น้ำค้างกลางจันทร์
ความลับสำคัญที่เธอไม่อาจบอกใครๆ
มันชื่นฉ่ำอยู่เหมือนน้ำค้างกลางดวงใจ
แม้ในความเป็นจริงจะแห้งเหือดหาย
แต่เธอก็ยังเฝ้าติดตามหา

แล้ววันนี้
วันที่ต้นธารแห่งหยาดน้ำค้างนั้นหวนคืนมา
เขาจะรู้สึกกับเธอ
เหมือนอย่างที่เธอรู้สึกกับเขาอีกหรือไม่
Tags: น้ำค้าง กลางจันทร์ รัก โรแมนติต ดราม่า นิยายน่าอ่าน เรื่องดีๆ พิศวาส ซ่อนเร้น

ตอน: 012

12


ถนนหนทางในเมืองกรุง แม้ว่าจะเป็นคืนวันธรรมดาก็ยังติดขัด คนที่ร้อนใจอยู่แล้ว จึงยิ่งร้อนรน

ร่วมกับที่โทร.หาแล้วไม่รับสาย พิมพิกาก็ยิ่งอยากจะหายตัวไปโผล่ตรงหน้าเขาเสียเดี๋ยวนี้

หล่อนอยากไปดักปริยัติไว้ก่อน ก่อนที่เขาจะออกไปธุระที่ไหนๆ ถึงจะค่อนข้างแน่ใจว่าธุระนั่นต้องไม่ใช่กับอินทุอร แต่ก็อยากรู้ว่า หากเธอไปปรากฏตัวในธุระของเขา แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งนั่นน่าจะแค่เอ่ยปากคำสองคำ แล้วเขาก็จะยอมพาไปด้วย

และยังคิดเผื่อ ถ้าเรื่องนั้นไม่สนุกเท่าที่ใจนึก ก็จะลากปริยัติมาดู ว่าคู่หมั้นที่แสนดี ที่ใครๆ ก็เข้าใจกันว่าเป็นแม่เหย้าแม่เรือนนั้น ธาตุแท้ที่จริงแล้ว มันก็ผู้หญิงทั่วไป ไม่ต่างกับหล่อนหรือใครๆ ที่สามารถละล่องท่องราตรีได้เอง แล้วไปหาคนพากลับเอาข้างหน้า

กว่าจะหลุดจากถนนใหญ่มาได้ พิมพิกาก็ก่นด่าโคตรเหง้าเถาตระกูลคนนั้นคนนี้ไปจนเสียงเกือบแห้ง จนพอจะเบาใจลงบ้าง ก็เพราะพอเลี้ยวจากมุมแยกนี้ ตรงสุดทาง ที่เป็นโฮมออฟฟิศของปริยัติ ยังมีแสงสว่างจัดจ้า แถมคนยังพลุกพล่าน จนเชื่อได้แน่ว่าเขาต้องติดธุระอยู่ที่นี่

ถนนซอยย่อย ไม่กว้างพอให้รถใหญ่ขับสวนกันได้ พอมีรถหกล้อบรรทุกเครื่องปั่นไฟคันใหญ่จอดดักเอาไว้ พิมพิกาก็จำเป็นต้องต่อท้าย แล้วลงเดินตรงเข้าไปอีกไม่น้อย หน้าตาที่บูดบึ้งเพราะต้องลงเดิน ถูกปรับเป็นยิ้มแย้มทันที ที่รู้ว่าบรรดาผู้คนหลายส่วนหลายฝ่ายนี้ เป็นกองถ่ายแฟชั่นของนิตยสารชื่อดังระดับประเทศ

หล่อนไม่แปลกใจหรอกที่มีกองถ่ายมาทำงานที่นี่ เพราะโฮมออฟฟิศหลังนี้ตกแต่งไว้อย่างดี เท่ ทันสมัย แล้วยังมีหลายมุมหลากสไตล์ บ่อยครั้งที่หล่อนเปิดตามหน้านิตยสาร แล้วจำได้ว่า นั่นคือตรงระเบียงที่เคยใช้พลอดรักกับปริยัติมาไม่รู้เท่าไหร่

บางคนในกองถ่ายที่จำพิมพิกาได้ ก็ยิ้มให้เป็นอันดี กับบางคนที่พอจะรู้จักลึกซึ้งไปถึงพ่อแม่พี่น้อง ก็มองมาด้วยสายตาเจือแววประหลาดใจ เพราะพวกนี้ย่อมรู้ว่าคู่หมั้นของเจ้าของสถานที่ คือพี่สาวของหล่อนต่างหากเล่า

แต่พิมพิกาไม่ระย่อต่อสายตาเหล่านั้น ใครมองมาก็ต่อสายตากลับไป คนไม่คุ้นก็แค่ชำเลืองแล้วผ่านเลย ส่วนคนที่เหมือนจะเคยๆ เห็นหน้ากันบ้าง ก็จะแถมยิ้มให้อีกนิดหน่อย

