มายารักเคียงดาว
...คุณเคยได้ยินไหม
ที่มีคนบอกว่า...ผู้หญิงมาจากดาวอังคาร
ส่วนผู้ชายมาจากศุกร์
แล้วจึงมาพบกันบนโลกใบนี้...

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: 4. หายกัน


หายกัน



“เอริคยิ้มให้พี่ด้วย!” พี่ส้มพูดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น ขณะหันมองบรรดาพวกเราที่ยังคงอึ้งอยู่ไม่แพ้กัน

“เขาไม่ได้ยิ้มให้พี่ซักหน่อย ยิ้มให้ฟ้าต่างหาก” ทอฟ้ารีบขัดขึ้นมา

“น้อยๆ หน่อยพวกเธอน่ะ ไม่เห็นเหรอว่าเขาหันกลับไปโน่นแล้ว เบื่อจริงๆ ไอ้พวกชอบคิดเข้าข้างตัวเอง” ทับทิมส่ายหน้าอย่างอิดหนาระอาใจ

นั่นสินะ....เขาก็เพียงแค่ยิ้มๆ พร้อมหันไปสนใจกับบทสนนาระหว่างหนุ่มสาวหน้าตาดีสองคนที่ดูเหมือนกำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน และไม่หันกลับมาทางฉันอีกเลย นั่นทำให้ฉันชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าเขาจะจำฉันได้จริงๆ ไหม หรือแค่บังเอิญสบตากันแล้วเขาก็ยิ้มให้ตามมารยาทเท่านั้น

“อย่างน้อยเขาก็ส่งยิ้มให้ล่ะน่า” พี่ส้มไม่ยอมแพ้ ก่อนจะหันมาสนใจอาหารที่นำมาเสิร์ฟซึ่งตอนนี้มันส่งกลิ่นหอมยวนใจมาก

“ลงมือกันดีกว่าค่ะพวกเรา อย่าเพิ่งไปใส่ใจเรื่องอื่นเลย” ฉันรีบพูดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพี่ส้ม ...อันที่จริงของตัวเองต่างหาก พร้อมลงมือจัดการพาสต้ากุ้งซอสอัลเฟรโดเสียจนเกลี้ยง ไม่อยากจะไปใส่ใจผู้ชายเย็นชาคนนั้นอีก สงสัยว่าเขาคงจะเป็นอย่างที่พี่ส้มพูดเอาไว้แน่ๆ ผู้ชายเย็นชาที่ไม่เคยแคร์ความรู้สึกใคร!

“ฟ้าชอบไอ้นี่จัง” ทอฟ้าที่ถูกดึงความสนใจมาได้ยิ้มจนตาหยีเมื่อตักได้ลองชิมเฟสตูชินี่วอลนัทครีมที่เธอหมายตาเอาไว้ตั้งแต่แรก อันที่จริงรสชาติก็ถือว่าอร่อยเลยทีเดียวจากตอนแรกที่กลัวจะเลี่ยน กลับกลายเป็นว่าอร่อยจนหยุดไม่อยู่ เส้นพาสต้าที่นี่ทำได้เหนียวๆ นุ่มๆ ถูกใจนัก แถมไอ้เมนูนี้ยังหอมถั่วบดที่คลุกเคล้าอยู่ด้วย ถือว่าไม่เสียแรงที่พี่ส้มโฆษณาเอาไว้เสียดิบดี

“อันนี้ของทิมก็อร่อยนะ” สาวผมสั้นพูดพร้อมกับยื่นจานของตัวเองไปให้ทอฟ้าได้ตักชิม เมนูที่ทับทิมสั่งก็คือรีซอตโต้เห็ดป่า คล้ายๆ กับข้าวผัดของไทย แต่ต่างกันด้วยวิธีทำและส่วนประกอบ มันจะให้ความหอมของเห็ดย่าง และเครื่องเคียงอื่นๆ จน ส่วนรสชาติก็กลมกล่อมตามแบบฉบับของอิตาเลี่ยนแท้ๆ

“แล้วของพี่ส้มเป็นอะไรน่ะ” ทับทิมที่ยังคงตักของคนนู้นคนนี้ชิมไม่หยุด เอ่ยถามอาหารหน้าตาประหลาดของพี่สาวด้วยความแปลกใจ

“ลาซานญ่าย่ะ ไม่เคยดูการ์ฟิลด์รึไง”

“พี่กินอาหารแมวเหรอ?”

