ภูตคราม
ภูธรา ภูตป่าที่ดำรงเผ่าพันธุ์และยังชีพด้วยการสูบพลังวิญญาณของสิ่งมีชีวิต
มนุษย์ สรรพสัตว์ทั้งหลายหรือแม้แต่พืชพรรณไม้นานา
การปรากฏตัวของพิมมาดา หญิงสาวผู้มีดวงจิตอันบริสุทธิ์
รักแรกพบจึงเกิดขึ้น
ความรักของทั้งสองจะเป็นเช่นไรเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นสิ่งไร้ตัวตน
พวกเขาจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้ครองคู่กัน


Tags: ภูต

ตอน: บทที่ 5 การตรวจสอบ

บทที่ 5 การตรวจสอบ

เช้าวันใหม่พิมมาดาลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเพื่อออกไปทำงานตามปรกติ ระหว่างที่กำลังปิดกุญแจรั้วหญิงสาวก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อรู้สึกถึงความเย็นจากลมกลุ่มหนึ่งพัดวูบผ่านร่าง เธอรีบเงยหน้าขึ้นและหันมองไปรอบตัวโดยหยุดสายตาไว้ที่มะตูมต้นใหญ่ริมคลอง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดก้าวออกจากต้นไม้แล้วหญิงสาวจึงถอนใจพร้อมกับบ่นพึมพำ

“คิดไปได้นะเรา ภูตครามจะเข้าไปอยู่ในต้นมะตูมได้ยังไง”

พูดจบเธอก็หย่อนกุญแจลงกระเป๋าและเดินไปตามทางที่รกครึ้มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เมื่อเห็นรถจักยานยนต์รับจ้างคันหนึ่งวิ่งผ่านมาหญิงสาวจึงรีบร้องเรียกเพื่อโดยสารออกไปยังปากซอย เมื่อถึงถนนใหญ่แล้วจึงขึ้นรถโดยสารประจำทางต่อไปยังบริษัทของเธอ

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง พนักงานทุกคนต่างหันมามองพิมมาดาเป็นตาเดียว ฤทธิ์ซึ่งปรกติจะเป็นคนพูดจาสนุกสนานเฮฮาอยู่ตลอดเวลารีบเดินเข้ามาหาพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง

“พี่พิมเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ”

“อะไรนะ”พิมมาดาทำหน้างงและไล่สายตามองทุกคนในห้อง ฤทธิ์จึงพูดต่อ

“ก็ที่หกล้มเมื่อวานไงครับ”

“อ๋อ”คราวนี้หญิงสาวหันไปมองนิลเนตรที่กำลังจัดเอกสารลงแฟ้ม อีกฝ่ายส่งยิ้มกลับมา

“ฉันเล่าเรื่องที่เราเจอเมื่อวานให้ทุกคนฟังน่ะ”

เพื่อนสาวรีบบอก พิมมาดาถอนใจออกมาเบาๆก่อนจะหันไปตอบพนักงานรุ่นน้อง

“แค่หัวเข่าถลอกนิดหน่อยเท่านั้นไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก”

“แต่ก็โชคดีนะคะที่คุณพิมไม่ได้เป็นอะไร” ป้าแช่ม แม่บ้านผู้รับทำงานจิปาถะประจำบริษัทพูดขึ้นมาบ้าง หลายคนพยักหน้าเป็นทำนองเห็นด้วยในขณะที่สิทธิศักดิ์พูดเสียงเรียบ

“แต่ผมสะใจที่คนร้ายสองคนนั่นตาย”

“นั่นสิ แบบนี้เขาเรียกว่ากรรมทันตา คุณพิมเป็นคนดีผีสางเทวดาเลยลงมาช่วย หมดเคราะห์หมดโศกกันไปแล้วล่ะค่ะ”

ป้าแช่มพูดเสริมตามความเชื่อของตน ความรักนับถือในตัวพิมมาดา ทำให้เธอรีบพนมมือขึ้นและหันไปไหว้หิ้งพระที่อยู่อีกด้านหนึ่งของห้องพร้อมกับกล่าวอะไรออกมาสองสามคำซึ่งหญิงสาวพอจะฟังออกว่ามันเป็นคำเรียกขวัญของชาวเหนือ คำพูดและความห่วงใยของพนักงานบริษัทที่มีต่อพิมมาดาสร้างความขัดใจให้นงนภัสที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่หน้าห้องนายองอาจเป็นอย่างมาก เธอแบะปากและสะบัดหน้าไปทางอื่นพร้อมกับพูด

“ฉันว่าเป็นตัวซวยมากกว่า”

นิลเนตรชะงักงานที่กำลังทำทันทีและหันไปถามเสียงกระด้าง

“หมายความว่ายังไงคุณนงนภัส”

