น้ำค้างกลางจันทร์
ความลับสำคัญที่เธอไม่อาจบอกใครๆ
มันชื่นฉ่ำอยู่เหมือนน้ำค้างกลางดวงใจ
แม้ในความเป็นจริงจะแห้งเหือดหาย
แต่เธอก็ยังเฝ้าติดตามหา

แล้ววันนี้
วันที่ต้นธารแห่งหยาดน้ำค้างนั้นหวนคืนมา
เขาจะรู้สึกกับเธอ
เหมือนอย่างที่เธอรู้สึกกับเขาอีกหรือไม่
Tags: น้ำค้าง กลางจันทร์ รัก โรแมนติต ดราม่า นิยายน่าอ่าน เรื่องดีๆ พิศวาส ซ่อนเร้น

ตอน: 014

14



อากาศชื้นและเงียบเหงา แสงไฟสนามที่ส่องให้เห็นพื้นหญ้าเตียนเรียบ และทางเดินปูแผ่นศิลาสีเข้ม ไม่ได้ทำให้ภาพตรงหน้าของอินทุอรกระจ่างขึ้นเท่าไรนัก

ในใจเธอทั้งหม่นมัวทั้งสับสน นอกจากมุ่งดุ่มเดินให้ถึงห้องของตัวเองแล้ว ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเหลียวแลสิ่งอื่นใดอีก

ส่วนคนที่เดินตามมาไม่ห่าง ก็ว้าวุ่นใจไม่แพ้กัน นอกจากนั้นก็เริ่มเคือง ว่าทำไมตนต้องเป็นฝ่ายเดินตามอยู่ร่ำไป

หล่อนเร่งฝีเท้าเดินแซงขึ้นหน้า ซึ่งอินทุอรผู้เป็นพี่สาวต่างมารดาก็หลบให้แต่โดยดี เดินไปอีกสี่ห้าก้าว คนเป็นน้องยังหันมามองนิดหนึ่ง พอเห็นคนข้างหลังชะลอฝีเท้าลง ก็ยิ่งขัดใจโดยไม่รู้สาเหตุ

“เดินเร็วๆ สิพี่อินทุ์ อ้อยอิ่งอยู่ได้”

เสียงหล่อนคล้ายการตวาดมากกว่าจะเป็นการพูดจากันธรรมดา แต่นี่ก็คือปกติวิสัยของพิมพิกา คนที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยการตามอกตามใจสารพัด

“อากาศกำลังสบาย พิมพิ์เลยขึ้นบ้านไปก่อนก็ได้ ไม่ต้องรอพี่”

ที่จริงเพราะอินทุอรเห็นไกลๆ ว่าตรงระเบียงหน้าบ้านโน้น คุณโสภาพรรณออกมายืนเท้าสะเอว ชะเง้อรออยู่แล้ว ก็เลยอยากจะปล่อยให้หล่อนเดินแซงขึ้นไป

“คุณแม่มายืนรออยู่นั่นแน่ะค่ะ เร็วๆ เข้าเถอะพี่อินทุ์”

พิมพิกาก็เห็น คราวนี้เลยยิ่งเร่งให้รีบเดินตามกัน

“คงมีธุระกับพิมพิ์ละมั้ง รีบขึ้นไปสิ ไม่ต้องรอพี่”

“ต้องรอสิ จะได้บอกว่าออกไปด้วยกันไงล่ะ”

“คุณน้าคงเห็นแล้วละว่าเราออกไปด้วยกัน พี่ว่าคงสงสัยเรื่องที่ ทำไมถึงพากันเดินกลับเข้ามาอย่างนี้มากกว่า”

“ก็นั่นน่ะสิ ถึงให้รีบๆ เดิน พิมพิ์จะบอกคุณแม่ว่า เราไปทานข้าวกะพี่ปอนด์...”

ต่อหน้าอินทุอร พิมพิกายังเรียกนับญาติ นับถือปริยัติเป็นญาติผู้พี่เป็นอันดี

“...พี่อินทุ์เป็นคนชวนพิมพิ์ออกไปเอง แล้วพอดีรถเสีย พี่ปอนด์เลยขับมาส่ง”

คนฟังได้แต่พยักหน้าให้นิดๆ กับความคิดอันนี้ ด้วยคิดว่าป่วยการที่จะขัดแย้งหรือคัดค้านให้ขัดใจกันไปเปล่าๆ

“พี่ว่าจะเลยไปนั่งเล่นที่ศาลาริมสวนอีกสักหน่อย”

“ไว้ทีหลังน่ะพี่อินทุ์ เดี๋ยวคุณแม่จับพิรุธได้ พิมพิ์ก็จะพลอยซวยไปด้วย”

คนพูดพูดราวกับว่า ตนเองไปสมรู้ร่วมคิด ทำความผิดอะไรสักอย่าง ร่วมกับอินทุอรมากระนั้น ว่าแล้วก็ถึงกับคว้าข้อมือของอินทุอรให้รีบเดินให้ทันใจตัวเอง

ส่วนคนที่ยืนรอนั้นสีหน้าบอกบุญไม่รับ พอเห็นหน้าอินทุอรชัดๆ ก็ค้อนใส่ ก่อนจะสำทับด้วยถ้อยคำเสียดสีเหมือนเช่นเคย

“บ้านนี้มันร้อนนักหรือไง ตกกลางคืนถึงต้องร่อนๆ ออกไปไหนต่อไหน ตัวเองจะเสีย ก็เสียไปคนเดียวสิยะ ทำไมจะต้องมาชวนน้องนุ่งให้เสียคนไปด้วย”

แล้วก็เป็นอันว่าแผนการของพิมพิกาไม่ทันต้องได้ใช้ เพราะคุณโสภาพรรณตัดสินใจเองเสร็จสรรพแล้วว่า ความผิดของการหลบออกจากบ้านในคืนนี้ ต้องตกอยู่กับอินทุอรแต่เพียงผู้เดียว

“อินทุ์ขอโทษค่ะ พอดี...”