หล่อนเดินไปมาและมองหาราวกับเป็นเจ้าบ้านก็ไม่ปาน

ทุกอย่างเตรียมไว้พร้อมสรรพ ทั้งราวแขวนที่มีเสื้อผ้ายี่ห้อดังอันเป็นแบรนด์เนมระดับอินเตอร์ อีกทั้งยังมีร่มไฟแฟลชขนาดใหญ่ ขาตั้งไฟฉาก ไฟบน และอีกสารพันจิปาถะ สำหรับงานถ่ายแฟชั่นชุดใหญ่ ที่ขาดไปก็คือปริยัติ

พอเห็นหน้าแม่บ้านที่เดิมนั้นไม่ค่อยถูกตาถูกใจกันเท่าไร พิมพิกาก็จำเป็นต้องตั้งคำถาม

“พี่ปอนด์ล่ะ ไม่อยู่ดูที่นี่หรือไง”

เสียงนั้นสั้นๆ ห้วนๆ แบ่งชนชั้นจนได้ยินถนัด นางละเอียดจึงค้อนให้ขวับหนึ่ง แล้วก็ทำเป็นจะเดินผ่านเลยไป

จนคนถามต้องคว้าแขนเอาไว้

“ฉันถาม ไม่ได้ยินหรือไง”

“คุณถามใครล่ะ”

“ก็ถามเธอนั่นละ อย่ามายอกย้อน”

“ค่ะ...”

นางละเอียดตอบอย่างหน้าตายทุกคำ จนกระทั่งคำนี้

“ค่ะอะไร!”

“ก็คุณถามว่าอะไรล่ะ”

“ฉันถามว่า คุณปริยัติเจ้านายของเธอไปไหน”

“ตะกี้คุณไม่ได้ถามอย่างนี้”

แม่บ้านยังตอบเหมือนซื่อจนคนถามแทบเต้น

“ตกลงนี่พี่ปอนด์อยู่ไหม”

“ไม่เห็นเลยค่ะ ดูสิ ไม่เห็นจะมี”

คำตอบแบบไม่ได้ช่วยให้อะไรกระจ่างแจ้งขึ้นมา ทำให้พิมพิกาถึงกับต้องเงื้อง่า อยากจะทำอะไรกับหญิงกลางคนตรงหน้าสักอย่าง แต่พอเหลือบไปมองรอบตัว ก็จำเป็นต้องลดมือลง

ทีมงานหลายคนละมือจากงาน หันมามองฉากการสนทนาระหว่างหล่อนกับแม่บ้านของเจ้าของสถานที่ เหมือนจะลุ้นกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

จนมีเสียงพึมพำ...น่าจะมาจากคนที่เป็นผู้จัดการของกองแฟชั่นคณะนี้ ที่ทำให้พิมพิกาเอะใจ

นายแบบสองคนในชุดสูทสากลรออยู่พร้อม ทีมแสงทีมฉากก็คงจัดแสงจัดฉากกันเรียบร้อย จึงเริ่มกลับไปประจำที่... จะขาดไปก็แต่...

นางแบบ!

พิมพิการ้อนรนยิ่งขึ้น

คนตรงหน้างานนี้ ขาดไปสองคน

คือตัวนางแบบ... กับเจ้าของบ้าน!

เจ้าของบ้านที่เป็นเพลย์บอย ชื่อดังระดับประเทศเสียด้วย

หล่อนหันรีหันขวาง เมื่อเห็นว่าหลายคนที่มองมาเริ่มอมยิ้ม รีบเดินไปตรงประตูที่สามารถเปิดลัดไปสู่ส่วนที่พักของปริยัติ

ประตูล็อก... ทำให้ยิ่งเดือด พอหันกลับมา สายตาแบบหยันๆ ที่กำลังจับจ้องก็เพิ่มขึ้นอีกหลายคู่ นึกอยากจะเหวี่ยงเข้าใส่ แต่เจ้าตัวคิดว่าตนเองไม่ใช่นางร้ายในละคร ที่จะโวยวายกับใครไม่เลือกหน้า จึงได้แต่เพียงยิ้มเจื่อนๆ ให้คนทั้งหมด ก่อนเดินออกมานอกตัวบ้าง เพื่ออ้อมไปอีกทาง

ทางแคบด้านข้างนี้ปลอดผู้คน เดินจนสุดทางก็เห็นว่าประตูเข้าบ้านด้านนี้ ยังแง้มเอาไว้ พิมพิกาแทบควันออกหู รู้ได้ทันทีว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล

ก็ปริยัติเคยบอกเอาไว้ ที่ทำอย่างนั้นมันมีประโยชน์หลายสถาน

คือ สำหรับคนที่เขาพามาด้วย ไม่ว่าจะด้วยการเชิญชวน หลอกล่อหรือยินยอม การได้เปิดประตูค้างเอาไว้ จะช่วยทำให้พวกหล่อนคลายใจ ว่าไม่น่าจะถูกหลอกมาทำมิดีมิร้าย

ก็จากความคลายใจนั่นละ ที่จะกลายเป็นความนิ่งนอนใจ... จนตายใจ

แล้วในที่สุดก็...