“บ้า! ของคนย่ะ ของแมวที่ไหน อร่อยนะจะบอกให้” พูดพลางยื่นจานไปให้ทับทิมได้ลองลิ้มชิมรส และดูเหมือนว่าสาวผมสั้นจะถูกใจอย่างมาก เพราะแค่ได้ลองตักเข้าปากเจ้าตัวก็ถึงกับพยักหน้าออกมา

“ที่จริงทิมน่าจะสั่งอันนี้นะเนี่ย” พูดออกมาทั้งๆ ที่ยังมีลาซานญ่าเต็มปาก จนฉันอดหัวเราะตามไม่ได้

“เคี้ยวเสร็จแล้ว ค่อยพูดก็ได้ เป็นผู้หญิงภาษาอะไรยะ ไม่รักษาภาพพจน์เลย แล้วดูเอริค...ขนาดเขาเป็นผู้ชาย กินข้าวก็ยังดูดีมีชาติตระกูลเลยกว่าเธอเลยยัยทับทิม” พี่ส้มพูดพลางเหลือบไปมองดาราหนุ่มที่ยังนั่งคุยกับชายหญิงแปลกหน้าอยู่ทุกขณะจิต

“ก็แหม...เอริคของพี่มันดารานี่ ส่วนทิมมันก็แค่ลูกจ้างในร้านเสื้อ จะเอามาวัดกันได้ยังไง” ทับทิมพูดแล้วก็ตักรีซอตโต้เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ต่ออย่างไม่ใส่

“เฮ้อ...เธอนี่นะ” พี่ส้มส่ายหัวอย่างอ่อนใจ ก่อนจะหันกลับมาจัดการกับลาซานญ่าของโปรดที่ทานไปแกล้มของหวานอย่างเอริคไปด้วยท่ามกลางความสุขล้นอก

ฉันแอบเหลือบมองเอริคเป็นระยะโดยไม่ให้เขารู้ตัว วันนี้เขาดูแปลกตาไปมากกับรอยยิ้มเปิดเผยที่ไม่ค่อยได้เห็นที่ไหน ฉันอยากจะเดินเข้าไปถามเขาตรงๆ ว่าเขามีอะไรไม่พอใจฉันรึเปล่า ถึงทำเหมือนกับคนไม่รู้จักกัน แน่ล่ะ เพราะฉันรู้ว่าเขาจำฉันได้ แต่อีกเสียงหนึ่งก็ค้านขึ้นมาเสียงดังฟังชัดว่า ฉันมันบ้าไปแล้ว บางทีเขาอาจจะจำฉันอย่างที่ฉันจำเขาไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ดาราดังอย่างเขาจะสามารถจำฉันได้เพียงแค่ในวันเดียว

“ไอร์เป็นอะไรน่ะ” ทับทิมเอื้อมมือมาสะกิดแขนฉัน จนฉันสะดุ้งเล็กน้อย นี่ฉันคงจมอยู่กับความคิดของตัวเองนานเกินไปจนไม่ได้สนใจบรรดาเพื่อนสาวของฉันแม้แต่น้อย

“ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวไอร์ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” พูดจบฉันก็ลุกพรวด ไม่สนใจแม้จะหันไปมองโต๊ะของผู้ชายสองบุคลิกให้เปลืองสายตา เอ๊ะ...แล้วนี่ฉันจะไปโมโหเขาเรื่องอะไร ไม่เข้าใจตัวเองอีกแล้ว

ฉันอ้อยอิ่งอยู่ในห้องน้ำพักใหญ่ อันที่จริงฉันไม่ได้มีธุระอะไรกับมันสักนิด แต่ฉันไม่อยากให้พวกพี่ส้มเห็นความสับสนในแววตาของฉัน คุณไม่รู้หรอกว่าพวกนั้นมีความสามารถพิเศษอะไร พวกเขาสามารถนำเรื่องน้อยนิดที่พอได้ข่าวมาแล้วไปปะติดปะต่อกันได้อย่างเหลือเชื่อ ซึ่งฉันเชื่อแน่ๆ ว่าตอนนี้พวกเขากำลังสงสัยกับท่าทางพิลึกพิลั่นของฉันอยู่ ถ้าเช่นนั้นฉันก็ตัดสินใจถูกแล้วที่ไม่เล่าเรื่องของฉันกับเอริคให้ใครฟัง เพราะมันจะเป็นผลดีต่อตัวฉันเอง