“พี่อินทุ์เขาให้พิมพิ์ขับรถไปเป็นเพื่อน กินมื้อค่ำกันนิดหน่อยกับพี่ปอนด์น่ะค่ะ”

พิมพิการีบแทรก เกลี่ยสีหน้าท่าทาง ให้สิ่งที่พูดดูสมจริงยิ่งขึ้น

“ธุระของตัวทำไมต้องเดือดร้อนคนอื่น จะออกไปทำอะไรที่ไหนกัน ก็ให้เขามารับออกไปสิ ไหนๆ ก็จะต้องแต่งกันอยู่แล้วนี่นะ... หนูพิมพิ์ก็เหลือเกิน ไม่มีห้ามปรามกันมั่งหรอก เราน่ะมันดีเกินไปรู้บ้างไหม”

คุณโสภาพรรณมักจะเจรจาพาทีด้วยลักษณะเช่นนี้เสมอ จนอินทุอรหน่ายที่จะฟัง พอพยายามจะเลี่ยงหลบเข้าไปในบ้าน ก็กลับถูกตวาดแหวเข้าอีก

“อย่ามาจองหองพองขนกับฉันนะยะ ยังพูดจาไม่ทันจบ จะมาสะบัดหน้าหนีไปเฉยๆ อย่างนี้ไม่ได้ หรือว่าจะชูคออยู่บ้านนี้โดยไม่ต้องเห็นแก่หัวหงอกหัวดำกันอีกแล้ว”

“อินทุ์ขอโทษค่ะ เพียงแค่เพลียๆ เลยอยากขึ้นไปพักผ่อน”

“แต่ฉันยังพูดไม่จบ”

“งั้นเราเข้าไปพูดกันในบ้านดีกว่าไหมคะ”

“คุยมันตรงนี้ละ ไม่ต้องดัดจริต เข้าไปนั่งเป็นผู้ดีพิธีมาก”

อินทุอรนั้นเอือมระอาเสียเหลือเกินแล้ว หากไม่ติดที่บิดา เธอคงจะมีปากมีเสียงได้มากกว่านี้

“ฉันนัดพวกบ้านปริยัติมากินข้าวเย็นวันเสาร์นี้”

“ทราบแล้วค่ะ คุณปอนด์บอกแล้ว”

“รู้แล้วก็ดี แล้วก็รู้ไว้ด้วยว่าฉันจะคุยให้เรียบร้อย เรื่องจัดงานแต่งงานให้มันพ้นๆ กันไปเสียที เอาฤกษ์สะดวกนี่ละ ดีที่สุด”

“ไม่ใช่เรื่องของพิมพิ์ใช่ไหมคะเนี่ย งั้นพิมพิ์ขอตัว”

พิมพิกาต้องแทรกขึ้นบ้าง เพราะเจ็บจี๊ดตรงหัวใจ จนทนฟังอยู่ไม่ได้

“รอก่อนพิมพิ์ แม่มีเรื่องสำคัญจะพูดกับหนูด้วย”

คุณโสภาพรรณต้องรั้งแขนบุตรสาวเอาไว้ ก่อนจะหันมามองอินทุอรด้วยสายตาจงเกลียดจงชัง อย่างไม่คิดจะบิดบังอำพรางความรู้สึก

“ฉันอยากจะบอกให้เธอเตรียมตัว และห้ามบิดพลิ้วเป็นเด็ดขาด”

“คุณน้าจะจัดการอย่างไรก็ตามใจเถอะค่ะ อินทุ์ปวดหัว ขอตัวก่อนนะคะ เรื่องสำคัญอย่างนี้ พรุ่งนี้คุณพ่อคงบอกกับอินทุ์อีกครั้ง”

แล้วอินทุอรก็เบี่ยงตัวเลี่ยงเข้าสู่ด้านในจนได้ ไม่ฟังอีกแล้วว่า เสียงที่ไล่หลังมานั่น จะก่นว่าเท้าความไปถึงใครต่อใครอีกบ้าง

“ทำไมจะต้องมาเร่งรัดกันนักหนาด้วยละค่ะคุณแม่”

พิมพิกาก็คงรำคาญมารดาของตนเองเหมือนกัน จึงเป็นฝ่ายกึ่งลากกึ่งจูง ให้คุณโสภาพรรณขยับมานั่งที่ชุดเก้าอี้เหล็กดัด ที่มีไว้สำหรับให้ใครขึ้นมาพักรอคนในบ้าน

และบุตรสาวก็ถูกผู้เป็นมารดาค้อนให้ขวับหนึ่งเหมือนกัน

“หนูก็เหมือนกัน รู้บ้างไหมเล่า ว่าถ้าไม่รีบจัดการให้นังอินทุ์มันพ้นๆ ไปจากบ้าน ก็เป็นเรานี่แหละที่จะไม่มีที่ซุกหัวนอน”

พูดไป คุณโสภาพรรณก็แสดงท่าทางเหมือนกำลังจะฉีกเนื้อเถือหนังคนที่พูดถึงไปพลาง

“ทำไมล่ะคะ พี่อินทุ์จะแต่งหรือไม่แต่งงาน มันเกี่ยวอะไรกับเรา”