ตอนที่ปริยัติเล่านั้น ทำเขาท่าแสนภูมิใจ ว่าตนเป็นเสือผู้หญิงที่แท้จริง เพราะลูกไม้ดังว่านี่ ทำให้ได้... มานักต่อนักแล้ว

หรือสำหรับคนมีธุระต้องมาพบ หากเป็นเพื่อนร่วมก๊วน ก็ต้องเข้าใจได้ว่าเขากำลังปฏิบัติภารกิจสำคัญ... “ห้ามรบกวน”

ส่วนพวกผู้หญิงของเขา ที่อาจจะแวะเวียนมาให้ช่วยปลดเปลื้อง ก็จะได้ล่าถอยกลับไปโดยไม่ต้องเสียเวลาเคาะเรียก

พิมพิกาอยากจะถลาเข้าไปหานางผู้หญิงคนนั้น คงสวยอยู่หรอก เป็นถึงระดับนางแบบนี่นะ แล้วยังไงล่ะ เป็นนางแบบหน้าตาสะสวยแล้วมีสิทธิ์จะแย่งผู้ชายของคนอื่นได้ง่ายๆ หรือยังไง

นึกแล้วก็อยากจะเข้าไปจิกหัว ถีบส่ง ลากมาตบ แล้วเหยียบแล้วตบให้หนำใจ!

แต่ก็ได้แค่คิด ในฐานะผู้มาก่อนและเขาก็ไม่ได้สึกหรออันใด พิมพิกาจำต้องแสดงความเป็นต่อ ประกาศให้นางนั่นรู้ว่า ใครก็ตามที่มาทีหลัง จะต้องก้มหัวให้หล่อน

ค่อยก้าวขึ้นไปอย่างใจเย็น เงียบกริบ

ตรงระเบียงแน่นอน... ทำเลโปรดของปริยัติ




ธรรมดาของคนอย่างลลิตา ต้องไม่ใช่อย่างนี้ อินทุอรรู้ดีว่า หากมีอะไรขัดใจหรือต้องคุยกันให้กระจ่าง เพื่อนคนนี้ก็จะไม่เก็บงำเอาไว้ หล่อนจะซักจะถาม จะเคลียร์ใจในทันที

แต่นี่กลับไม่...

ลลิตาไม่พูดอะไรสักคำ

สีหน้าเรียบนิ่ง ชืดชา กับแววตาแข็งกร้าว ยังติดตา แม้หล่อนจะหันกลับในวินาทีถัดไป มันอาจจะร้ายแรงถึงที่สุด จนถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ลลิตาจึงได้แต่หันหนี แล้วแทรกเดินเบียดผู้คนออกไปเช่นนั้น

อินทุอรทำท่าจะก้าวตาม

“คุณอินทุ์”

ภาควัตเรียกไว้

“คะ”

เธอหันกลับ แววตาซาบซึ้งที่เขาส่งมานั่น ทำให้ยิ่งตื้นตันใจ แต่เพื่อนต้องสำคัญกว่า... อินทุอรตัดสินใจว่าจะตามลลิตาออกไป

คราวนี้ถูกภาควัตคว้าแขน

“ฉัน... ไม่รู้มาก่อนว่าคุณกับหลิว...”

ที่เอ่ยออกไปไม่น่าจะถูก เพราะที่จริงเธอรู้... รู้ว่าลลิตาหมายมั่นภาควัตถึงเพียงไหน เป็นเธอต่างหาก ที่ไม่รู้ว่าคนที่ตนหลงละเมอเพ้อหานั้น เป็นใคร

ใครเล่าที่ผิด

เธอ หรือ เขา... หรือ... พรหมลิขิต...

“ให้ผมจัดการเองนะครับ”

เสียงเขาก็อ่อนหวาน ทุกถ้อยคำน่าฟังน่าชื่นชม อินทุอรจึงนึกย้อน อย่างนี้นี่เล่า ที่ทำให้ตัวเองต้องหลงเพ้อ เพราะเสียงใสนั้นไร้ทั้งเลศนัยและเล่ห์กลนี่เอง

ความทรงจำอีกบางส่วน กลับคืนมา

คืนนั้น เขาก็ไม่ได้มีท่าทางกลอกกลิ้งเลยสักนิด

เข้ามาทักถาม... ชวนดื่ม ชวนพูดคุย ออกรสชาติราวกับคนที่คุ้นเคยมานาน ได้กลับมาเจอกัน

...จนกระทั่ง

เขาชวนให้ไปต่อ...

