ก็อย่างที่เราบอกนายนั่นแหละว่าเขาห้ามไม่ให้เราไปเลี้ยงฉลองกับพวกนายคืนนี้”

“แล้วนายต้องเชื่อเขาด้วยเหรอกา ในเมื่อเขาไม่ให้มาก็แอบมาสิวะ เดี๋ยวพวกเราจะไปรับเอง แค่นี้ง่ายๆ”

“ง่ายยังไง นายจะให้เราปีนรั้วหนีออกไปหรือไง” หิรัญญิการ์ประชดขึ้น แต่ธิปกกลับเห็นดีเห็นงามเสียอย่างนั้น

“ก็เป็นความคิดที่ไม่เลว”

“เฮ้ย! จะบ้าหรือไง”

“ไม่บ้าล่ะ แล้วนี่มันจะอะไรกันนักกันหนา นายอายุยี่สิบสามแล้วนะปีนี้น่ะ ไม่ต้องมีผู้ปกครองแล้ว แล้วเขาก็ไม่ได้เป็นญาติฝ่ายไหนของนายสักหน่อย ทำไมต้องไปกลัวเขาด้วยวะกา”

“ไม่ได้กลัวแต่เกรงใจ ยังไงเขาก็อายุมากกว่าเราแถมยังเคยช่วยเรากับพี่วีร์เอาไว้ก็มาก”

“งั้นนายก็เดินไปบอกเขาตรงๆ เลยว่าคืนนี้จะไปเลี้ยงฉลองกับเพื่อน นานๆ เพื่อนๆ จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันสักที แล้วจะขาดนายได้ไงวะ” ธิปกพยายามช่วยคิดหาวิธีแต่ดูเหมือนมันจะไม่ถูกใจหิรัญญิการ์สักอย่าง

“ไม่เอาหรอก เราขี้เกียจทะเลาะกับเขา”

“งั้นบอกมาคำเดียวว่าคืนนี้จะมาไหม?” ธิปกไม่อยากพูดมากความจึงตัดบท

ใจของหิรัญญิการ์นั้นอยากจะไปเต็มร้อย แต่โอกาสที่จะได้ไปนั้นน้อยนิดเหลือเกินแต่ถึงอย่างนั้นหิรัญญิการ์ก็ยังตอบเพื่อนออกไปจนได้

“ไป”

“ก็แค่เนี้ย จะปีนรั้วหรือจะเดินเข้าไปขอเขาดีๆ ก็เลือกเอา เสร็จแล้วโทรมาบอกด้วยพวกเราจะได้บึ่งรถไปรับ อย่าช้าล่ะ”

“เออน่า...เดี๋ยวโทรไปบอก แค่นี้นะ” พูดจบหิรัญญิการ์ก็กดวางสายทันที ก่อนจะกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิดว่าจะเลือกปีนรั้วออกไปหรือจะเดินเข้าไปขอเขาตรงๆ ดี

ถ้าเธอเลือกข้อแรกหากถูกจับได้คงเกิดเรื่องแน่ๆ แล้วถ้าเลือกข้อที่สองล่ะ ความน่าจะเป็นที่จะได้ไปมันมีอยู่กี่เปอร์เซ็นต์กัน แต่ถึงอย่างไรมันก็คงจะดีกว่าข้อแรกเยอะ เพราะขอทะเลาะกับเขาแบบธรรมดาๆ ดีกว่าจะได้เห็นเขาโมโห หิรัญญิการ์ยังจำได้ดีว่าตอนที่ภมรโกรธนั้นมันน่ากลัวแค่ไหน เพราะฉะนั้นหญิงสาวขอเลือกข้อสองคือเดินเข้าไปขอเขาตรงๆ จะได้หรือไม่นั้นก็ค่อยมาว่ากันทีหลัง



หิรัญญิการ์รู้สึกประหม่าทุกครั้งที่รู้ว่าต้องเผชิญหน้ากับภมรโดยลำพัง และครั้งนี้เธอก็ไม่อยากเกิดความรู้สึกแบบนั้นอีกเพราะมันจะทำให้สมองของเธอไม่แล่นเท่าที่ควร หญิงสาวจึงไปขอให้อัมเรศช่วยมาพูดอีกแรง แต่ฝ่ายนั้นก็เอาแต่ขำ

“คุณเรศหัวเราะญิการ์ทำไมคะ?”

“ก็เธอน่ะจะไปกลัวภมรอะไรนักหนา อยากไปไหนก็ไปเถอะ จะไปฟังเขาทำไมกัน”

“ญิการ์เปล่ากลัวนะคะคุณเรศ แต่ว่า...” หิรัญญิการ์อึกอักจนอัมเรศที่รอฟังอยู่ต้องเอ่ยตัดบท

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปคุยกับเขาเองเถอะ ถึงฉันจะไปด้วยก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้หรอกนะ แต่เชื่อฉันเถอะว่าถ้าเธอยังยืนยันที่จะไปจริงๆ ยืนแบบกระต่ายขาเดียวเลยนะ ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็อย่าได้เขว รับรองว่าคืนนี้เธอได้ไปฉลองกับเพื่อนแน่ๆ ญิการ์” อัมเรศบอกด้วยสีหน้ามีเลศนัย

“คุณเรศพูดจริงหรือคะ” หิรัญญิการ์ยังไม่มั่นใจในนัก

“ก็ต้องลองดู” อัมเรศยิ้มให้กำลังใจ ก่อนจะคว้ามือข้างซ้ายของหิรัญญิการ์มากุมไว้

“ฉันมีของขวัญสำหรับบัณฑิตคนใหม่ด้วยนะ”

“ของขวัญ...ของญิการ์หรือคะ?”

“ใช่จ้ะ แต่ไม่รู้ว่าเธอจะชอบมันหรือเปล่า”

“ชอบสิคะ ไม่ว่าคุณเรศจะให้อะไรญิการ์ก็ชอบทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ไม่อยากให้คุณเรศลำบากต้องหาอะไรมาให้ ญิการ์มาอยู่ที่นี่ไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น ซ้ำยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระให้คุณเรศกับคุณภมรเสียอีก” หิรัญญิการ์บอกอัมเรศอย่างไม่สบายใจนัก แค่เพียงเธอมาอยู่ที่นี่ก็เป็นภาระมากพออยู่แล้ว

“คิดอะไรอย่างนั้น ฉันอยากจะให้ก็ให้ ไม่เห็นจะต้องคิดอะไรมาก แล้วการที่เธอมาอยู่ที่นี่ฉันกับภมรก็ไม่ได้ลำบากอะไร ซ้ำยังยินดีเสียด้วยซ้ำ”

อัมเรศยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหยิบของที่ต้องการจะให้มาสวมเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของหิรัญญิการ์