พิมพิกายังไม่เข้าใจเนื้อหาในคำพูดของมารดาอยู่นั่นเอง

“ก็... ไอ้สมบัติพัสถานที่มีอยู่ทุกวันนี้น่ะ ส่วนใหญ่มันเป็นของแม่นังอินทุอรเขา พ่อเราน่ะแค่คนแต่งเข้ามาอาศัย ญาติทางโน้นเขาก็ร่ำรวย ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวอะไรด้วยอีก พ่อเราถึงรักษาต่อมาไว้ได้ แต่นี่เขาร่ำๆ บอกจะยกบ้านยกที่ดินให้นังอินทุ์”

“แล้วยังไงล่ะคะ พี่อินทุ์เขาจะไล่เราออกจากบ้านหรือยังไงคะ”

“น้ำหน้าอย่างมันน่ะหรือจะกล้าทำ แต่ที่แม่ห่วงคือ บ้านนี้ ที่ดินผืนนี้ เป็นเรา เป็นหนูพิมพิ์ต่างหากที่อยู่มาตั้งแต่น้อยคุ้มใหญ่ จะให้ตกไปเป็นของคนอื่นได้อย่างไร”

“ก็คุณแม่พูดเอง ว่าบ้านเอย ที่ดินเอย เป็นของแม่พี่อินทุ์ทั้งนั้น”

“คนมันตายไปแล้ว จะมารับรู้อะไรด้วยล่ะ แล้วนังอินทุ์มันก็จะไปรู้ประสีประสาอะไรกับเรื่องมรดกนี่ คือพ่อเราเขาห่วงว่า ถ้าไม่ได้แต่ง ก็กลัวลูกสาวจะไม่มีอะไรติดตัว”

“งั้นก็ให้ไปแต่งกับคนอื่นสิคะ”

ในที่สุดพิมพิกาก็ต้องหลุดถ้อยคำที่อัดอั้นออกมา

“ทำไมล่ะ จะแต่งกับใครมันก็ไม่ใช่เรื่องของเรา แม่ก็รู้ว่าไอ้ตาปริยัตินั่น มันก็ไม่ใช่คนดีอะไรนักหนา แต่มันไม่ใช่เรื่องของเรา แต่งๆ ออกไปซะได้ แม่จะได้จัดการเรื่องของทางครอบครัวเราได้ง่ายขึ้น”

คุณโสภาพรรณยังไม่ได้ระแคะระคายสักนิด ว่าคำพูดของบุตรสาวนั้นแฝงเลศนัยอันใดเอาไว้บ้าง

“เกี่ยวสิคะ เกี่ยวกับพิมพิ์โดยตรงเลยเชียวละ พิมพิ์น่ะมีอะไรกับพี่ปอนด์มานานแล้วนะคะ”

“อะไร้! พูดอะไรออกมาน่ะพิมพิ์!”

คุณโสภาพรรณตบอกผางด้วยความตกใจ คำถามยังย้อน เพราะไม่แน่ใจว่าตนหูฝาดไปหรือเปล่า

“คุณแม่ได้ยินไม่ผิดหรอกค่ะ ดังนั้น ถ้าอยากจะได้พี่ปอนด์มาเป็นลูกเขย ก็ต้องให้แต่งกับพิมพิ์ ไม่ใช่พี่อินทุ์”

พิมพิกาพูดเรื่องนี้ออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน จนผู้เป็นมารดารู้สึกสะท้อนสะเทือนอยู่ในอก แต่ก็เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น ก่อนที่คุณโสภาพรรณจะถอนใจออกมาเฮือกใหญ่

“หมดกันลูกฉัน แล้วทางนั้นเค้าว่ายังไงมั่งล่ะ”

“เขาคงเห็นพิมพิ์ง่ายละมังคะ...” คนพูด เสียงเครือไปเล็กน้อยตอนพูดคำนี้ออกมา “...เขาก็อยากจะแต่งกับพี่อินทุ์นั่นละค่ะ”

“นั่นปะไร... เราเองนั่นละ ที่ไปแบให้เขากินฟรีๆ”

“คุณแม่คะ”

พิมพิกาน้ำตาคลอขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ถ้ามารดาโวยวายมากกว่านี้สักนิด โกรธามากกว่านี้สักหน่อยก็คงดี แต่นี่กลับพูดจาเหมือนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ

“แล้วยังไง หนูพิมพิ์จะยอมทิ้งชีวิตไปกับคนอย่างนั้นน่ะหรือ”

“ก็...”

“เก็บอนาคตของเราไว้เจอกับคนดีๆ ดีกว่านะลูก ที่เสียไปนั่นก็นึกซะว่าให้ทานหมามันไป ส่วนอนาคตร้ายๆ ก็ให้คนอื่นมันรับไป ไม่ดีหรอกหรือ”

น้ำเสียงของคุณโสภาพรรณนั้นฟังดูเหี้ยมเกรียม จนคนฟังเองก็รู้สึกหวาดเกรงขึ้นมาไม่น้อย

“แต่พี่อินทุ์เขาก็ไม่ได้รักกับพี่ปอนด์”

“เรื่องนั้นทำไมแม่จะไม่รู้ ถึงจะต้องเตรียมผูกพี่พันธ์ของพิมพ์ ไว้กับน้องสาวไอ้วายร้ายคนนั้นอีกชั้นหนึ่งยังไงล่ะ”




วิบแรกลลิตาก็ตกใจ เมื่อมีใครตะบปมือเข้าปิดปาก แต่อึดใจถัดมาก็เข้าใจ พอถูกลากมาถึงเตียงนอน แล้วถูกผลักให้ล้มคว่ำ ก็แน่ใจว่าคืนนี้ต้องแสนทรมาน