อินทุอรยังจำได้ว่า อุตส่าห์ถามกลับไป

“ไปไหนคะ”

ส่วนคำตอบนั้น มาจากแววตา แววตาเช่นเดียวกับในวินาทีนี้ แววตาที่ใสซื่อเปิดเผย แววตาที่ไม่ได้อำพรางเลยว่า เขากำลังต้องการสิ่งใดจากตัวเธอ

มันเป็นแววตาที่ราวกับมีมนตร์สะกด ให้เธอต้องคล้อยตาม...

ตั้งแต่วินาทีนั้น และ... หลังจากนั้นเป็นต้นมา

“แต่... ฉัน...”

อินทุอรอยากจะขัดแย้ง

“นะครับ ผมเองเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมด ผมควรจะต้องเป็นคนแก้ไข”

คนฟังไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นมาก่อนหน้านี้ ไม่รู้ว่าเขากับลลิตาคบหาลึกซึ้งกันมากแค่ไหน และที่ไม่รู้แน่ๆ ก็คือ

เมื่อหัวค่ำนี้เอง ที่เขายังนั่งรับประทานมื้อค่ำอยู่กับลลิตา

ความสัมพันธ์ของภาควัตกับเพื่อนสนิท อาจลึกซึ้งแน่นหนากว่าที่คิด เมื่อเขาย้ำอีกครั้งว่า ขอจัดการเรื่องนี้เอง อินทุอรจึงต้องยินยอม

ภาควัตรีบเบียดแทรกผู้คนออกไป โดยบอกให้เธอรออยู่กับการันย์ เป็นเชิงว่าเขาจะกลับมาในเวลาไม่นาน

“ไอ้ภาคมันรูปหล่อ แถมพ่อยังรวย แต่มันยังแล่นไปแล่นมาอยู่กลางทะเล ไม่ยอมกลับเข้าฝั่ง ไม่ยอมเป็นฝั่งเป็นฝากับใครสักที ไม่แน่หรอกนะ... ผมว่าเรือมันจะล่มเมื่อจอดนั่นละ เผลอๆ จะล่มซะตั้งแต่เข้ามาจ่อๆ อยู่ตรงปากอ่าวเสียก็ไม่รู้”

เพื่อนของเขามีท่าทางสุภาพกับอินทุอรมากขึ้น อาจเพราะสิ่งที่เขาเห็น ทำให้รู้ว่า เธอกับภาควัตน่าจะรู้จัก หรือถึงขั้นสนิทสนมกันมาก่อน ส่วนเนื้อหาในการพูดจานั้นไม่นับ

“แต่ก่อนมันเป็นเสือผู้หญิง รายไหนก็รายนั้น ยังกะมีสาลิกาลิ้นทอง แต่ได้ใครแล้วก็ทิ้ง มันหายไปปีนึงนี่ก็เปลี่ยนไป ผมยังไม่เคยเห็นมันจะออกลายเดิม ยังคุยๆ กันอยู่เลย มันว่าอาจจะตกหลุมรักใครเข้าแล้ว ผมก็ไม่รู้ยังไง หลุมนั้นคงใหญ่มากละ คนอย่างไอ้ภาคถึงตกลงไปได้”

คนฟังไม่ค่อยได้ยินอะไรปะติดปะต่อสักแค่ไหนหรอก เพราะใจลอยตามภาควัตไปตั้งแต่แรก

“ดื่มกันดีกว่าครับ”

และเมื่อเห็นว่าคู่สนทนาแทบไม่มีท่าทางตอบรับอะไร คนพูดอยู่ฝ่ายเดียวจึงยื่นแก้วของเธอให้ พร้อมอีกมือก็ยกแก้วของตัวเองขึ้นมา เป็นการบังคับกลายๆ ว่าให้เธอต้องรับ

แล้วก็เขา ที่เป็นฝ่ายเลื่อนแก้วมากระทบ เสียงดังกิ๊กๆ ทำให้อินทุอรเหมือนเพิ่งได้สติ เธอกลับมามองหน้ายิ้มๆ ของคนตรงหน้า ก่อนจะพยักหน้านิดๆ ตอนเขาเอ่ยคำ

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

บทสนทนาต่อๆ มาทำให้อินทุอรรู้จักภาควัตมากขึ้นบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องผาดโผนโจนทะยาน สมัยวัยรุ่นหรือไม่ก็สมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน

การันย์เป็นคนคุยสนุกอย่างเหลือเชื่อ เพียงไม่กี่เรื่องราวที่อุดมไปด้วยมุกขำขันแพรวพราว ก็ทำให้เธอยิ้มออกมาได้ ซ้ำเมื่อเอ่ยถึงเรื่องราวต่อๆ ไป อินทุอรก็รู้สึกว่าคนที่ถูกพูดถึง... ภาควัต ยังมีมุมน่ารักๆ อีกมากมาย