แหวนเพชรน้ำงามหลายกะรัตส่องแสงเปล่งประกายระยับเสียจนหิรัญญิการ์อดที่จะจับจ้องสายตาอยู่ที่มันไม่ได้ และเมื่อมองแล้วก็รู้สึกว่ามันมีค่ามากจนไม่เหมาะกับคนอย่างเธอเลย

“คุณเรศให้ญิการ์ทำไมคะ มันมีค่ามาก ญิการ์คงรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” พูดแล้วก็ทำท่าจะถอดคืนให้แต่อัมเรศก็ไม่ยอม

“ใส่ไว้เถอะ ผู้ใหญ่ให้ของก็ต้องรับไว้สิ ห้ามปฏิเสธเด็ดขาดเชียวนะ”

“แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่จ้ะ” อัมเรศตัดบทเมื่อหิรัญญิการ์ทำท่าจะค้านอีก

“เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นญิการ์ขอถอดเก็บไว้ได้หรือเปล่าคะ มันคงแพงมาก ญิการ์กลัวทำหาย”

“ไม่ได้นะ เธอต้องใส่ติดนิ้วให้ฉันเห็นทุกวัน แล้วก็ต้องเป็นนิ้วนางข้างซ้ายด้วย”

“แล้วทำไมต้องเป็นนิ้วนางข้างซ้ายด้วยล่ะคะ?”

“ก็เพราะฉันหมั้นเธอไว้น่ะสิ” อัมเรศพูดทีเล่นทีจริง ทำให้หิรัญญิการ์ต้องหัวเราะคิก

“หมั้น...คุณเรศหมั้นญิการ์ไว้ให้ใครคะ”

“เอาเถอะ จะหมั้นไว้ให้ใครก็ช่าง ขอแค่เธออย่าถอดมันก็พอแล้ว เพราะถ้าวันไหนที่ฉันไม่เห็นเธอใส่ ฉันจะถือว่าเธอรังเกียจ แล้วก็ไม่ให้เกียรติฉัน” อัมเรศบอกจริงจังทำให้หิรัญญิการ์ต้องรับปากไปโดยปริยาย

“ค่ะ ไม่ถอดก็ไม่ถอด ขอบคุณค่ะคุณเรศ”

หิรัญญิการ์ไหว้ขอบคุณพร้อมกับยิ้มให้อ่อนๆ แหวนวงนี้เป็นของขวัญในวันรับปริญญาที่เธอได้เป็นชิ้นแรก อัมเรศเองก็คงตั้งใจจะให้จริงๆ ถึงได้ไม่อยากให้เธอถอดมันออก และแม้จะไม่เข้าใจเหตุผลที่แน่ชัดว่าทำไมถึงจะต้องเป็นนิ้วนางข้างซ้าย แต่เมื่อผู้ให้ให้มันด้วยใจ หิรัญญิการ์ก็พร้อมจะรับไว้แล้วทำตามโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ



เมื่ออัมเรศปฏิเสธที่จะไปช่วยพูดให้หิรัญญิการ์จึงต้องเข้าไปพบภมรที่ห้องสมุดเพียงลำพัง เพียงก้าวแรกที่ย่างเข้าไปในนั้นหญิงสาวก็รู้สึกเหมือนตัวเองได้ถูกกันออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบ และแม้ว่าแอร์ภายในห้องจะทำงานด้วยประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมปานใด กระนั้นมือของหิรัญญิการ์ก็เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ

“นั่งสิ”

เขานั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เมื่อเธอไปถึงเขาก็ลุกขึ้นแล้วเดินมาขยับเก้าอี้ให้ หิรัญญิการ์ไม่ได้รู้สึกว่าเขาทำตามมารยาทของสุภาพบุรุษที่ดี แต่กลับรู้สึกว่ากำลังถูกเขาบังคับกลายๆ ว่าจะต้องนั่งตรงนั้นซึ่งตัวเขาก็ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน ไม่ใช่เก้าอี้ตัวเดิมที่เขาเพิ่งลุกออกมา

“คุณมีอะไรจะพูดกับญิการ์หรือคะ?”

หญิงสาวเอ่ยถามขึ้นเมื่อนั่งลงที่เก้าอี้ตัวนั้น สองมือประสานกันไว้ที่หน้าตัก ใบหน้าก้มต่ำลงเล็กน้อยเพราะไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา

“พี่เรศให้แหวนเธอแล้วหรือ” เขาไม่ตอบแต่ถามกลับ และหากหิรัญญิการ์จะเงยหน้าขึ้นมองสักนิดก็จะเห็นว่าแววตาของเขานั้นแฝงไว้ด้วยความพอใจมากมาย แต่หิรัญญิการ์กลับคิดไปอีกทาง

“ความจริงญิการ์บอกคุณเรศแล้วว่ามันไม่เหมาะกับญิการ์ แต่คุณเรศก็ไม่ยอมให้ญิการ์ถอดคืน ถ้าคุณภมรเห็นว่ามันไม่เหมาะ ญิการ์ก็จะคืนให้” พูดแล้วก็ทำท่าจะถอดมันออกจริงๆ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกชายหนุ่มยึดมือข้างนั้นเอาไว้มั่น

“ไม่ต้องหรอก แล้วพี่เรศเขาบอกเธอว่ายังไงล่ะ?”

“เอ่อ...คุณเรศบอกว่าห้ามญิการ์ถอดมันออกค่ะ” หญิงสาวอุบอิบบอกเขาก่อนจะดึงมือออกจากอุ้งมือใหญ่อย่างสุภาพ

“ก็นั่นแหละ ในเมื่อพี่เรศสั่งว่าห้ามถอดเธอยังจะถอดอีกนะ” เขาตำหนิกลายๆ หญิงสาวขี้เกียจฟังจึงเอ่ยถามในสิ่งที่เขาต้องการจะพูดกับเธออีกครั้ง

“แล้วคุณภมรมีอะไรจะพูดกับญิการ์คะ?”

“ก็ไม่มีอะไร ฉันแค่อยากคุยกับเธอให้เข้าใจว่าเธอจะต้องอยู่ที่นี่ จะได้ไม่คิดย้ายออกไปไหนอีก” ภมรขยับตัวออกมาพิงพนักเก้าอี้ขณะบอกเธอเรียบๆ

“ค่ะ ญิการ์ทราบแล้ว คุณภมรมีเรื่องจะพูดกับญิการ์เท่านี้ใช่ไหมคะ ญิการ์จะได้พูดเรื่องของญิการ์บ้าง”

“ยัง ฉันยังมีเรื่องที่ต้องพูดกับเธออีก”

“เรื่องอะไรคะ?”