ฉันมองใบหน้าตัวเองผ่านกระจกเงา มันมีสีสันขึ้นมาบ้างหลังออกมาจากโรงพยาบาล ฉันเป็นประเภทไม่ค่อยชอบแต่งหน้า ดังนั้นการที่ฉันจะต้องมานั่งเสียเงินเพื่อหาซื้อเครื่องสำอางค์ที่โชว์หลาอยู่ตามหน้านิตยสารจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ พอๆ กับพระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตกเลยทีเดียว

ฉันมีโครงหน้าเล็กๆ ซึ่งได้มาจากแม่ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำมาจากพ่อ คิ้วเรียวกับจมูกโด่งเชิดรั้นก็มาจากพ่อ ส่วนปากบางสีชมพูระเรื่อฉันว่ามันต้องเป็นการผสมผสานกันระหว่างพ่อแม่โดยแท้ ฉันชอบใบหน้าที่ไม่แต่งแต้มของฉันนอกจากแป้งฝุ่นบางกับลิปกลอสสักแท่ง อันที่จริงฉันรักมันเลยล่ะ เพราะมันเหมือนกับฉันเห็นพ่อกับแม่อยู่กับฉันตลอดเวลา ฉันไว้ผมยาวสีน้ำตาลเข้มยาวถึงกลางหลังแล้วดัดเป็นลอนใหญ่ๆให้เหมือนแม่สมัยที่แม่ยังสาวๆ ฉันคิดว่ามันเหมาะกับฉันมาก ก็เพราะว่าเราสองแม่ลูกเหมือนกันจริงๆ

ใช้เวลาไม่นานกับการย้อนอดีตของฉัน เมื่อสมองฉันปลอดโปร่งจากผู้ชายที่ชื่อว่าเอริค อารมณ์ของฉันก็เริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง หวังว่าพี่ส้มคงไม่มาทำลายความคิดฉันกระเจิงเข้าอีกล่ะ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นฉันคงจะเก็บอารมณ์ไม่ได้ เดินเข้าไปถามเอริคให้มันรู้กันซึ่งๆหน้าไปเลย

...นั่นไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่... ฉันส่ายหัวไปมากับกระจกเบาๆ


ฉันเดินกลับมาที่โต๊ะหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นเขานั่งอยู่ที่เดิม แต่เปล่าเลยโต๊ะตัวนั้นว่างเปล่า ฉันรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ใจไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นอาการของอะไร แต่รู้อยู่อย่างเดียวว่ามันเกี่ยวกับผู้ชายชื่อเอริค กวินทรา โรเซ็นเบิร์ค อย่างแน่นอน

“อ้าวเช็คบิลแล้วเหรอคะ” ฉันหันไปถามที่ส้มที่นั่งทำหน้าซังกะตายขณะเอนหลังพิงกับพนักพิง

“ก็อาหารตาไม่อยู่แล้ว ไอร์ว่าพี่ส้มเขาจะอยากอยู่เหรอ” ทอฟ้าพยักเพยิดไปทางโต๊ะที่เคยเป็นของเอริค เพียงแค่นี้ฉันก็เข้าใจแจ๋มแจ้งแดงแจ๋

“แต่แค่นี้พี่ก็ได้กำไรเยอะแล้วล่ะ โชคดีสุดๆ ที่ได้นั่งกินข้าวร้านเดียวกับเอริค” พี่ส้มพูดยิ้มๆ ขณะเอื้อมมือไปเซ็นบิลค่าอาหารพร้อมรับบัตรเครดิตคืน

“โถ...เอริคผู้น่าสงสาร นี่ถ้าการแทะโลมทางสายตาวัดออกมาเป็นปริมาณได้ ทิมว่าเอริคคงเหลือแต่สะบ้าหัวเขาแน่ รับรอง”

“เกินไปละ ยัยทับทิม” พี่ส้มค้อนขวับด้วยความหมั่นไส้ ไม่รู้ว่าเป็นยังไง แต่ฉันรักทับทิมจริงๆ เถอะให้ตาย มันทำให้ฉันอารมณ์ดีขึ้นมาทันตาเห็นเชียว


เราแยกจากกันที่หน้าร้านเพราะต่างคนต่างมา ถ้าจะพูดให้ถูกคือฉันมาคนเดียว ส่วนพวกนั้นมาด้วยกัน ฉันกลับไปยังรถประจำตัวของฉันที่ได้มาจากหยาดเหงื่อแรงกายของฉันจริงๆ