เสื้อผ้าถูกฉีกทึ้งอย่างหื่นกระหาย ไม่สนใจหรอกว่าริ้วผ้าจะบาดเนื้อให้เจ็บปวดสักเพียงใด แล้วเขาก็โถมลงมาทั้งตัว เบียดแทรกเข้ามาเต็มที่ในคราวเดียว

ลลิตาผวาเฮือก กรีดร้องออกมาด้วยความสาแก่ใจ ความอัดอั้นที่ต้องปั้นหน้าปั้นอารมณ์มาเป็นนานสองนาน เหมือนถูกทุบทำลายให้กระจายกระจุย จนโล่งหัวอก

มือที่จิกผม ดึงทึ้งแล้วขยี้ขยำไม่ปรานี ใบหน้าถูกกดลงกับหมอน ราวกับคนกระทำไม่แยแสสักนิด ว่าหล่อนจะเป็นใคร

แรงกระทั้นโหม หนักหน่วง อย่างที่ลลิตาไม่มีโอกาสจะตอบสนองอื่นใด นอกจากกรีดเสียงคร่ำครวญ ร่ำร้องหา ให้เขายิ่งสาดซัดอารมณ์ทั้งหมดเข้าใส่

แล้วอีกสองสามอึดใจ หล่อนก็ถูกลากให้ถอยลงมา จนสองเข่ากระแทกพื้นดังกึง ความปวดหนึบร้าวขึ้นมาจนถึงโคนขา ทว่านั่นกลับทำให้เขายิ่งคำรามในลำคอด้วยความพอใจ ก่อนที่สองแขนจะถูกรั้งทั้งที่ยังคว่ำหน้า จนทั้งใบหน้าและเรือนอกแหงนขึ้นพ้นพื้นที่นอน

มุมนี้สะท้อนเงาชัดอยู่ในกระจก ลลิตาแลเห็นหน้าตาที่เจ็บปวดของตัวเองแล้วก็ยิ่งสะใจ ทั้งอาการไหวโยนด้วยจังหวะถี่กระชั้นก็ยังไม่ถดถอย นาทีต่อมาสองข้อมือก็ถูกรวบไว้ในมือเดียว ต่อด้วยอีกมือของเขาที่เอื้อมมารวบดึง ให้เรือนผมตรงท้ายทอยกลายเป็นที่แทนสายบังเหียน

คนควบ ขับขี่ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ไม่ไยดีสักน้อยว่านางม้าตัวเปรียว จะต้องสะบักสะบอมถึงเช่นไร ยิ่งกรีดร้องก็ยิ่งเร่งเร้า ยิ่งเขม็งเกร็งด้วยความเจ็บปวด เขาก็ยิ่งสบหัวใจกับอาการที่เกิดเป็น

ในจังหวะสุดท้าย เขาปล่อยให้หล่อนพังพาบลงอีกคราว แล้วโถมทับลงมาทั้งร่าง ผลักดันพละกำลังทั้งหมดที่มี ทุ่มเทใส่ไม่ยั้ง จนเฮือกสุดท้ายที่ผวาขึ้น ยังรั้งไหล่ของหล่อนให้กระตุกกลับ สวนทางลงมาให้ยิ่งเจ็บลึก ก่อนจะมุดหน้ากัดลงตรงหัวไหล่ราวกับอยากจะฉีกเนื้อ

ลลิตาปวดแปลบ ทั้งแสบทั้งเจ็บไปทั้งร่าง ตอนที่พันธกานต์ยังหอบหายใจอยู่บนแผ่นหลัง หล่อนน้ำตานอง ครางกระเส่าอยู่ด้วยความสะใจ ที่สามารถระเบิดอารมณ์แรงร้ายออกมาเสียได้จนหมดจด

หล่อนค่อยเลื่อนตัวให้เขาหลุดไปจากแผ่นหลัง พันธกานต์ตะแคงหน้ามายิ้มให้ทั้งที่ยังหายใจถี่

“ขอโทษนะที่รุนแรงไปหน่อย”

เขาพึมพำ ขณะที่ผละไปนอนแผ่หราอยู่ด้านข้าง

คนถูกกระทำก็ขยับหงาย ใช้สองฝ่ามือนั่นเองเช็ดหน้าเช็ดตา รวบผมให้กลับเข้าพอเป็นทรง แล้วก็ระบายลมหายใจยืดยาว

“ไปกลัดมันมาจากไหนล่ะคะ”

“คิดถึง...”

คำตอบแสนสั้น แถมยังไม่ตรงกับคำถามอีกต่างหาก

“จะคิดถึงหลิวก็เฉพาะในเวลาอย่างนี้ละมั้ง”

“หรือไม่ชอบ”

“ก็ดีค่ะ กำลังอยากถูกทำร้ายร่างกายอยู่พอดี”

พร้อมกับที่พูด ลลิตาก็พลิกตัวมาทาบทับพันธกานต์เอาบ้าง

“ที่จริง หน้าตาอย่างพี่พันธ์ หล่อละมุนแบบนี้ บทรักไม่น่าจะขนาดนี้”

ความอัดอั้นอึดอัดเมื่อก่อนหน้า ไม่มีหลงเหลืออยู่อีกแล้ว เวลานี้ลลิตารู้สึกเหมือนกับว่า ตกอยู่ท่ามกลางสวรรค์หรรษา ที่ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องอื่นใดอีกเลย

“ดูซิคะเนี่ย ห้อเลือดหรือเปล่า ลืมตัวหรือคะ ถึงงับด้วยฟันเต็มๆ ขนาดนี้”