“เพื่อนของเธอ เธอควรจะเลิกคบกับคนพวกนั้นได้แล้ว เรียนจบแล้วก็ไม่เห็นว่าจะต้องเกี่ยวข้องกันอีก”

“คุณพูดเหมือนตัวเองไม่เคยมีเพื่อน” หิรัญญิการ์สวนขึ้น มองหน้าเขาด้วยความไม่พอใจ เธอพยายามจะเคารพเขาในฐานะผู้ใหญ่ แต่เขาก็มักทำให้เธอลืมตัวทุกที

“มันไม่เหมือนกัน เธอเป็นผู้หญิง แล้วเพื่อนๆ ของเธอก็มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น”

“แล้วคุณไม่เคยมีเพื่อนผู้หญิงบ้างหรือไงคะ”

“อย่าพูดกับฉันแบบนั้น” ภมรเตือนน้ำเสียงดุ

“คุณภมรคงจะเข้าใจผิดอะไรสักอย่าง ญิการ์โตแล้ว และญิการ์ก็ไม่ใช่เด็กในปกครองของคุณ ที่ญิการ์ยอมย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเข้ามาวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของญิการ์ได้นะคะ แล้วถ้าเกิดว่ามันมีปัญหามากนัก ญิการ์ก็จะย้ายกลับไปอยู่ที่คอนโดฯ เหมือนเดิม”

“อย่าคิดว่าฉันจะยอมให้เธอทำแบบนั้นนะญิการ์” ภมรเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมดุของเขาจับจ้องที่ใบหน้างามนั้นไม่วางตา

หิรัญญิการ์ต่อตากับเขาได้เพียงไม่นานก็ต้องเป็นฝ่ายเมินหลบก่อน ขยับตัวหยุกหยิกเพราะเริ่มจะอึดอัดและกดดัน ชีวิตของเธอเคยอยู่อย่างอิสระมาโดยตลอด แม้กระทั่งตอนที่มีพี่ชายอยู่ด้วยพันธวีร์ก็ยังไม่เคยมากะเกณฑ์อะไรแบบนี้กับเธอมาก่อน

“แล้วเรื่องที่เธอจะพูดกับฉันล่ะ?” ภมรทวงถามเพื่อชวนเปลี่ยนเรื่องเมื่อดูท่าแล้วหิรัญญิการ์คงจะไม่พูดเรื่องนี้กับเขาอีก

“คุณรับฟังด้วยหรือคะ” หิรัญญิการ์ย้อนถามเสียงหยัน ก็ลองเขาสั่งให้เธอเลิกคบกับเพื่อนแล้วแบบนี้ เรื่องคืนนี้ก็เห็นทีจะไม่ต้องพูดกันล่ะ เพราะพูดไปก็มีแต่จะชวนให้ทะเลาะกันเปล่าๆ แล้วเขาก็ชนะเธอทุกที

“พูดมา” น้ำเสียงของเขาติดจะบังคับอยู่ในที

“คืนนี้ญิการ์จะออกไปกินเลี้ยงกับเพื่อน คุณยินดีจะรับฟังหรือเปล่าล่ะคะ” หญิงสาวบอกเขาแล้วก็เห็นชายหนุ่มถอนหายใจคล้ายกับระอาในตัวเธอเสียเต็มประดา

“แล้วเธอจะเอายังไง จะไปให้ได้ใช่ไหม?”

“ค่ะ ญิการ์จะไป”

หญิงสาวยืนยันหนักแน่น พร้อมกับหันมาต่อตากับเขาอีกครั้ง อัมเรศบอกว่าให้เธอยืนกรานที่จะไปให้ได้ แม้ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็อย่าไขว้เขวเป็นอันขาด แล้วหิรัญญิการ์ก็จะคอยดูว่าสิ่งที่อัมเรศพูดนั้นจะเป็นจริงหรือไม่

.........................................................................

บทที่ 3 ผู้ปกครองของเด็กหญิงหิรัญญิการ์


ภมรมองหน้าคนแสนพยศด้วยแววตาครุ่นคิด ในขณะที่หิรัญญิการ์ก็ลุ้นแทบแย่ว่าเขาจะตอบเช่นไร แล้วในที่สุดหิรัญญิการ์ก็ได้รับคำตอบ แต่มันกลับไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับเธอสักเท่าใดนัก

“ตกลง ฉันให้เธอไปก็ได้ แต่ฉันจะไปกับเธอด้วย”

“ไปได้ยังไงคะ มีแต่เพื่อนๆ ญิการ์ทั้งนั้น” หิรัญญิการ์ร้องโวยวายขึ้นอย่างลืมตัว

“แล้วทำไมฉันจะไปด้วยไม่ได้”

“แล้วคุณจะไปทำไม มันไม่สนุกหรอกนะคะมีแต่เด็กๆ” พูดไปแล้วก็ไม่รู้หรอกว่าคำพูดของตัวเองนั้นกระทบใจคนฟังเข้าอย่างจัง

“เด็ก...อ้อ! เธอคงคิดว่าฉันมันแก่มากแล้วสินะ”

“ค่ะ...เอ่อ ญิการ์หมายถึง...” หิรัญญิการ์พยายามจะแก้ตัวแต่ก็ดูจะไม่ขึ้นเสียแล้ว ยิ่งเห็นใบหน้าบึ้งตึงของเขาก็ยิ่งกลัวใจ

“คืนนี้ฉันจะไปกับเธอด้วย”

แล้วหิรัญญิการ์ก็ต้องยอมเขาไปโดยปริยาย ก็ใครจะไปรู้ว่าแค่พูดเท่านี้เขาจะโกรธ ก็เขาแก่กว่าพวกเธอจริงๆ นี่นา

‘คนอะไรไม่ยอมรับความจริง...’ เธอแอบค่อนขอดเขาอยู่ในใจ

“แล้วจะไปกี่โมง?”

“ไม่แน่ใจค่ะ แต่เพื่อนญิการ์บอกว่าจะมารับ”

“บอกเขาว่าไม่ต้องมา เพราะฉันจะพาเธอไปเอง เข้าใจหรือเปล่า”

“ค่ะ เข้าใจค่ะ” ถ้าขืนเธอบอกว่าไม่เข้าใจมีหวังถูกหักคอแน่ๆ เพราะดูจากสีหน้าและน้ำเสียงของเขานั้นมันชวนหาเรื่องน้อยเสียเมื่อไร

“แต่ว่าคุณภมรไปคนเดียวนะคะ อย่าเอาคุณเตชัสกับคุณรักษิตไปด้วยเลยค่ะ เพราะถ้าขืนตามกันไปเป็นขบวนแบบนี้เพื่อนๆ ญิการ์คงมองแปลกๆ”

“ก็ได้ ตกลงฉันไปกับเธอแค่สองคน” ภมรตอบรับง่ายๆ เพราะเขาเองก็ตั้งใจจะไปกับเธอตามลำพังโดยไม่พ่วงสองบอดีการ์ดไปด้วยอยู่แล้ว

“เอ่อ...แล้วญิการ์ไปได้หรือยังคะ?”