ขณะที่ฉันเดินกลับไปยังรถที่จอดเอาไว้ในซอยเปลี่ยวๆ ถัดไปอีกซอยหนึ่ง ฉันก็รู้สึกว่าฉันกำลังถูกคนสะกดรอยตาม ฉันนึกเสียใจขึ้นมาทันทีที่ปฏิเสธความหวังดีของพี่ส้มที่จะมาส่งฉันให้ถึงที่จอดรถ ฉันกระชับกระเป๋าสะพายใบใหญ่ของฉันเอามากอดไว้ด้านหน้า พยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นนิดหน่อย แต่ฉันไม่หันหลังกลับไปมองหรอกนะ เพราะกลัวว่าพวกมันจะรู้ตัว

วันนี้ฉันใส่กางเกงยีนตัวโปรดกับรองเท้าส้นเตี้ยๆ หวังว่าถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ ฉันคงจะเตะผ่าหมากมันได้ ทางข้างหน้าไม่มีรถราผ่านมาเลยสักคัน มันเป็นทางเล็กๆ ที่ทอดยาวไปเรื่อยๆ มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟข้างทางที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ แต่มันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาแต่อย่างใด

ฉันพยายามควานหาสิ่งของในกระเป๋าที่พอใช้เป็นอาวุธได้ ลิปสติก...คงใช้ไม่ได้ กระเป๋าเงิน...นี่จะเป็นสิ่งแรกที่ทำให้ฉันตาย ปากกา...อ้า ใช่เลย บางทีฉันอาจจะเปลี่ยนมันเป็นอาวุธเมื่อถึงเวลานั้นก็ได้ ฉันถือปากกาไว้ในมือแน่นจนรู้สึกชาไปหมด

เสียงฝีเท้าที่เดินตามมานั่นก็ยังคงก้องต่อไป ฉันจะออกวิ่งเลยดีไหม เพราะฉันเห็นรถสีขาวของฉันที่จอดอยู่ไกลๆ แล้ว หรือจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป เพราะมันไม่รู้หรอกว่าคันไหนรถของฉัน แต่ที่สุดแล้วฉันก็ยังคงเดินด้วยความเร็วในระดับเดิม ฉันไม่อยากจะเสี่ยงกับเหตุการณ์เลวร้ายข้างหน้า ปล่อยให้มันชะล่าใจไปอย่างนี้เรื่อยๆ จะดีกว่า

แต่แล้วฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้ามันเร็วขึ้น นั่นทำฉันใจหายวาบ แน่ใจในทันทีว่ามันต้องไม่รั้งรออีกต่อไป ฉันเริ่มเดินให้เร็วขึ้น เกือบๆ จะวิ่งอยู่แล้ว พร้อมกับเตรียมตะเบ็งเสียงกรี๊ดทันทีที่หนีไม่ทัน

เสียงฝีเท้าของมันกระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ ถึงตอนนี้ฉันก็ไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว ออกวิ่งให้เร็วที่สุดตามแรงที่มีอยู่ มือซ้ายฉันถือปากกาไว้แน่น มือขวาก็ถือกุญแจรถพร้อมเปิดได้ทุกเมื่อ อีกแค่นิดเดียวเท่านั้นฉันก็จะถึงรถของฉันอยู่แล้ว ฉันคิดอย่างดีใจ แต่ความดีใจของฉันก็มีระยะเวลาเพียงสั้นๆ ก่อนที่จะถูกกระชากโดยมือใหญ่ของไอ้โจรที่วิ่งตามหลังฉันตอนนี้

“กรี๊ด!! ปล่ะ...” แล้วปากฉันก็ถูกมือหนาๆ นั่นปิดเอาไว้จนไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้ ฉันพยายามดิ้นสุดแรงเกิดแต่ตัวของมันใหญ่ล่ำเลยทีเดียว ตอนนี้ฉันกลัวจนน้ำตาลมันพาลจะไหลออกมา

“เฮ้อ ทำไมต้องทำเรื่องง่ายๆ ให้เป็นเรื่องยากๆ ด้วยนะ” มันพูดออกมาอย่างอ่อนใจ แต่เสียงนี่มันคุ้นหูฉันชะมัดเลยให้ตายเถอะ

“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะครับ คุณไอรีณ ตระการพินิจ” แล้วตัวฉันก็ต้องนิ่งงันราวกับถูกช๊อตจากเครื่องช๊อตไฟฟ้า ไม่นะ! มันไม่เป็นความจริงใช่ไหม!