หล่อนเอียงไหล่ข้างที่ถูกกัด ให้เขาดูชัดๆ

“ทำไม กลัวใครจะเห็นหรือไง”

“จะกลัวใครคะ อย่างหลิวน่ะหรือจะกลัว”

ว่าแล้วลลิตาก็ขึ้นมาคร่อมพันธกานต์เอาไว้ทั้งตัว ทำท่าราวกับนางสิงห์กระหายเหยื่อ กำลังข่มขู่กระต่ายตัวน้อยขนปุกปุยให้ยอมรับชะตากรรม

“สารภาพมาซะดีๆ เถอะค่ะ ว่าไปกลัดมัน อารมณ์ค้างมาจากไหน”

หล่อนก้มหน้าลงจนชิด กระซิบคำถามด้วยท่าทางแบบเนื้อจรดเนื้อ

“จะให้ผมบอกจริงๆ หรือว่าให้โกหกล่ะ”

“ความจริงเถอะค่ะ คืนนี้หลิวเอือมกับเรื่องโป้ปดมดเท็จเหลือเกินแล้ว”

“ถ้าพูดเรื่องจริง คุณจะโกรธเอาน่ะสิ”

“พูดมาก่อนสิคะ พี่พันธ์จะมารู้ใจหลิวได้อย่างไร”

แต่แทนที่พันธกานต์จะพูด เขากลับพยายามเลื่อนตัวขึ้นไปให้ถึงหมอน

“จะพูดออกมาดีๆ หรือจะต้องให้ข่มขืน”

ลลิตาจึงคลานตามขึ้นมาอีกครั้ง แสร้งทำเป็นนัยน์ตากร้าว ข่มขู่จริงๆ จังๆ

“จะแก้แค้นหรือยังไง”

“ใช่ อยู่ๆ ก็มาข่มขืนกันอย่างนี้ มันหยามกันชัดๆ นะคะ”

แล้วสองเสียงก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน ราวกับละครหฤหรรษ์ในฉากอัศจรรย์เมื่อครู่ ช่างน่าขันเสียเต็มประดา

“ผมไม่อยากจะเท้าความอะไรอีกแล้วนะ”

“ไม่อยากเท้าก็ไม่ต้องเท้าสิคะ จะพูดอะไรก็พูดมาเลย จนถึงตอนนี้ หลิวคิดว่าไม่มีอะไรที่จะทนรับฟังไม่ได้อีกแล้วละค่ะ”

หล่อนเกลี่ยปลายนิ้ว จัดปลายผมที่ลงมาปรกดวงหน้าคมคายของเขา ให้แลดูน่ามองยิ่งขึ้น

“คุณพ่อจะยกบ้านกับที่ดิน กับทรัพย์สินส่วนเดิม ให้กับน้องอินทุ์”

“ก็ดีแล้วไงคะ หลิวจะได้มีเพื่อนรวยๆ อีกสักคน แล้วคุณน้าโสภาจะยอมหรือคะ รายนั้นน่ะ เราก็รู้ๆ กันอยู่”

คนพูดเพิ่งรู้สึกว่าที่จริงอากาศห้องนี้ก็เย็นฉ่ำ พันธกานต์คงรู้สถานการณ์จึงเปิดเครื่องปรับอากาศรอไว้ตั้งแต่แรก พอรู้สึกเย็นก็เริ่มหนาว ต้องแนบร่างทบลงบนร่างแกร่งของชายหนุ่ม พร้อมกับเลื่อนผ้านวมผืนใหญ่ขึ้นมาห่มคลุม

“นั่นละที่เป็นปัญหา คุณแม่รู้ว่าผมชอบพอน้องอินทุ์”

“แล้วจะให้แต่งงานกันงั้นหรือคะ”

“ไม่หรอกน่ะ เราจะทำอย่างนั้นได้ยังไง”

คำตอบนี้ พันธกานต์ก็ตอบอย่างไม่เต็มปากเต็มคำนัก

“แล้วจะเดือดร้อนทำไมคะ แล้วอีกอย่าง... มันเกี่ยวอะไรกับอาการกลัดมันนี่ไม่ทราบ”

หล่อนแกล้งหยิกเขาเบาๆ ที่ใต้สะดือ

“คุณแม่เปิดทางสะดวก ถ้าหากอินทุ์ยังไม่ยอมแต่งกับปริยัติ ก็อนุญาตให้ผมรวบรัดจัดการกับน้องอินทุ์ได้เลย”

“คิดจะทำลายกันเลยหรือคะ”

ลลิตาต้องกลืนคำร้ายๆ ที่อยากจะพูดถึงคุณโสภาพรรณ เก็บเข้าไว้ในอก นึกรังเกียจชิงชัง หญิงที่เต็มไปด้วยความโลภโมโทสันคนนั้น ขึ้นมาจับใจ

“ผมจะทำอย่างนั้นได้ยังไงล่ะ ก็ผม...”