“ยัง ไหนยื่นมือมาสิ” จู่ๆ เขาก็สั่งขึ้น หิรัญญิการ์ยังไม่ยอมทำตาม เอ่ยถามเขาด้วยความไม่แน่ใจ

“ทำไมคะ?”

“บอกให้ยื่นก็ยื่นมาเถอะน่า”

หิรัญญิการ์แอบทำปากขมุบขมิบขณะยื่นมือไปตรงหน้าเขา แล้วต้องอึ้งเมื่อเขาสวมนาฬิกาเรือนสวยลงที่ข้อมือของเธอ หญิงสาวชะโงกไปดูยี่ห้อของมันก็ยิ่งตาโตเพราะมันแพงมาก และชาตินี้เธอก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีปัญญาซื้อมันมาใส่ได้

“ชอบหรือเปล่า?”

ภมรเอ่ยถามเรียบๆ ขณะจ้องมองตาโตๆ คู่สวยนั้นอย่างเผลอไผล พอหญิงสาวมองตอบก็หลุบเปลือกตาลงเล็กน้อยก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้งด้วยความมั่นใจ

“ให้ญิการ์ทำไมคะ?”

“แล้วนาฬิกาเขาเอาไว้ทำอะไรกันล่ะ?” ภมรไม่ตอบแต่ใช้วิธีย้อนถาม

“ญิการ์ไม่เอาหรอกค่ะ แค่แหวนวงเดียวของคุณเรศก็เกินพอแล้ว”

“อย่าถอดเชียวนะ” ภมรสั่งเสียงเข้มเพราะรู้ทัน

“ญิการ์รับไม่ได้จริงๆ ค่ะ คุณเอาคืนไปเถอะ” หิรัญญิการ์ถอดมันคืนเขาจริงๆ

“อย่าดื้อให้มากนักนะญิการ์ ความอดทนของฉันก็มีขีดจำกัด”

ภมรพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ทั้งที่ใจอยากจะตรงเข้าไปบดจูบริมฝีปากที่ช่างปฏิเสธเขาได้ทุกเรื่องนั้นเป็นการลงโทษ

“แล้วทำไมคุณต้องให้ญิการ์ด้วยนะ” หญิงสาวบ่นพึมพำแต่ก็ยอมเก็บมันเอาไว้เพราะเกรงๆ สายตาของเขาอยู่เหมือนกัน

“ให้ไว้เพื่อเตือนสติ จะได้มีเวลาให้คนอื่นบ้าง”

“ญิการ์ไม่มีใคร”

“ก็ฉันนี่ไง ฉันคือคนที่เธอจะต้องคิดถึงอยู่ตลอดเวลา ฉันเป็นคนสำคัญของเธอ”

“อ้อ คุณคงหมายถึงญาติผู้ใหญ่ คุณภมรจะมาเป็นญาติผู้ใหญ่ให้ญิการ์หรือคะ” หญิงสาวก็ถามพาซื่อ เขาคงอยากให้เธอเห็นว่าเขาเป็นคนสำคัญดังเช่นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เธอจะต้องเคารพ เวลามีอะไรก็ไม่ควรจะทำข้ามหน้าข้ามตาเขา

“ญาติผู้ใหญ่อย่างนั้นเหรอญิการ์ บ้าน่ะสิ!”

ภมรทวนคำของหญิงสาวเสียงหยันก่อนจะสบถออกมาเล็กน้อย เขาทั้งโกรธทั้งโมโหที่ถูกตอกย้ำเรื่องอายุที่ห่างจากเธอเกือบรอบ แต่เพราะเข้าใจว่าหิรัญญิการ์พูดไปด้วยความพาซื่อ ภมรจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งขบฟันแน่น

“อ้าว...ญิการ์เข้าใจไม่ถูกหรือคะ?” หิรัญญิการ์เอียงคอถามเขาเล็กน้อยมองหน้าพร้อมกับทำตาปริบๆ

“อย่ามองฉันแบบนั้นนะ! จะยังไงก็แล้วแต่เธอก็ห้ามเอามันมาคืนฉันเด็ดขาด ให้แล้วก็ให้เลยเข้าใจหรือเปล่า”

“ไม่เข้าใจค่ะ”

“อะไรนะ?” เขาแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินที่เธอพูดแล้วถามขึ้นอีกครั้ง แววตาคมปลาบเหมือนจะขู่อยู่ในทีว่าหากยังได้ยินคำตอบในทำนองเดิมอีกละก็เป็นเรื่องแน่

“เข้าใจค่ะ” หิรัญญิการ์อุบอิบเปลี่ยนคำตอบเสียใหม่ หากใจยังนึกเคืองเขาตงิดๆ ที่ชอบมาบังคับเธอดีนัก

“ดี...ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับเธอแล้ว จะไปเตรียมตัวสำหรับคืนนี้ก็ไปเถอะ”

“ขอบคุณสำหรับนาฬิกาค่ะ” หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วยกมือไหว้เขาดังที่ทำกับอัมเรศ ก่อนจะเดินออกจากห้องนั้นไปเงียบๆ

“เด็กบ้า ใครอยากจะเป็นญาติผู้ใหญ่เธอกันนะ”

ภมรยังโมโหไม่หาย และแอบหมายมาดอยู่ในใจว่าเขาจะทำให้หญิงสาวลืมคำที่มันแสลงใจพวกนี้ให้หมด ให้มีแต่คำว่าเธอรักเขา คำเดียวเท่านั้น!



ภมรคิดว่าเขาคิดถูกแล้วที่ตามหิรัญญิการ์มาที่นี่ด้วย เพราะเป็นจริงดังที่คาดการณ์เอาไว้ว่าหิรัญญิการ์เป็นเพียงหญิงหนึ่งเดียวในกลุ่มเพื่อนชายนับสิบของเธอ และยังไม่ทันจะเดินเข้าไปถึงโต๊ะเสียงทักทายลั่นๆ ก็ดังขึ้นมาให้แสลงหู

“อ้าวเด็กหญิงหิรัญญิการ์ วันนี้พาผู้ปกครองมาด้วยหรือครับ” เสียงหนุ่มๆ ประสานขึ้นเกือบจะพร้อมเพรียงกัน

“ไอ้พวกบ้า นี่คุณภมรเจ้าของบ้านที่ฉันไปอยู่ ไม่ได้เป็นผู้ปกครองฉัน” หิรัญญิการ์รีบวิ่งเข้าไปทุบไหล่เพื่อนคนละทีสองทีพร้อมกับกล่าวแก้ แล้วก็ได้รับเสียงหัวเราะครื้นเครงจากบรรดาเพื่อนๆ ยกใหญ่