เขาปล่อยมือจากฉันที่แข็งเป็นรูปปั้นสมัยยุคเรเนอซองค์ แต่ทว่าฉันยังอ้าปากค้างดูน่าเกลียดอยู่อย่างนั้นไปหลายนาที กว่าที่จะลำดับความคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แสดงว่าไอ้ผู้ร้ายที่ฉันกลัวหัวหดที่ก็คือหนุ่มหล่อคนนี้ใช่รึเปล่า ถ้าบอกว่ามนุษย์ต่างดาวแต่งงานกับคนยังจะดูน่าเชื่อกว่านี้เยอะเลย

“คะ คุณมาได้ยังไงกัน” โอ้ย น้ำเสียงฉันมันฟังดูงี่เง่าชะมัด เกลียดตัวเองจริงๆ เลย
“ผมไม่มีรถกลับ คุณไปส่งผมหน่อยได้ไหม” เขาใช้รอยยิ้มทรมานใจกับฉันอีกแล้ว
“แล้วทำไมไม่พูดออกมาซะทีแรก ปล่อยให้ฉันนึกว่าโจรอยู่ได้ตั้งนาน!” ให้ตายเถอะ...แค่จะขอติดรถกลับ แต่ทำยังกะแสดงหนังอยู่ยังไงยังงั้น

“ก็คุณกลัวไปเองนี่ ผมพยายามจะเดินมาบอกแล้วคุณก็วิ่งหนี” เอริคพูดพลางส่งยิ้มมาให้

“ไม่ใช่เรื่องของฉัน นึกว่าเราจะไม่รู้จักกันซะอีก” ถ้าพูดกันตามภาษาวัยรุ่น ฉันว่าฉันกำลัง เหวี่ยง ใส่เขาแน่ๆ

“อันที่จริง ผมว่าเรารู้จักกัน”

“เหรอ” ฉันทำเสียงสูง “โอ๊ะ ขอโทษนะคะฉันคงลืมมันไปแล้ว”

“ให้ผมเดานะ คุณกำลังโกรธที่ผมทำเป็นไม่เห็นคุณที่ร้านอาหารใช่ไหม” เขารู้ความคิดฉันราวกับไปนั่งอยู่ในนั้น ฉันกะพริบตาปริบๆ มองใบหน้าเรียบเฉยของเขา นี่ฉันเป็นคนอ่านง่าย หรือว่าเขาเดาใจเก่งกันแน่

“แล้วไง คุณเห็นฉันแต่คุณไม่พยายามที่จะทำเป็นเหมือนว่าเรารู้จักกัน แล้วจะให้ฉันเดินเข้าไปทักทายคุณก่อนแล้วบอกว่า เฮ้...จำได้ไหมฉันไอรีนไง ที่เป็นลูกหนี้ของคุณ ขอบคุณนะที่สร้างหนี้ก้อนใหญ่ให้ฉัน แล้วก็เดินกลับมาที่โต๊ะเหรอ เหอะ สาบานได้ว่าเกิดอีกสักกี่ชาติฉันก็ไม่ทำหรอก” มุมปากหยักเขากระตุกขึ้นมาเล็กน้อย

“คุณเป็นคนที่พูดจาเสียดสีได้ดีเท่ากับพวกญาติๆ ผมเลยทีเดียว” ฉันยักไหล่ยอมรับ

“ผมไม่อยากให้คุณตกเป็นเป้าสายตาของใคร” สีหน้าเขาดูจริงจังกับเรื่องนี้มาก
“เรื่องนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ แต่ที่แน่ๆ คือคุณตามฉันมาทำไมกัน”

“ผมถูกทิ้ง” สั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ แต่ทว่าฉันไม่เชื่อ เอริคหรี่ตามองฉันอย่างชั่งใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “คุณเห็นคนที่มากับผมเมื่อสักครู่นี้รึเปล่า” ฉันพยักหน้ารับ ไม่อยากจะมองหน้าเขาเท่าไหร่ เพราะเวลาสบตากับดวงตาสีสวยของเขาเมื่อใดเป็นได้ใจอ่อนทุกที