เธอรับฟังเรื่องราวชีวิตของเขาเรื่อยไป ดื่มด่ำไปกับความงดงามในบางช่วงตอน และพลอยใจหายไปกับบางครั้ง ที่ชีวิตของภาควัตเดินไปถึงจุดตกต่ำ

“ก่อนจะไปเมืองนอก... ตอนนั้นมีปัญหานิดหน่อย พ่อมันต้องส่งไปล้างเนื้อล้างตัวซะให้ไกล แล้วมันก็คงอับจนหนทางจริงๆ แล้วละมั้ง คือ... ที่จริงมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเท่าไหร่หรอกครับ เพียงแต่ว่าบางทีมันก็ทำอย่างที่ผู้ชายเลวๆ เขาไม่ทำกัน บางทีมันเลยยุ่ง คืนก่อนที่มันจะบิน เพื่อนๆ ก็คิดว่ามันจะไปนาน หรือไม่ก็ไปลับ เลยจัดเลี้ยงส่งกันเต็มที่ ที่ไหนได้ ไม่รู้คืนนั้นมันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน”

ระหว่างที่เอ่ยเรื่องนี้ การันย์ยังพูดถึงวันเดือนปีอย่างละเอียด จนอินทุอรได้คำตอบแน่ชัด ว่าทำไมเขาจึงเหมือนหายเข้ากลีบเมฆ ไม่มีข่าวใดกระเซ็นกระสายออกมาให้รู้เห็นอีกเลย

“ดีตะว่าพวกบ้านไอ้ภาคมันเป็นประเภทรวยแต่ไม่ค่อยแสดงออก ปัญหาตอนนั้นของมันก็เลยเงียบไปได้ง่ายๆ แต่... เอ... ผมว่าผมคุ้นๆ หน้าคุณอยู่นะครับ”

การันย์ยังหาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาคุยต่อไปได้เรื่อยๆ จนมาประโยคหลัง ที่เอ่ยถึงการคุ้นหน้าคุ้นตากันนั่นละ อินทุอรก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

อะไรบางอย่างที่สำคัญกับชีวิตเหลือเกิน

อะไรบางอย่างที่เธอหมางเมินมันไปอย่างไม่ไยดี

“ดิฉันชื่ออินทุอร ....... น่ะค่ะ เผื่อจะช่วยให้คุณการันย์นึกอะไรได้มากขึ้น”

อินทุอรบอกทั้งชื่อ ทั้งนามสกุล ชัดแจ้ง ชัดถ้อยชัดคำ ถ้าหากว่าเขาจะพูดออกมาถึงงานหมั้นอันเอิกเกริกนั่น จะห้ามปรามไปทำไมเล่า ในเมื่อมันเป็นความจริง

การันย์มองเธอนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง ในที่สุดก็ระบายลมหายใจออกมา เขาก็เป็นชายหนุ่มจัดเจนสังคมคนหนึ่ง ทำไมจะนึกไปไม่ถึงว่า คนที่ยอมหมั้นหมายกับเพลบอยตัวพ่อระดับประเทศอย่างนายปริยัติคนนั้น หากไม่ถูกบังคับก็ต้องถูกหลอก

ถึงผู้หญิงตรงหน้านี้จะมีท่าทางใสซื่อ แต่เขาก็เชื่อว่า หากเป็นเธอจริงๆ ที่ได้เข้าพิธีหมั้นหมายกับปริยัติ จนเป็นเรื่องครึกโครมในตอนนั้น เธอก็จะต้องถูกบังคับให้จำกลืนฝืนทนอย่างแน่นอน

“คุณรู้ไหมว่าไอ้ภาคมันกลัวเงาะ”

“อะไรนะคะ”

การันย์เปลี่ยนเรื่องพูดกะทันหัน จนอินทุอรตามไม่ทัน

“เงาะน่ะครับ ไอ้ที่ลูกมันแดงๆ มีขนเขียวๆ แดงๆ นั่นละ มันกลัวนักเชียว คืออะไรที่แบบ... มีขนๆ อย่างนั้น มันอยู่ใกล้ไม่ได้ ถึงจะไม่ได้แบบเผ่นแน่บจนป่าราบ แต่ก็คล้ายๆ กัน คือ ที่จริงมันกลัวแมงมุม... เออ... ต้องกลัวนั่นละถูกแล้ว เพราะถ้าเกลียดมันคงต้องไล่ล่า ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่นี่ออกแนวยอมแพ้ แสดงว่ามันต้องกลัวไม่ใช่เกลียด อ้อ... หรือจะบอกว่ามันรังเกียจ ก็อาจจะพูดได้”

คนพูดยังพูดเองเออเอง ยืดยาวต่อไปอีก หากเป็นเรื่องอื่นอินทุอรคงคร้านที่จะฟัง แต่นี่เป็นเรื่องของเขา จึงเป็นเรื่องราวที่ฟังได้ไม่รู้เบื่อ

ไม่รู้ว่าภาควัตกลับมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจเป็นเพราะอินทุอรมัวเพลินตั้งใจฟัง จึงไม่ทันสังเกต พอเห็นสีหน้ากับแววตาแปลกๆ ของเขา เธอก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาฉับพลัน

“เอ็งยังกลัวเงาะอยู่อีกหรือเปล่าวะภาค”

การันย์ย่อมเห็นปฏิกิริยาของสองคนตรงหน้า เลยต้องรีบคลี่คลาย

“......”