“ก็ผมรัก... งั้นหรือคะ”

พันธกานต์ไม่ตอบ

“เข้าใจแล้ว... พอกลัดมัน จินตนาการเตลิดเปิดเปิงถึงยัยอินทุ์ขึ้นมา ก็เลยต้องมาลงเอากับหลิว แล้วไงคะ พอจะทดแทนกันได้หรือเปล่าล่ะ”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิ ไม่มีใครจะทดแทนใครได้ทั้งนั้นละ ที่ผมมาหา ก็เพราะคิดถึง ก็มีแต่หลิวเท่านั้น ที่รู้ใจผมดีที่สุด”

ขณะที่พูด พันธกานต์ก็กระชับวงแขนให้เรือนกายของหญิงสาวในอ้อมกอดยิ่งอบอุ่น พรมรอยจุมพิตเบาๆ ลงบนแนวลำคองามระหง

“ทางออกของอินทุ์ ที่จะรอดเงื้อมมือพี่พันธ์ไปได้ ก็คือต้องรีบๆ แต่งงานไปเสีย”

ลลิตายังไม่วายห่วงเพื่อนสนิท ถึงจะขัดแย้งในเรื่องความรักกันอย่างไร แต่ค่าที่คบหากันมาเนิ่นนาน ย่อมอดจะเป็นห่วงกันไม่ได้

“หลิวก็รู้ ว่าน้องอินทุ์ไม่ได้รักไม่ได้ชอบนายปริยัติเลยสักนิด”

“งั้นอินทุ์ก็ต้องเสร็จพี่พันธ์แน่ๆ”

“ผมไม่เคยคิดจะขืนใจอินทุ์”

“แต่ถ้ามีโอกาส ปะเหมาะเคราะห์ดีขึ้นมา”

“ไม่ละ ผมไม่มีทางทำร้ายเธอเด็ดขาด”

“ถ้าอย่างนั้น แล้วอินทุ์เขาจะรอดไปจากนายปริยัติพร้อมๆ กับพ้นจากน้ำมือของพี่พันธ์ได้ยังไงล่ะคะ”

“ก็... แล้วน้องอินทุ์เขามีคนอื่นที่รักใคร่ชอบพอกันอยู่อีกหรือเปล่าล่ะ”

ลลิตาได้แต่ใจหาย กับคำถามนี้ จะให้ตอบได้อย่างไรล่ะ ว่าที่อินทุอรพร่ำเพ้อละเมอหามาเป็นปีๆ นี้คือภาควัต




“ทำไมกลับเร็วล่ะลูก ไหนว่าจะไปต่อกับการันย์”

คุณแวววิไลค่อนข้างแปลกใจ ที่เห็นภาควัตกลับเข้าบ้านมาด้วยหน้าตาไม่สู้ดี

“ชยุตมันเบี้ยวอีกตามเคย”

บุตรชายอ้างเลยไปถึงเพื่อนสนิทอีกคน

“ก็เลยเสียใจ... ที่ไม่ได้ออกเที่ยวให้สะใจ”

มารดาแสร้งประชดไม่จริงจังเท่าไร

“โธ่! คุณแม่ อย่าล้อผมอย่างนี้สิฮะ ก็... แค่... อยากจะกลับบ้าน”

“แต่ท่าทางลูกไม่เหมือนอย่างที่ว่าเลยนะ เหมือนเอาตัวกลับมาอย่างเดียว แต่วิญญาณมันล่องลอยไปถึงไหนต่อไหนก็ไม่รู้”

ภาควัตทิ้งตัวลงนั่งข้างคุณแวววิไล เอียงตัวอิงๆ ไว้กับร่างของมารดา

“มีอะไรหรือเปล่า หรือว่าทะเลาะกันมา”

“กับใครล่ะฮะ... เพื่อนๆ มันแทบไม่มีใครจะคบกับผมอยู่แล้ว”

“ก็ถ้าเขาเลิกคบ เพราะว่าลูกชายของแม่เลิกเที่ยว ถ้าอย่างนั้นเลิกคบกันไปซะได้ จะไม่ดีกว่าหรือ”

น้ำเสียงของมารดาปรานีอย่างยิ่ง พอเห็นว่าบุตรชายเงียบไป จึงโน้มศีรษะตนไปแตะอยู่กับหัวไหล่ของเขา

“ภาคน่ะโตถึงขนาดนี้แล้ว จำไม่ได้แล้วละมั้ง ว่าครั้งสุดท้ายที่มาซุกมาซบอยู่กับอกแม่ มาอ้อนขอนอนหนุนตักแม่นี่ มันนานแค่ไหนแล้ว”

คุณแวววิไลแลดูตัวเล็กลงอีกมาก เมื่อนั่งอิงอยู่ใกล้ๆ กับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ โครงร่างของภาควัตไม่ได้เทอะทะจนน่าอึดอัด ตรงกันข้าม ทั้งเนื้อทั้งตัวของเขากลับชวนให้รู้สึกอบอุ่น อยากจะพักพิงอิงแอบอยู่แนบข้างได้อย่างน่าประหลาด

“ผมก็ยังเป็นลูกชายคนเดิมของคุณแม่”

“ไม่เอาคนเดิมได้ไหมล่ะ แม่อยากได้คนใหม่ แบบเดียวกับคนที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกนี่ละ ได้ไหม”

“คุณแม่ละชอบว่าผมเรื่อย ก็ตอนนั้นมัน...”

แล้วคืนสุดท้ายก่อนจากเมืองไทยไปก็เวียนกลับมาซ้ำเติมในความรู้สึกอีกจนได้ ภาควัตขยับตัวเพราะอยู่ๆ ก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ผู้มากวัยคงจับสังเกตได้ จึงขยับออกห่าง ก่อนจะจับเขาให้หันมามองกันตรงๆ

“การทำตัวเป็นคนดีนี่มันยากนะฮะแม่ เรื่องการกระทำน่ะยังไม่ยากเท่าความคิด จะให้คิดแต่ทางที่ดีๆ คิดถึงแต่สิ่งที่ดีๆ นี่มันยากเหลือเกิน”

แล้วภาควัตก็ค่อยถ่ายทอดออกมา พยายามปรับน้ำเสียงให้ไม่ได้ฟังว่าเป็นทุกข์ร้อนจนเกินไปนัก

“หรือว่าผมเป็นพวกชอบมองโลกในแง่ร้ายไปแล้วก็ไม่รู้”