“สวัสดีคร๊าบ...คุณภมร” หนุ่มๆ ยกมือขึ้นท่วมหัวแล้วไหว้ปรกๆ ซึ่งหิรัญญิการ์ก็รู้ว่ากำลังถูกพวกนี้ล้อเลียนเข้าให้แล้ว เพราะเธอได้โทรบอกตั้งแต่ก่อนจะมาถึงแล้วว่าภมรจะติดตามมาด้วย มาถึงก็เลยได้รับการต้อนรับที่สนุกสนานและเฮฮาเหลือเกิน

และดูเหมือนว่าภมรจะเฮและฮาเอามากๆ เชียวล่ะถึงได้ยืนหน้าเคร่งขนาดนั้น...หญิงสาวค่อนเขาในใจก่อนจะเดินไปกระซิบเพื่อให้ได้ยินกันสองคน

“คุณอย่าทำหน้าเบื่อโลกแบบนั้นสิคะ เดี๋ยวเพื่อนๆ ญิการ์ก็เข้าใจผิดคิดว่าญิการ์เป็นคนบังคับคุณมาด้วยหรอก”

“นี่เหรอเพื่อนของเธอ ไร้มารยาทสิ้นดี” เสียงของภมรแทบจะเป็นคำราม หิรัญญิการ์จึงรีบแก้ต่างแทนเพื่อน

“โธ่...เพื่อนญิการ์แค่แกล้งเฉยๆ ค่ะ จริงๆ พวกเขาเป็นคนดีนะคะ”

“เฮ้ยกา มัวยืนคุยอะไรล่ะ พาผู้ปกครองนายมานั่งสิ” ธิปกกวักมือเรียกแล้วตบลงที่เก้าอี้ว่างข้างๆ เป็นเชิงบอกให้หิรัญญิการ์ไปนั่ง

“คุณอยากมาเองนะคะ ญิการ์เตือนคุณแล้วว่ามันไม่สนุกหรอก” หญิงสาวบอกเขาเป็นคำสุดท้ายก่อนจะเดินเข้าไปสมทบกับเพื่อน

ภมรยืนทำใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเดินเข้าไปสมทบทีหลังโดยเลือกนั่งข้างๆ หิรัญญิการ์ ธิปกรินเบียร์ให้เขาก็ยกขึ้นจิบพอเป็นพิธี แล้วพอเห็นรินให้หิรัญญิการ์ด้วยเขาก็สั่งห้ามทันที

“ญิการ์ไม่ต้องดื่ม” ทุกคนถึงกับหยุดชะงักหันมามองที่ภมรเป็นตาเดียว

“นิดหน่อยเองครับ ไม่ถึงกับเมาหรอก แค่จิบนิดๆ” ธิปกแทรกขึ้นเมื่อเห็นท่าไม่ดี

“นิดหน่อยก็ไม่ได้” ภมรบอกด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“โอ้โฮ...กา ที่นิ้วนายสวยดีว่ะ ของแท้หรือเปล่าวะทำไมมันถึงได้แสบตาอย่างนี้”

เทพซึ่งเป็นเจ้าของร้านและวันนี้ลงทุนปิดร้านเพื่อเลี้ยงฉลองกับเพื่อนรีบชวนทุกคนเปลี่ยนเรื่อง และมันก็ได้ผลเมื่อทุกคนต่างหันไปจับจ้องที่นิ้วของหิรัญญิการ์แทนใบหน้าเคร่งๆ ของภมร

“โอ้โฮ คุณนายหิรัญญิการ์ ใครมาหมั้นเอาไว้หรือขอรับ” เพื่อนคนหนึ่งแซวขึ้น แล้วก็พากันหัวเราะครื้นเครง

“ทะลึ่งแล้วนะพวกนาย ใครจะมาหมั้นฉัน นี่มันของขวัญวันรับปริญญาเว้ย”

หิรัญญิการ์สวนขึ้นทันควัน ทำท่ายกไม้ยกมือจนเพื่อนๆ ต้องพาหัวเราะออกมาอีก ผิดกับภมรที่นั่งหน้าตึงเพราะไม่ชอบท่าทีห่ามๆ ที่หิรัญญิการ์กำลังแสดงอยู่

“อ้าวเหรอ ใครจะไปรู้ก็เห็นสวมที่นิ้วนางข้างซ้ายออกอย่างนั้น เอ๊ะๆ นาฬิกาเรือนใหม่ด้วยนี่นา โห...แพงด้วยนะเนี่ยยี่ห้อนี้”

ไม่พูดเปล่าธิปกยังคว้าหมับเข้าที่ข้อมือข้างที่สวมนาฬิกาของหิรัญญิการ์ขึ้นมาเพ่งพิศเจ้านาฬิกาเรือนสวยด้วยตาโตๆ เท่าไข่ห่าน

“ไหนวะๆ...จริงด้วยว่ะ ของแพงเลยนะเนี่ยกา”

ไม่เพียงแค่ธิปกเท่านั้น เพื่อนๆ ทุกคนต่างก็กรูกันเข้ามารุมหิรัญญิการ์แล้วเอ่ยถามเรื่องนาฬิกากับแหวนให้ลั่นไปหมด ภมรจึงถูกลืมไปชั่วขณะ

“เฮ้ย...เพลงเพราะจังเลยพวกนายว่าไหม เราออกไปยืดเส้นยืดสายกันหน่อยดีกว่า”

หิรัญญิการ์ขี้เกียจตอบคำถามก็ชวนเปลี่ยนเรื่อง แล้วก็ลากหนุ่มๆ ออกไปวาดลวดลายอยู่หน้าเวทีซึ่งขณะนั้นนักดนตรีกำลังบรรเลงเพลงโปรดของพวกหนุ่มๆ พอดี

“คุณเกือบทำงานเลี้ยงล่มแล้วไหมล่ะ ทีตัวคุณยังดื่มได้เลย แล้วทำไมห้ามญิการ์ดื่ม” หญิงสาวปลีกตัวออกมาคุยกับเขาตามลำพังที่โต๊ะ ปล่อยให้เพื่อนๆ เต้นแร้งเต้นกากันไปตามประสา

“มันไม่เหมือนกัน ผู้หญิงเมามันไม่น่ามองหรอกนะญิการ์” ภมรเตือนหิรัญญิการ์ด้วยน้ำเสียงตำหนิ แต่หญิงสาวก็ยังแย้งขึ้นว่า

“ญิการ์ทราบค่ะว่ามันไม่เหมาะ แต่แค่เล็กๆ น้อยๆ จะเป็นไรไป สมัยนี้ใครๆ เขาก็ดื่ม แค่เบียร์เองนะคะ”