“พวกเขาอยากไปต่อกัน แต่ผมไม่ ผมอยากพักผ่อน เราก็เลยแยกทางกันหน้าร้าน แต่บังเอิญว่าผู้จัดการของผมติดธุระด่วนมาไม่ได้ ผมเลยถูกลอยแพอยู่แถวๆ นั้น”

“แท็กซี่ล่ะ คุณไม่เคยนั่งรึไง” ฉันชักเริ่มสงสารปนหมั่นไส้ขึ้นมาตงิดๆ

“ผมไม่ไว้ใจแท็กซี่”

“แต่คุณไว้ใจฉัน” ฉันตาโต ไม่อยากเชื่อจริงๆ ให้ตาย “คุณรู้ไหมว่าบางทีฉันอาจจะเป็นอันตรายยิ่งกว่าแท็กซี่ที่คุณกลัว เพราะฉันอาจจะรู้จักกับปาปารัซซี่แล้วเอาข่าวคุณไปขาย เสร็จแล้วฉันก็ได้เงินมานอนกอด ส่วนคุณก็ถูกสื่อรุมขุดคุ้ย”

“ผมรู้ว่าคุณจะไม่ทำ” เขาไหวไหล่ด้วยท่าทีสบายๆ

“แหม...เคยได้ยินได้ยินไหมที่ว่าชีวิตไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ บางทีฉันอาจจะเข้าข่ายกรณีนั้นก็ได้นะคะคุณเอริค” ฉันพูดยิ้มๆ แต่แทนที่เขาจะโกรธกลับแย้มยิ้ม
ออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ หัวใจฉันกระตุกวูบทีเดียวที่ได้เห็นรอยยิ้มที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน

“แต่คุณก็ไม่ทำ เพราะถ้าคุณทำผมคงมีข่าวตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลไปแล้ว” คราวนี้เป็นฝ่ายฉันที่หุบยิ้ม

“ผมล้อเล่นน่ะ เอาล่ะเราไปกันได้รึยังครับ คุณไอรีณ ตระการพินิจ” แล้วเขาก็เดินอ้อมไปอีกฟากหนึ่งของรถ ปล่อยฉันให้ยืนลำดับความคิดอยู่อย่างนั้น

“อะไร ฉันยังไม่ได้บอกเลยนะว่าจะให้คุณไปด้วย” ฉันอุทานลั่น ก็ยังไม่ได้ตกลงกันเลยแม้แต่คำเดียว!

“คุณไม่ใจร้ายหรอกครับ ผมรู้” เขายิ้มอย่างสุภาพก่อนจะยกแขนขึ้นวางพาดบนตัวรถเอาไว้ ฉันมองได้ครู่เดียวก็ต้องรีบหันไปมองทางอื่น เขาหล่อเกินไป หุ่นดีเกินไป สุภาพเกินไป มันจะทำให้ภูมิคุ้มกันหัวใจของฉันไม่ทำงานได้น่ะสิ!

“รึว่าคุณกลัวผมจะทำมิดีมิร้าย” ฉันค้อนเขาหนึ่งที ก่อนจะกลับมาสู่ความเป็นจริงที่มีหนุ่มหล่อเลิศมายืนคอยฉันอีกครั้ง เอาล่ะ...ฉันไม่ได้ฝันไป และนี่คือชีวิตจริง

“คุณดูดีขึ้นนะ หลังออกมาจากโรงพยาบาล” เอริคยิ้มขำ พูดขึ้นมาพร้อมกับมองหน้าฉันที่กำลังใช้สมาธิอย่างมากในการขับรถ

“ขอให้ครั้งนั้นเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่คุณจะได้เห็นฉันในสภาพสุดสยองอย่างนั้น” ฉันอดหมั่นไส้ไม่ได้

เอริคไม่ตอบ เพียงแค่อมยิ้ม ก่อนจะปล่อยให้ความเงียบเข้ามาเติมเต็มช่องว่างจนรู้สึกอึดอัด และแน่นอนที่สุดว่าคนที่ทนไม่ได้ก่อนก็คือฉัน

“คุณจะไม่ถามผมหน่อยเหรอว่าทำไมถึงหายตัวไปหลังจากที่สัญญาว่าจะกลับมาหาคุณตอนที่อยู่โรงพยาบาล” จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปีมีขลุ่ย