“อะไรอีกล่ะเอ็ง แล้วไหนแฟน คนนั้นน่ะเรอะที่เคยเล่าให้ฟัง”

“เออ...”

คำรับเหมือนไม่พอใจ จนคนถามต้องลองพยายามอ่านใจเพื่อนอีกครั้ง

“กลับไปแล้ว หรือ... รออยู่ข้างนอก”

แล้วก็พยายามเปิดช่องทางให้ภาควัต เพราะคิดว่าเพื่อนน่าจะมีอะไรต้องคุยกับผู้หญิงอีกคนอีกยาว

“เอ็งไปจัดการเรื่องของตัวเองให้เสร็จเหอะ ทางนี้เดี๋ยวข้าดูแลเอง จะให้ไปส่งด้วยก็ยังได้”

คำท้ายการันย์หันไปพยักพเยิดกับอินทุอร

“ก็ดี!”

คำตอบยิ่งสั้น คราวนี้ลงหางเสียงหนักๆ จนเธอต้องมองหน้า ...ไม่เข้าใจ

“หลิวยังไม่กลับหรือคะ งั้นให้อินทุ์ไป...”

“ไม่ต้อง ผมจัดการเอง”

คำห้าม ผิดกันลิบลับกับเมื่อครู่ อินทุอรใจหาย น่าจะมีอะไรเข้าใจผิดกันแล้วละ

“ฝากด้วยแล้วกัน ถ้า... ไม่ได้นัดใครไว้ จะให้เพื่อนผมไปส่งก็ได้”

แล้วภาควัตก็หันกลับ ทิ้งไว้แต่ความไม่แน่ใจ ไม่เข้าใจ อินทุอรได้แต่หันมามองการันย์ ราวกับจะให้ช่วยตอบคำถาม นี่เธอทำอะไรผิดพลาดงั้นหรือ

“คุณนัดใครไว้หรือเปล่าครับ”

เหมือนการันย์ก็นึกอะไรได้บางอย่าง จึงถามออกมาเช่นนี้

“ปะ... เปล่า ไม่ค่ะ”

อินทุอรแทบไม่รู้จะตอบอย่างไร

“มาคนเดียว”

เขายังย้ำถาม ดวงตานั้นหรี่ลง เหมือนกำลังจับผิดอะไรสักอย่าง จนคนถูกถามรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“ค่ะ มาคนเดียว”

คำท้ายแผ่วจาง ไม่มั่นใจเลยว่าเป็นคำที่ควรจะตอบออกไป

“คุณก็เก่งกาจอาจหาญไม่ใช่เล่นเลยสินะครับ”




ตอนแรกที่ภาควัตตามลลิตาออกมา ไม่ได้หวังหรอกว่าหล่อนจะยืนรอ พอมาถึงทางลงหน้าร้าน เห็นยังยืนอยู่ จึงรีบเข้าไปหา

“คนไหนล่ะคะ ที่บอกหลิวว่ามีนัดด้วย”

หล่อนเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน โดยไม่หันมามอง

“ยังไงครับ”

ส่วนภาควัตก็เพียงแต่เข้ามายืนอยู่ด้านข้าง

“ก็ ที่บอกว่าต้องไปส่งหลิวก่อน เพราะมีนัดมาต่อ กับอินทุ์หรือคะ”

เขาต้องพยายามตามให้ทัน ด้วยในคำถาม ลลิตาไม่ได้ปิดบัง ว่ารู้จักกับอินทุอร

“เปล่าครับ เธอ... เอ่อ... คุณอินทุ์ เพิ่งมา ผมนัดกับเพื่อนไว้จริงๆ การันย์”

ภาควัตไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมต้องทำเหมือนแก้ตัว

“แต่คุณ กับ... อินทุ์”

“เราเคยพบกันครับ นานมาแล้ว”

“เคย เคยพบกันแบบไหนคะ”

“ก็...” ภาควัตอึกอัก ไม่รู้จะพูดอย่างไร “ก็ เคยพบกันที่นี่ นานมาแล้ว”

“ท่าทางคุณกับอินทุ์ ไม่เหมือนคนที่จำกันไม่ได้”

“เรา จำกันได้...”

“คงสนิท”

“ไม่ครับ แค่...”