“เล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ได้ ทำไมเธอถึงได้เหลวไหลแบบนี้นะญิการ์ ตัวเท่านี้ริจะดื่มแอลกอฮอล์แล้วหรือ รับผิดชอบตัวเองได้แล้วเหรอญิการ์”

“ญิการ์โตพอที่จะรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว”

หิรัญญิการ์ยังเถียงเขาทั้งที่รู้ว่ามันไม่ควรเพราะเขาก็เตือนด้วยความหวังดี แต่เธอกลับรู้สึกว่าเขาชักจะเข้ามาก้าวก่ายกับชีวิตของเธอมากไปจึงต้องแย้งๆ เขาไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นเธอก็จะต้องถูกเขาบังคับอย่างนี้เรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาที่ยังอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกับเขา

“แล้วถ้าหากว่าเมาขึ้นมาจริงๆ แล้วมั่นใจได้ยังไงว่าจะรับผิดชอบตัวเองได้ มั่นใจได้ยังไงว่าพอตื่นขึ้นมาแล้วเธอจะยังเหมือนเดิมเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางผู้ชายนับสิบอย่างนี้”

“แต่นั่นคือเพื่อนของญิการ์ พวกเขาไม่มีวันจะทำอะไรสกปรกๆ กับญิการ์อย่างที่คุณคิดแน่”
หิรัญญิการ์ถึงกับฉุนเพราะเขาไม่เพียงแต่ดูถูกเพื่อนของเธอเท่านั้นแต่ยังดูถูกเธอด้วย เขาคิดว่าเธอจะเหลวไหลขนาดปล่อยให้ตัวเองเมามายจนไร้สติอย่างนั้นเชียวหรือ

“ฟังนะญิการ์ ผู้ชายน่ะพอเหล้าเข้าปากมันก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรถูกอะไรผิด เพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบเธอก็ไม่เหลืออะไรแล้ว”

ภมรกระชากร่างบางเข้ามาใกล้ ใบหน้าของเขาถมึงทึงจนดูน่ากลัวเมื่อบวกกับแววตาดุดันคู่นั้นที่หิรัญญิการ์เพิ่งจะยอมรับกับตัวเองว่าไม่ชอบเลยที่ต้องอยู่ใกล้เขาอย่างนี้ เพราะเขากำลังทำให้เธอรู้สึกประหม่าและหวาดกลัว

“แล้วอย่างเธอกับเพื่อนเธอที่เล่นถึงเนื้อถึงตัวกันอย่างนี้หรือจะรอด”

“กา ทำอะไรอยู่วะ ไม่มาเต้นด้วยกันล่ะ” หิรัญญิการ์ยังไม่ทันได้ต่อล้อต่อเถียงกับเขาก็ต้องรีบผละออกจากชายหนุ่มทันทีเมื่อได้ยินเสียงธิปกร้องเรียก

“ก็วันนี้ผู้ปกครองมาด้วย ก็ต้องดูแลนิดหนึ่งสิวะ” เสียงแซวของเพื่อนคนอื่นๆ ลอยตามมาติดๆ

“พวกนายเต้นไปเถอะ วันนี้เราเหนื่อยแล้ว อยากนั่งเฉยๆ” หิรัญญิการ์ปฏิเสธก่อนจะขยับไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับภมรด้วยใบหน้าสุดเซ็ง เพราะความสนุกของเธอมันหมดไปตั้งนานแล้ว อาจจะตั้งแต่ที่รู้ว่าภมรจะตามมาด้วยเลยก็ว่าได้

“ถ้าเหนื่อย งั้นเรากลับบ้านกันดีไหม” ภมรเอ่ยชวนเหมือนกับรอเวลาอยู่แล้ว แต่คำตอบที่ชายหนุ่มได้รับกลับมาจากเพื่อนๆ ของหิรัญญิการ์

“อย่าเพิ่งรีบกลับสิครับคุณภมร วันนี้พวกเราตกลงกันว่าจะดวลเหล้าหาคนจ่ายค่าอาหารมื้อนี้กันครับ”

“แล้วเกี่ยวอะไรกับผม หรือพวกคุณจะให้ญิการ์เล่นเกมอะไรนี้ด้วย” ภมรถามกลับเสียงขุ่น แววตาขวางๆ ของเขาไล่มองไปที่เพื่อนๆ ของหิรัญญิการ์จนครบทุกคน ทำให้พวกเขาต้องรีบปฏิเสธพัลวัน

“เปล่าครับเปล่า คือพวกเราหมายความว่า ถ้าคุณภมรไม่รังเกียจก็จะขอเชิญมาดวลกับพวกเราสักยกหนึ่งครับ”

“พวกนายเล่นอะไรบ้าๆ วันนี้กินร้านไอ้เทพก็ไอ้เทพนั่นแหละจ่าย จะมาดวลเหล้ากันให้เมาทำไมวะ เมาแล้วเขาห้ามขับนะโว้ย” หิรัญญิการ์โวยวายขึ้น เพราะเธอเองก็ไม่เคยเห็นด้วยหากว่าเพื่อนๆ จะดื่มกันจนเมามาย

“แล้วใครว่าพวกเราจะขับ พวกเราจะค้างที่ร้านไอ้เทพมัน” เพื่อนคนอื่นๆ แทรกขึ้นแล้วก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครง

“ตกลงนะครับคุณภมร” เทพซึ่งเป็นเจ้าของร้านผู้ไม่อยากรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอ่ยถามภมรเป็นเชิงรวบรัด

“คุณภมรดื่มไม่เป็นหรอก ขืนดวลก็แพ้คอทองแดงอย่างพวกนายสิ” หิรัญญิการ์ออกโรงปกป้องเพราะเท่าที่รู้มาเธอไม่เคยได้ยินว่าภมรเป็นคนดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าขืนหลวมตัวไปเล่นเกมกับเจ้าพวกนี้เขาก็คงแพ้อย่างราบคาบ

“ไม่เป็นไร ถึงดื่มไม่เป็นแต่ผมก็จะลองดูสักตั้ง”

ภมรทบทวนดูแล้วว่าการที่จะให้หิรัญญิการ์เลิกคบกับคนพวกนี้มันเป็นไปได้ยาก ดังนั้นถ้าหากเขาไม่อยากให้เธอมาสังสรรค์กับคนพวกนี้บ่อยๆ ตามลำพังโดยไม่คิดบอกเขา ชายหนุ่มก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนๆ ของหิรัญญิการ์ให้ได้ เพราะเขาคงจะต้องติดตามเธอมาด้วยทุกครั้งไป และเขาก็จะทำให้เธอรู้ว่าผลของการดื่มแอลกอฮอล์นั้นมันเป็นอย่างไร รับรองได้เลยว่าหิรัญญิการ์คงไม่คิดอยากมางานเลี้ยงกับเพื่อนๆ อีกเป็นแน่