“ก็ถ้าคุณอยากพูด ฉันก็พร้อมที่จะฟัง” ฉันตอบเสียงเรียบ แม้ในใจจะรู้สึกปั่นป่วนอย่างไรชอบกล

“ผมติดงาน... เลยปลีกตัวไปเยี่ยมคุณไม่ได้ขอโทษด้วยจริงๆ” แม้จะเป็นคำพูดที่แสนจะธรรมดา แต่ทว่าฉันก็รู้สึกหัวใจมันชุ่มชื้นอย่างประหลาด ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองหรอกนะว่าเขาก็เป็นห่วง

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรคุณนี่คะ แต่จะถ้าจะให้ว่าก็คงมีอยู่เรื่องเดียวนั่นแหละ ก็คุณดันสร้างหนี้ให้ฉันเกือบแสน คิดได้ยังไงให้ฉันไปนอนที่โรงพยาบาลนั้น คุณไม่รู้หรอกว่าคนฐานะอย่างฉันไม่สมควรจะไปนอนที่นั่นเลยซักนิด”

“ผมขอโทษ เอาเป็นว่าเรื่องหนี้คุณไม่ต้องชดใช้ให้ผมแล้ว ถือว่าเราหายกัน”

“อะไรนะคะ!” ฉันโพล่งขึ้นมาโดยลืมความเป็นกุลสตรีไว้เบื้องหลัง ขณะหันมามองเสี้ยวหน้าได้รูปที่ยิ้มกริ่มของเจ้าหนี้อย่างตกใจ เอริคเห็นท่าทางตกตะลึงของฉันที่ไม่สนใจถนนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ก็รีบคว้าพวงมาลัยเอาไว้สีหน้าตกใจเหลือล้น
“รถครับ รถ!” ทันทีที่ได้ยินเสียงนุ่มเตือนถึงหน้าที่ที่กำลังทำอยู่ ฉันก็รีบหันกลับไปใช้สมาธิกับหนทางหน้าต่อ ท่าทางตื่นๆ

“ได้โปรดอย่าทำอย่างนี้อีก ผมยังไม่อยากจะนอนโรงพยาบาลจริงๆ นะไอรีณ” เขายิ้มขำ

“ขอโทษค่ะ” ฉันรีบขอโทษขอโพย ก่อนจะกลับเข้าสู่ประเด็นที่คุยคั่งค้างอยู่เมื่อสักครู่นี้ทันที “คุณอย่ามาล้อเล่น ขอบอกว่าฉันจริงจังนะจะบอกให้ ถ้าคุณเอ่ยปากว่าหนี้เราหายกันฉันก็จะเชื่ออย่างนั้น”

“ครับ ผมก็หมายความตามที่พูดจริงๆ” เอริคยังยืนยันคำเดิม แถมส่งยิ้มแสนเซ็กซี่มาด้วย เอ้า!

“แล้วเราจะหายกันด้วยเรื่องอะไรล่ะคะ อย่าบอกนะว่าจะเอาตัวฉันไปขัดดอกเหมือนในนิยายน่ะ ไม่งั้นคุณคงขาดทุนแย่” ได้ยินดังนั้นเอริคก็หัวเราะร่วน นี่ฉันน้ำเน่ามากไปรึเปล่านะ?

“ก็เรื่องที่คุณมาส่งผมไง”

“ห๊า! แค่มาส่งก็ปลดหนี้ได้แล้วเหรอคะ” ฉันอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าการได้มาเป็นสารถีให้ดาราหนุ่มเพียงแค่ครั้งเดียวค่าจ้างมันจะงามขนาดนี้

เกือบแสน... คิดดูก็แล้วกัน...

“นี่มันยิ่งกว่าเอาตัวไปขัดดอกเชียวนะคะคุณเอริค (สังเกตได้จากคำนำหน้าสรรพนามที่เปลี่ยนไปด้วยอำนาจของเงินตรา) แค่ขับรถให้คุณมันไม่มากไปหน่อยรึไง” แม้ปากฉันมันจะพูดออกไปอย่างนั้นแต่ในใจกลับก็โห่ร้องดีใจประหนึ่งถูกหวยรางวัลที่หนึ่งสิบงวดซ้อน

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ช่วยทำอะไรให้ผมซักอย่างสิถ้าคิดว่างานนี้มันน้อยไป” เอาแล้วไง...เงื่อนไขเริ่มโผล่ขึ้นมาทีละอย่างแล้ว