“แต่ท่าทางมันบอกนะคะ ว่าคุณกับอินทุ์สนิทสนมกันขนาดไหน”

ลลิตาหันมามองหน้าภาควัตตรงข้อความนี้ นัยน์ตานั้นส่งแววตัดพ้อ สองตาพราวปริ่มไปด้วยน้ำตา

“คือ... ผม...”

ทำให้ภาควัตถึงกับพูดอะไรไม่ออก

“อินทุ์หมั้นแล้วนะคะ ถ้า... คุณจะจำไม่ได้ ที่เมื่อหัวค่ำเราคุยกัน คนนี้ละค่ะอินทุอร อินทุ์ ที่หลิวเล่าให้ฟังว่า หมั้นแล้ว”

“ครับ”

เขาปล่อยคำออกมาได้แค่นั้นจริงๆ

“แล้วก็มีหนุ่มรุ่นน้องมาชอบ”

“ที่ว่าเธอไม่เต็มใจรับหมั้น”

คราวนี้ภาควัตพอลำดับความได้

“แล้วอินทุ์ก็มาที่นี่...”

“ยังไงครับ ผมไม่ค่อยเข้าใจ”

“หลิวเคยบอกแล้วว่าอินทุ์เป็นคนเรียบๆ ชืดๆ ก็ดูอย่างที่แต่งตัวมานั่นสิคะ ไม่รู้ไปขุดชุดสมัยไหนมาใส”

ภาควัตยังตามลลิตาไม่ทันอยู่ดี เพราะไม่เห็นว่าอินทุอรจะผิดปกติตรงที่ใด

“มีคู่หมั้นอยู่แล้ว ที่ทำงานก็มีคนมาจีบ แล้วยังมานี่... คนเดียว”

และคนพูดก็ยังไม่ยอมพูดอะไรออกมาตรงๆ เสียที

“จำได้ว่าเธอ โทร.ไปชวนคุณ”

เขายังจำตอนที่หล่อนรับโทรศัพท์ที่ร้านอาหารเมื่อหัวค่ำได้อยู่

“หลิวมีงานเช้า เลยปฏิเสธไป ไม่ใช่หรือคะ”

“ก็... ใช่ครับ”

“แล้ว อินทุ์เลยมาเอง ก็... เพื่อนหลิวคนนี้ก็เป็นอย่างนี้ล่ะค่ะ เห็นเรียบๆ เชยๆ แต่ติดร้านนี้นักหนา หลิวต้องมาเป็นเพื่อนอินทุ์ประจำละค่ะ จน... จนกระทั่งคุณภาคบอกว่าไม่ชอบ”

ลลิตาค่อยก่อเชื้อขึ้นอย่างแนบเนียน จนภาควัตแทบเข้าใจไม่ทัน

“แต่... วันแรก... คืนแรกที่เราเจอกัน ผมไม่เห็น...”

“ทำไมคะ” ภาควัตพูดไม่ทันจบ หล่อนก็แทรกขึ้นมา “จะบอกว่าถ้าคุณเจอกับอินทุ์ตั้งแต่คืนแรก ก็จะไม่มายุ่งเกี่ยวอะไรกับหลิวงั้นหรือคะ”

เสียงนั้นทั้งน้อยใจทั้งขมขื่น พร้อมทั้งกับการควานหากระดาษเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาที่ทำท่าจะหลั่งริน

“ผม... ไม่ได้หมายความอย่างนั้น”

“ช่างเถอะค่ะ หลิวมันโง่เอง ที่ไปหลงรักคุณเข้าจริงๆ จังๆ ทั้งที่...”

หล่อนเหมือนจะสะอื้น ตอนท้ายประโยค ทำให้เขายิ่งไม่สบายใจ

“หลิวจะยอมถอยนะคะ เพื่อเพื่อน เพื่อคุณ เพียงแต่...”

คนพูด พูดครึ่งๆ กลางๆ มาหลายครั้ง จนคนฟังอึดอัดแทน

“อยากพูดอะไรก็พูดมาเถอะครับ ผมฟังได้ แล้วก็ ต้องขอโทษที่ไม่ได้บอกคุณว่า ผมรู้จักกับคุณอินทุ์มาก่อน”

ภาควัตเพิ่งได้จังหวะเอ่ยคำขออภัย เกี่ยวกับที่ไม่ได้บอกหล่อนว่า ที่มาพัวพันอยู่ด้วย ก็เพราะอยากรู้เรื่องของอินทุอร และเมื่อหล่อนทำท่าจะหลงเขาหัวปักหัวปำ ก็ยิ่งยาก ที่จะหาโอกาสสารภาพความจริง

“หลังๆ เราไม่ค่อยได้มาที่นี่หรือไปที่ไหนด้วยกันหรอกค่ะ หลิวก็ไม่รู้ว่าอินทุ์เขาจะไปไหนเมื่อไหร่ นึกอยากไปเขาก็ไป นึกอยากชวนก็ชวน ส่วนที่ไม่อยากชวน หลิวก็ไม่รู้ ถ้า... คุณภาคเคยรู้จักอินทุ์มาก่อน ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ก็...”