ภมรดื่นไปเพียงไม่กี่แก้วเท่านั้นก็เมาหมดสภาพไปอย่างที่หิรัญญิการ์คาดการณ์เอาไว้จริงๆ มิหนำซ้ำยังอาละวาดเสียใหญ่โตจนเพื่อนๆ ของเธอต้องพากันปวดหัวไปตามๆ กัน

“เดี๋ยวเราว่าเราพาคุณภมรกลับก่อนดีกว่านะ ส่วนเรื่องค่าอาหารวันนี้เทพออกไปก่อนแล้วกัน” หิรัญญิการ์เห็นว่างานใกล้ล่มแล้วจึงขอพาภมรกลับไปก่อน

“อ้าว ได้ไงวะ เราชนะยังต้องจ่ายอีกเหรอ หมดเยอะนะเนี่ย” เทพบ่นพึม หิรัญญิการ์จึงต่อว่าเพื่อนอย่างไม่เกรงใจ

“ไอ้งก!”

“มาๆ เดี๋ยวเราช่วยพาคุณภมรไปที่รถ” ธิปกเข้ามาช่วยพยุงภมรไปส่งที่รถ โดยมีเพื่อนคนอื่นเดินตามมาส่งอีกสองคน

“ให้เราขับรถให้ไหมกา” เพื่อนคนหนึ่งอาสาขึ้น

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเราขับเองได้ พวกนายกินกันต่อเถอะ งั้นเราไปก่อนนะ” หิรัญญิการ์โบกมือให้เพื่อน ก่อนจะเดินอ้อมไปขึ้นด้านคนขับ ก่อนจะออกรถยังหันมาคาดเข็มขัดนิรภัยให้คนที่ตอนนี้เงียบไปแล้ว

“อะไรของเขาวะ เมื่อกี้ยังอาละวาดอยู่เลย เฮ้อ...ไม่น่ามาเลยเรา”
หิรัญญิการ์บ่นพึมพำก่อนจะหันไปสนใจกับท้องถนนเบื้องหน้า จึงไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ปรากฏอยู่ที่มุมปากของคนที่เธอคิดว่าสิ้นฤทธิ์ไปแล้วเพียงเพราะเหล้าไม่กี่แก้ว

หิรัญญิการ์ใช้เวลาขับรถไม่นานก็มาถึงหน้าคฤหาสน์นฤกรินทร์เพราะนี่เป็นเวลาดึกมากแล้วถนนจึงค่อนข้างจะโล่ง บอดีการ์ดสองคนของเขารีบออกมาต้อนรับเมื่อรถจอดสนิท เตชัสแสดงสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเปิดประตูด้านคนขับแล้วเห็นว่าเป็นหิรัญญิการ์ไม่ใช่เจ้านายของตน แต่รักษิตนั้นถึงกับอุทานออกมาด้วยความแปลกใจเมื่อเปิดประตูด้านข้างคนขับแล้วพบเจ้านายนอนสลบไสลอยู่

“เจ้านายพวกคุณเมาน่ะ ช่วยพยุงเขาเข้าไปในบ้านหน่อยสิคะ” หิรัญญิการ์บอกขึ้นเมื่อเห็นบอดีการ์ดของภมรยังยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“คุณเรศหลับแล้วหรือคะ?” หญิงสาวเอ่ยถามถึงอัมเรศขณะที่สองหนุ่มเข้าไปหิ้วปีกเจ้านายของพวกเขาคนละข้าง

“เธอออกไปข้างนอกครับ” เตชัสเป็นคนตอบ หิรัญญิการ์จึงถามต่อ

“แล้วพวกคุณเช็ดตัวเป็นกันหรือเปล่าคะ?”

“เอ่อ...”

สองหนุ่มมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะก้มลงมองเจ้านายตน พวกเขารับรู้ได้ตั้งแต่ตอนที่ช่วยกันพาภมรออกจากรถแล้วว่าเขายังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนบริบูรณ์ หาใช่เมามายอย่างที่หิรัญญิการ์เข้าใจไม่ จึงไม่แน่ใจว่าควรจะตอบหญิงสาวที่เดินนำเข้าบ้านว่าอย่างไร

ภมรลืมตาขึ้นในทันที ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ ซึ่งสองบอดีการ์ดของเขาก็เข้าใจในทันทีจึงตอบหญิงสาวออกไปเกือบจะพร้อมเพรียงกัน

“ไม่เป็นครับ”

“อืม...ถ้างั้นจะเรียกใช้พวกเด็กรับใช้ได้หรือเปล่า แต่เท่าที่เห็นยังอายุน้อยๆ กันอยู่เลยนะ มีหวังได้ใจแตกกันพอดี แล้วไม่มีคนงานหญิงที่อายุมากๆ สักคนเลยเหรอ หรือใครก็ได้ที่พอจะช่วยเช็ดตัวแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าให้นายของพวกคุณได้น่ะ” หิรัญญิการ์บ่นพึมพำกับตัวเองในตอนแรก ก่อนจะหันกลับมาถามสองหนุ่มอีกครั้ง

“คนงานหญิงที่อายุมากหน่อยก็มีคุณแม่บ้านครับ แต่แกก็อายุมากแล้วป่านนี้คงจะเข้านอนไปแล้วละครับ ส่วนคนอื่นๆ ที่พอจะทำอย่างที่คุณหิรัญญิการ์ว่าได้นั้น เห็นทีจะไม่มีครับผม” รักษิตบอกออกไปอย่างโดนใจผู้เป็นนายอย่างที่สุด

“ไม่เป็นไร งั้นก็ปล่อยให้เจ้านายพวกคุณนอนทั้งอย่างนี้แหละ อยากเมาเองนี่นา”

“ผมคิดว่าคงไม่ดีแน่ ถ้าหากพรุ่งนี้เช้าเจ้านายตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองยังนอนอยู่ทั้งชุดเดิมพร้อมกับกลิ่นเหล้าหึ่งแบบนี้ เจ้านายคงอาละวาดพวกผมแน่ๆ เลยครับ” เตชัสบอกขึ้นอย่างเป็นกังวล ทำให้หิรัญญิการ์ต้องนิ่งคิดเมื่อเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าบันได

“จริงเหรอคะ แล้วอย่างนี้เราจะทำยังไงกันดี”

“ผมว่าไม่ใช่เราครับ แต่ควรจะเป็นคุณหิรัญญิการ์มากกว่า” รักษิตเล่นตรงจุดทำเอาผู้เป็นนายต้องหลุดเสียงคำรามออกมา