“อะไรคะ อย่าบอกนะว่าให้ฉันเปลี่ยนอาชีพมาเป็นคนขับรถให้คุณน่ะ แต่คิดไปคิดมาถ้าค่าจ้างงามขนาดนี้ก็น่าสนนะ”

“ไม่ใช่คนขับรถหรอกครับ” เอริคยิ้มมุมปาก ขณะมองไปยังเสี้ยวหน้าของฉันที่ดูตื่นเต้นจนเขาคงอดขำไม่ได้ “งานเดินแบบที่กำลังจะมาถึงคุณช่วยมาออกแบบเสื้อผ้าให้ผมทีสิ”

“เอ๋...แต่ว่าคุณต้องเดินแบบให้ห้องเสื้ออื่นไม่ใช่เหรอคะ”

“ใครบอกล่ะครับว่าผมจะเดินแบบให้กับที่อื่น” พูดพลางหันมายิ้มเจ้าเล่ห์

“อย่าบอกนะเอริคว่าคุณ...”

“ใช่ครับ ผมจะมาเดินแบบให้ห้องเสื้อของคุณ” พระเจ้า! ช่วยบอกฉันหน่อยเถอะว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง รับรองถ้าพี่ส้มรู้ข่าวจะต้องกรี๊ดสลบแบบนางร้ายในละครหลังข่าวแน่ๆ

โอ้ย แต่ตอนนี้ฉันอยากกรี๊ดดังๆ แทนพี่ส้มจริงๆ ให้ตาย!






+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สวัสดีวันพฤหัสบดีค่ะ

ขอบคุณ
คุณpattisa : ถ้าเข้ามาทักก็เสียเหลี่ยมดาราดังหมดสิคะ อิอิ

คุณหมูบูลิน : ถ้าเข้ามาทักรับรองโดนพี่ส้มจับกดกลางร้านแน่ค่ะ 5555

คุณwane : 55555 กรี๊ดดังไปไม่ดีนะคะ เดี๋ยวจะเป็นการแหวกหญ้าให้ดาราตื่น เราต้องนิ่งๆ ไว้ก่อน แล้วค่อยคว้าหมับทีหลัง กรั๊กๆ

และขอบคุณทุกคนที่ติดตามค่ะ
( นิลปานัน )
www.facebook.com/daranilday

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++



ดารานิล
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 28 มิ.ย. 2555, 12:26:13 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 28 มิ.ย. 2555, 12:26:13 น.

จำนวนการเข้าชม : 1715





<< 3. หรือแค่คำกล่าวอ้าง   5. ข้อสงสัย >>
หนอนฮับ 28 มิ.ย. 2555, 18:47:34 น.
หนอนจองพระเอก...ทันไหมคะ อิอิ เพราะคนสวยแบบหนอน ต้องคู่กะคนหล่อๆ อย่างพี่เอริค ก๊ากกก


nunoi 28 มิ.ย. 2555, 20:56:36 น.
หล่อระเบิดระเบ้อ หล่อไม่แคร์สื่อจริงๆ คุณเอริค


pattisa 28 มิ.ย. 2555, 22:17:20 น.
อร๊ายยยย เจ้าเลห์อะ ว่าเเต่พระเอกเพอร์เฟคสุดๆเเบบนี้ จะเเอบมีปมซ่อนอยู่หรือเปล่าน้าา


หมูบูลิน 28 มิ.ย. 2555, 23:35:18 น.
แต่ท่าทางเอริคคงจะไม่รอดพ้นมือพี่ส้มหลอกมั้งค่ะ ถ้าได้มาเดินแบบให้อย่างนี้


คิมหันตุ์ 29 มิ.ย. 2555, 03:09:27 น.
อ่าวตายแล้ว เข้าทาง ชะนีเลยนะเนี่ย อิอิ


bow 29 มิ.ย. 2555, 10:54:45 น.
กรี๊ด.. ชอบบุคลิกทั้งพระ นาง :)


Zephyr 4 ก.ค. 2555, 19:22:35 น.
อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
เอริคจะน่ารักไปไหน ขอไปตบตีแย่งชิงกะไอรีณได้มั้ย


sai 9 ก.ค. 2555, 11:31:55 น.
ไรเตอร์ค่ะจำได้ว่าตอนแรกๆ ยายไอ เค้าแพ้กุ้งม่ายช่ายหรอ

แต่เอริคน่ารักจริงๆอ่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account