“การมองคนอย่างรู้จักพิจารณา กับมองคนในแง่ร้ายมันต่างกันนะจ๊ะ การรู้จักพิจารณา หมายถึงการที่เรารู้จักไตร่ตรอง รู้จักการใช้เหตุใช้ผล ในการวิเคราะห์ ตัดสินว่าใครเป็นอย่างไร แต่การมองคนในแง่ร้าย มันเป็นเรื่องของคนที่จิตใจหม่นมัว คนเราน่ะนะ หากจิตใจของตัวเองไม่แจ่มใสเสียแล้ว ก็ยากนักที่จะมองโลกให้แจ่มใสไปด้วยได้”

มารดาเลื่อนมือขึ้นมาลูบต้นแขนของบุตรชายเบาๆ เหมือนอย่างจะปลอบโยน

“การที่คนเคยสำมะเลเทเมามาก่อน จะกลับเนื้อกลับตัว มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกลูก ถึงคิดว่าเราจะทำได้ แต่คนรอบข้างเขาต่างคนก็ต่างใจ พวกที่คิดจะคบกับเราเพื่อหวังกินหวังเที่ยวก็มี และก็คงมีมาก ส่วนพวกที่จะพลอยอนุโมทนาสาธุกับเรื่อง ที่เราจะกลับตัวกลับใจ มันก็ต้องน้อยกว่าเป็นธรรมดา”

คุณแวววิไลพยายามพูดเป็นกลางๆ เพราะภาควัตยังไม่ได้แย้มเรื่องคับข้องใจออกมาชัดๆ

“ผมไม่แคร์คนอื่นอยู่แล้ว ถ้าเราเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วมันทนคบกับเราต่อไปไม่ได้ ก็ทางใครทางมัน ส่วนไอ้สองคนนั่นมันก็ดี ทั้งไอ้กันไอ้ยุต มันออกจะดีใจกับผม ที่เลิกเที่ยวเลิกเสเพลเสียได้”

“แล้วมานั่งทำท่าเป็นทุกข์เป็นร้อนอยู่ทำไม หรือว่าได้เจอโจทก์เก่า แม่สาวๆ พวกนั้นน่ะหรือ”

คราวนี้มารดาพยายามจะตะล่อมให้เข้าเค้า

“ก็...ไม่เชิง แต่...”

“แต่ก็ไม่พ้นเรื่องผู้หญิง ภาคเอ๋ย ไอ้รูปสมบัติคุณสมบัติเขาเรานี่มันก็ต้องพาให้เป็นไปในรูปนั้นละ แต่มันอยู่ที่ใจของเราว่าจะหักห้ามได้หรือเปล่า ถ้าเป็นเมื่อก่อน แม่ก็จะไม่พูดตรงๆ อย่างนี้ แต่ตอนนี้คิดว่าน่าจะพูดกันได้”

“ผมเองก็ว่า คิดอะไรได้เยอะเหมือนกัน ระหว่างที่ไปอยู่ที่โน่น”

เขายังจะไม่หลุดปากออกไปหรอกว่า ที่คิดได้เยอะนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร

“คิดเยอะถึงแค่ไหนล่ะลูก ถึงกับอยากจะมีครอบครัวหรือยัง แต่แม่ขอนะ อย่าเลยกับพวกสาวๆ ที่เจอกันตามผับตามบาร์ แม่ว่าพวกนั้นไม่เหมาะจะมาเป็นลูกสะใภ้บ้านนี้”

น้ำเสียงเรียบๆ ของมารดา กับคำร้องขอธรรมดาๆ นี้ กระแทกหัวใจของภาควัตเข้าอย่างจัง

กับอินทุอร ผู้หญิงในใจเขาตอนนี้ ก็เจอกันในที่สำเริงราตรีไม่ใช่หรือ

“แล้วเป็นไปได้ไหมฮะ ที่ผู้หญิงดีๆ จะไปเที่ยวเล่นอย่างนั้นบ้าง แบบ... ประมาณว่าเป็นคนที่ดูแลตัวเองได้”

“ก็ภาคเคยเห็นไหมล่ะลูก เที่ยวมานักต่อนัก เคยเจอสักคนไหมเล่า”

คำถามนี้ทำให้ภาควัตอับจนที่จะตอบคำ ต้องค่อยๆ เปลี่ยนคำพูดเสียใหม่

“ถ้าอย่างนั้น สมมติว่า เราได้เจอกันในวันหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย เป็นปี แล้วก็ได้กลับมาเจอกันอีก แม่คิดว่าเธอจะยังรักษาเนื้อรักษาตัวรอเราอยู่ได้ไหมฮะ”

“ก็ต้องกลับมาตรงคำเดิมของแม่นั่นละภาค ลูกไปเจอกันที่ไหน ถ้าเจอกันแล้วหิ้วปีกกันไป ขนาดเขายอมเราได้ง่ายๆ แล้วเขาจะไม่ไปยอมให้คนอื่นด้วยละหรือ...