“นั่นไงๆ จะอาละวาดอีกแล้ว พวกคุณรีบพาขึ้นไปบนห้องเร็วๆ เถอะค่ะ ส่วนเรื่องนั้นเดี๋ยว...เอาเป็นว่าขอฉันคิดดูอีกทีก็แล้วกันค่ะ” หิรัญญิการ์ยังไม่ตอบรับในทันทีแต่เร่งให้สองหนุ่มรีบพาภมรขึ้นไปบนห้อง

“พวกผมขอตัวก่อนนะครับ”

เมื่อพาเจ้านายขึ้นไปบนห้องนอนเรียบร้อยเตชัสกับรักษิตก็ปลีกตัวออกไปทันทีอย่างรู้หน้าที่ ทิ้งให้หิรัญญิการ์ละล้าละลังเพราะไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับคนตัวโตที่นอนหมดสตินี้ดี

“อะไรกันนะ ทำไมต้องมาโยนภาระให้เราด้วย”

หญิงสาวบ่นออกมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก โดยที่ไม่รู้เลยว่าภาระของเธอกำลังนอนยิ้มเพื่อรอดูอยู่ด้วยใจจดจ่อว่าหญิงสาวจะจัดการอย่างไรต่อไป

..............................................

ทักทายจากตอนที่แล้วค่ะ

คุณteawขา ขอบคุณที่แวะมาเจิมเป็นคนแรกค่ะ

คุณน้ำค้างขา เคยลงที่เว็บห้องสมุดค่ะ

คุณwaneขา ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

คุณพี่panonขา ขอบคุณที่แวะมาส่งกำลังใจนะคะ

คุณหมูอ้วนขา ดีใจจังเจอกันอีกแล้วค่า อิอิ

คุณป้าภาขา ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

คุณinnamขา ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ เอาตะกร้าใบใญ่มาเตรียมหอบกลับแล้ว

คุณmhengihyขา มาไม่มาอยู่ข้างบนเลยค่ะ^^

คุณZephyrขา ฮ่าๆ จะวัว หญ้าอ่อน หรือเลี้ยงต้อย เลือกได้ตามสะดวกเลยค่ะ

คุณlovemuayขา จุ๊ๆๆ ^^

คุณSetiaขา ต้องติดตามตอนต่อไปค่ะ

คุณMalassisขา ขอบคุณที่รอค่ะ

คุณลูกกวาดสีส้มขา ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

คุณของขวัญขา ฮั่นแน่!!! รู้ใจคุณภมรอีกแล้ววว

คุณ117ขา ขอบคุณที่ชอบนะคะ

คุณkaeroขา ยังค่า ยังอยู่ค่ะ อิอิ



ญาณนันต์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 24 มิ.ย. 2555, 14:02:44 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 24 มิ.ย. 2555, 14:02:44 น.

จำนวนการเข้าชม : 3290





<< บทที่ 1 บัณฑิตใหม่   บทที่ 4 จูบแรก >>
mhengjhy 24 มิ.ย. 2555, 14:41:21 น.
เจ้าเล่ห์นะคะ คุณลุงภมร 55555


Papa 24 มิ.ย. 2555, 19:12:31 น.
สนุกคะ เป็นกำลังใจให้ไรเตอร์นะคะ


anOO 24 มิ.ย. 2555, 19:41:35 น.
ญิการ์ตามไม่ทันซะแล้ว


getup 24 มิ.ย. 2555, 20:06:18 น.
สนุกค่ะ รออ่านตอนต่อไปอยู่นะคะขอบคุณค่ะ


lovemuay 24 มิ.ย. 2555, 20:26:22 น.
แอบหลอกหมั้นสาวไม่พอ ยังจะมาเมาดิบอีก อิอิ


ของขวัญ 24 มิ.ย. 2555, 22:31:52 น.
ฮั่นแน่ คุณภมร ร้ายจริงๆ


Pat 25 มิ.ย. 2555, 00:00:40 น.
ทั้งข่มขู่บังคับ หลอกล่อ ขี้หวง แถมยังเจ้าเล่ห์อีกนะนี่ คุณญาติผู้ใหญ้. 5555555


คิมหันตุ์ 25 มิ.ย. 2555, 02:16:58 น.
ลุงเมาๆๆ


หมูอ้วน 25 มิ.ย. 2555, 06:57:38 น.
เมาดิบ หุหุ


sai 25 มิ.ย. 2555, 09:30:29 น.
ตาลุงเอยยยย หาทางผูกมัดญิการ์อ่ะดิ 555


ปอยอะนะ 25 มิ.ย. 2555, 09:33:34 น.
คนแก่หลอกเด็ก 555


kaero 25 มิ.ย. 2555, 11:25:20 น.
เจ้าเล่ห์ชะมัด


panon 25 มิ.ย. 2555, 14:44:33 น.
ตกลงญาติผู้ใหญ่จะจัดการเด็กในปกครองแบบไหนจ้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


มะดัน 25 มิ.ย. 2555, 17:33:39 น.


117 25 มิ.ย. 2555, 20:41:27 น.
ไลค์เหมือนเดิม...


น้ำค้าง 25 มิ.ย. 2555, 22:04:58 น.
ที่บอกแก่เนี่ย อยากรู้จังคนเขียนให้พระเอกอายุท่าไหรอะ่


teaw 25 มิ.ย. 2555, 23:42:23 น.
มารยาเยอะจริง


wane 26 มิ.ย. 2555, 01:02:36 น.
เผด็จการและเจ้าเล่ห์ที่สุดเลยคุณญาติผู้ใหญ่ของนู๋ญิการ์คนนี้


อริสา 26 มิ.ย. 2555, 10:30:39 น.
เผด็จการสุดๆผู้ปกครองคนนี้


เพียงพลอย 28 มิ.ย. 2555, 00:57:36 น.
แง่ม คุณภมรบังคับหลายอย่างจริงแฮะ ตกลงหนูนางเอกจะได้เป็นตัวของตัวเองไหมเนี่ย


innam 29 มิ.ย. 2555, 15:59:02 น.
เพราะรักจึงยอม


Zephyr 29 มิ.ย. 2555, 19:00:28 น.
ถ้าเค้าเป็นญการ์ เค้าก็เซ็งอ่ะลุง
หมดสนุกตั้งกะรู้ว่าลุงจะไปด้วยแล้ว
ญิการ์ ปล่อยให้นอนอย่างนั้นแหละ ช่างลุงเถอะ
ฮ่าๆๆๆๆ รอดูตอนเอาคืน หึหึ เค้าเจ้าคิดเต้าแค้นนะ จะโน้มน้าวให้นางเอกเป็นด้วย ฮี่ๆๆ


อนัตตา 21 ส.ค. 2555, 23:35:23 น.
ดอกไม้กับแมลง..เข้ากันได้ดี (หัวเราะ)


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account