“ครั้งนั้นที่ผมเจออินทุอร ผมก็จำคุณได้ มาด้วยกันแต่คุณกลับไปก่อน”

นั่นละ สาเหตุที่ทำให้ภาควัตต้องรีบทำความรู้จักกับลลิตาทันทีที่กลับมาเมืองไทย และมีโอกาสได้พบกับคนที่คิดว่า น่าจะเป็นเพื่อนของคนที่เขายังผูกพัน

“คืนนั้น หลิวแค่... ก็นั่นละคะ ปกติก็มาเป็นเพื่อนเพื่อน แล้วก็ขอตัวกลับ”

อันนี้เขาจำไม่ได้แน่ ว่าคืนแรกเมื่อเกือบปีที่ผ่านมานั่น ลลิตากลับไปคนเดียว หรือออกไปกับใคร

“อินทุ์เขาขี้เหงา”

คำนี้กินความหมายกว้างขวาง และภาควัตก็เริ่มคล้อยตาม เพราะหาไม่คืนแรกนั่น อินทุอรคงไม่รั้งรออยู่จนคนสุดท้าย ยอมให้ใครคนนั้นเลี้ยงเครื่องดื่ม ยอมพูดคุยกับเขา ถึงจะดูเหมือนถูกมอมเมาก็เถอะ แต่ถ้าเธอกลับไปเสียตั้งแต่แรก ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“อินทุ์เขาก็ตามหาคุณ เห็นใครก็เข้าใจว่าเป็นคุณไปหมด พักหลังหลิวไม่ค่อยมีเวลา เขาก็มาเอง บอกว่ามาตามหาคุณ... จนเขารับหมั้น คงลืมคุณไม่ได้มังคะ เลยยังไม่ยอมหยุดมาตะลอนๆ ตอนกลางคืนอย่างนี้”

ท้ายคำ ลลิตายังเน้น “อย่างนี้” เป็นพิเศษ ก่อนจะเริ่มถ้อยคำถัดมา

“ดีใจด้วยนะคะ ในที่สุดทั้งอินทุ์ และทั้งคุณภาคก็คงจะได้สมใจกันเสียที ที่ผ่านมา อินทุ์เขาก็ไม่เคยไปไหนมาไหนกับใครง่ายๆ ใครมาคุยด้วยยังยาก บอกกับหลิวเสมอละค่ะ ว่าแค่มารอ มาดักรอ แทบไม่พูดจากับใครด้วยซ้ำ”

ด้วยคำพูดที่ลลิตาทิ้งไว้นี้ กับสิ่งที่เขาเห็นเมื่อครู่ มันไม่ได้เป็นไปในทางเดียวกันเลยสักนิด เธอก็ดูรื่นเริงดีกับการันย์ ทั้งที่เมื่อกี้ ยังซบอยู่กับแผ่นอกของเขา...

ลลิตาผละไปโดยไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น

นั่นทำให้ภาควัตกลับมาตรงนี้ได้เร็วกว่าที่ควร

เขาชะเง้อมองเธอตั้งแต่ผ่านส่วนหน้าร้านเข้ามาแล้ว แล้วก็ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ว่าเธอน่าจะนิ่งๆ เงียบๆ และควรจะเฝ้ารอเขามากกว่าจะเพลิดเพลินอยู่กับการันย์

คงเพลินมาก กระทั่งเขาเดินเข้ามาจนใกล้ก็ยังไม่ได้หันมามอง

คำพูดทุกคำของลลิตาเวียนกลับมาให้ทบทวน ทั้งที่พยายามจะชั่งใจ ให้อีกใจหนึ่งคิดไปว่า ลลิตาน่าจะพูดถึงอินทุอรในทางที่ไม่ค่อยจะดี ก็เพราะผิดหวัง

แต่นี่ภาควัตกลับมาเห็นเต็มตาแล้วว่า แม้ตรงนั้นจะไม่มีเขา เธอก็ไม่ทุกข์ร้อน ยังพูดคุยเจรจา สนทนาพาทีด้วยรอยยิ้มและไมตรี...

หากตรงนั้นไม่ใช่การันย์...

กี่คืนมาแล้ว กี่คนมาแล้ว ที่อินทุอรมาที่นี่

มารอเขางั้นหรือ...

แล้วตลอดมาที่ไม่ได้พบเจอกันเหมือนคืนนี้เล่า

เธอจะไปลงเอยที่ไหน...

กับใคร...



******************




นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 7 พ.ค. 2554, 21:57:37 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 7 พ.ค. 2554, 21:57:37 น.

จำนวนการเข้าชม : 1450





<< 011   013 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account