“...ไม่เอาละ พูดเรื่องอย่างนี้แล้วจิตตก แม่ไม่พูดแล้ว แค่นี้ก็มีเรื่องให้กลุ้มไม่เว้นแต่ละวันอยู่แล้ว”

อยู่ๆ คุณแวววิไลก็เปลี่ยนเรื่อง ท้ายประโยคยังทิ้งความเคลือบแคลง ให้บุตรชายต้องกระโจนตาม

“มีเรื่องอะไรให้กลุ้มอีกล่ะฮะ ผมก็ไม่ได้ออกไปเที่ยวเตร่ที่ไหน คืนนี้ก็กลับมาอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่นี่ไง”

“ก็เรื่องของภาคนั่นละ แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเที่ยวหรือไม่เที่ยว”

ภาควัตชักงง เลยตั้งท่าจะซักไซ้ไล่เรียงขึ้นมาจริงๆ จังๆ

“ก็ทางโน้นน่ะสิ เขาโทร.มานัดอีกแล้วนะ”

“ทางไหนฮะ”

“ก็ว่าที่แม่ยายของภาคไงล่ะ คราวนี้บอกออกมาตรงๆ เลยนะ ว่าอยากให้หนุ่มสาวได้เห็นหน้าเห็นตา พูดจา ทำความรู้จักให้รู้จักนิสัยใจคอกันไว้”

คนฟังได้แต่ระบายลมหายใจยาว นึกออกทันทีว่าเป็นใคร

“คุณนายโสภาพรรณอะไรนั่นน่ะหรือ นี่เขาเลิกเอาเรื่องฤกษ์ยามที่จะจับลูกสาวอีกคนแต่งงาน เปลี่ยนมาตั้งใจจะจับคู่ให้ผมจริงๆ จังๆ แล้วเรอะ”

“แม่ก็... ถ้าจะให้พูดตรงๆ แม่ก็รำคาญอยู่เหมือนกัน แต่ยังลำบากใจอยู่มาก เพราะเขาเข้าทางคุณพ่อ รบกวนกันไปถึงตรงนั้น ครั้นเราจะรีๆ รอๆ บ่ายๆ เบี่ยงๆ เขาก็คงไม่เลิกมายุ่งกับเราง่ายๆ”

“หมายความว่าเราจะรับนัด...”

“ก็ให้รู้เรื่องรู้ราวกันไป ทางนั้นเขาก็ว่าลูกสาวเขาดีนักหนา เป็นแม่เหย้าแม่เรือน เป็นแม่ศรีเรือน เป็นกุลสตรี เป็นเบญจกัลยานี อะไรต่อมิอะไรมากมาย”

“ถ้าเป็นอย่างนั้น ยังจะเหลือมาถึงผมอีกหรือฮะ ผู้ชายทั้งประเทศคงตอมกันให้ครึ่ดไป”

“เราก็ไปให้เห็นกับตา ผู้หญิงน่ะ พูดจากันคำสองคำ ก็รู้แล้วว่าเขาเป็นคนอย่างไร ยิ่งอย่างภาค อย่าบอกนะ ว่ามองปราดเดียว แล้วไม่รู้ว่าผู้หญิงคนไหนเป็นยังไง”

“ถ้าเห็นแล้วรู้ว่าเขาไม่ใช่คนดี จะให้ทำยังไงต่อไปล่ะฮะ”

“หรือว่าภาคได้เจอคนดีๆ ไว้แล้วล่ะ แม่จะได้ปฏิเสธให้สิ้นเยื่อขาดใยกันไป”

มารดาต้องแกล้งทำเสียงแข็ง เมื่อเห็นว่าบุตรชายทำท่าจะอิดออดต่อไปอีก

“คนเรา ยังไม่เคยพบเคยเห็นกัน จะไปด่วนตัดสินใจได้ยังไง ว่าเขาดีหรือไม่ดี ใจจริงแม่ก็ยังห่วง ไม่รู้เมื่อไหร่ภาคจะเป็นฝั่งเป็นฝากับเขาเสียที คุณพ่อเขาก็บ่นๆ ว่าอยากอุ้มหลาน ถ้าลูกยังไม่อินังขังขอบ หรือว่าเข็ดสายตาตัวเองเสียแล้ว ว่าไม่เคยได้เจอะเจอคนดีๆ แม่กับพ่อก็จะช่วยดูให้”

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจคุณแม่เถอะฮะ ผมน่ะ เฉยๆ ไม่ถูกใจตั้งแต่คุณว่าที่แม่ยายนั่นแล้ว โบราณเขายังบอกไม่ใช่หรือ ว่าดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่”

“นั่นมันโบราณมั้งลูก สมัยนี้ ผู้หญิงไม่ได้ถูกเก็บตัวอยู่แต่ในเหย้าในเรือน”

“จะในเหย้าหรือนอกเหย้า ถ้าผมต้องมีแม่ยายแบบคุณนายโสภานั่น ผมก็คงต้องขอบาย คุณแม่ก็เห็น ขนาดเราไม่ได้สนิทสนมกันเท่าไหร่ เขายังเป็นไปได้ขนาดนี้ ถ้าต้องมาเกี่ยวดองกันจริงๆ คุณแม่นึกภาพออกไหมล่ะฮะ ว่าจะวุ่นวายขนาดไหน”

“เอาเป็นว่าแม่จะฟังเฉพาะคำที่ภาคบอกว่า ตามใจแม่ ก็แล้วกัน สรุปว่าเย็นวันเสาร์ทำตัวให้ว่าง เราคงต้องไปกันแค่สองคน คุณพ่อเขารอดตัวไปแล้ว โน่น... บอกว่าติดประชุมที่สิงคโปร์ กลับมาไม่ทัน”

คุณแวววิไลตัดบท พร้อมกับนัดหมายเสร็จสรรพ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องสัพยอกต่ออีกนิด

“แม่อนุญาตภาคให้กินข้าวเที่ยงตุนไว้ให้มากๆ ก็แล้วกัน เผื่อมื้อเย็นจะกินอะไรไม่ลง”



***********



นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 7 พ.ค. 2554, 21:59:01 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 7 พ.ค. 2554, 21:59:01 น.

จำนวนการเข้าชม : 1557





<< 013   015 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account