นงนภัสมองเธอด้วยหางตาและปรายไปทางพิมมาดา

“แหม จะให้หมายความว่ายังไงล่ะคะคุณเลขาฯ ลองคิดดูให้ดีถ้าเจ้าผู้ร้ายสองคนนั้นไปวิ่งราวคนอื่นก็คงจะรอด แต่เพราะดวงซวย มากระชากกระเป๋าจากตัวซวย ความซวยมันก็เลยพุ่งเข้ามาหาจนตายคาที่ไปทั้งสองคน”

การพูดแบบลอยหน้าลอยตากับน้ำเสียงที่เน้นย้ำตรงคำว่า ซวย โดยเฉพาะทำให้นิลเนตรถึงกับเดือดขึ้นมา

“พูดแบบนี้ไม่สวยเลยนะคุณนงนภัส”

“ฉันแค่พูดความจริง จะสวยหรือไม่สวยก็แล้วแต่คนจะคิด” อีกฝ่ายทำเป็นเมินมองไปทางด้านอื่นเหมือนไม่ใส่ใจในสิ่งที่ตัวเองพูดเท่าใดนัก นิลเนตรขยับเตรียมจะต่อว่าแต่พิมมาดากลับแตะแขนของเธอเอาไว้พร้อมกับส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม

“ช่างเขาเถอะ”

“แต่ยายนั่นกำลังว่าเธอ” เลขานุการสาวพูดด้วยความโมโห พิมมาดายิ้มอย่างใจเย็น

“ก็อย่างที่เขาบอก ทุกอย่างแล้วแต่คนคิด ถ้าเรารับเราก็เป็นอย่างที่เขาพูด แต่ถ้าไม่ใช่” หญิงสาวเลื่อนสายตาไปทางนงนภัสและกล่าวต่อด้วยเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงความคมเหมือนจะเชือดคนฟัง

“คนพูดนั่นแหละที่เป็น”

นงนภัสหันขวับมามองตาวาว ในขณะที่ฤทธิ์ทุบโต๊ะระรัวพร้อมกับปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น

“สุดยอดไปเลยพี่พิม”

พนักงานรุ่นน้องหัวเราะงอหายจนนิลเนตรกลัวว่าเขาจะขาดใจตายไปเสียก่อน โชคดีที่นายองอาจก้าวเข้ามาในห้อง ฤทธิ์จึงหยุดและรีบเดินไปทำหน้าที่ของตนส่วนพิมมาดายกมือไหว้เจ้าของบริษัทอย่างนอบน้อม

“สวัสดีค่ะ”

นายองอาจพยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึมและขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อนงนภัสโผเข้าไปกอดแขนพร้อมกับออดอ้อน

“มาช้าจังเลย รถติดเหรอคะ”

“พอดีผมแวะทำธุระอะไรนิดหน่อย” นายองอาจตอบและมองนิลเนตรที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดเรียงเอกสาร “เมื่อกี้ผมได้ยินเสียงหัวเราะ คุยอะไรกันอยู่เหรอ”

“เรื่องไร้สาระของพวกพนักงานน่ะค่ะ อย่าไปสนใจเลย” นงนภัสรีบพูดตัดบทและพยายามลากนายองอาจเข้าห้อง อีกฝ่ายฝืนตัวเล็กน้อยพร้อมกับพูด

“จะรีบไปไหนน่ะนง” น้ำเสียงเจือความรำคาญพลางดึงแขนออกจากการเกาะกุมของหญิงสาว “อ้อคุณนิล ผมอยากจะได้ผลประกอบการของเดือนนี้ ช่วยจัดการให้หน่อย แล้วโทร.ไปย้ำคุณเอกภพด้วยว่าเรามีนัดกันพรุ่งนี้บ่ายสาม”

“ค่ะ”นิลเนตรรับคำพร้อมกับบันทึกคำสั่งทั้งหมดลงสมุดและรีบเดินตรงไปที่ห้องของ
พิมมาดาเพื่อขอเอกสารตามที่เจ้านายต้องการ ทางด้านนายองอาจเมื่อสั่งงานเลขานุการเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินเข้าไปในห้องโดยมีนงนภัสก้าวตามไปด้วยเหมือนเงาตามตัว ทันทีที่อยู่กันตามลำพัง หญิงสาวจึงเริ่มออดอ้อนทันที

“คุณองอาจขา เมื่อกี้นิลเนตรกับพิมมาดาชวนพนักงานบริษัทคุยค่ะ”

“ไม่เห็นแปลก พวกเขาทำงานด้วยกัน ก็ต้องคุยกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา” นายองอาจพูดพลางดึงแฟ้มงานมาเปิด นงนภัสกระแทกลมหายใจออกมาค่อนข้างแรง

“แต่นี่มันเป็นเวลางานนะคะ ทำแบบนี้เหมือนหาเรื่องอู้กันชัดๆ”

“อย่าคิดมากไปหน่อยเลยนง”เสียงนายองอาจออกแนวเบื่อหน่ายมากกว่าความรำคาญขณะไล่สายตาดูเอกสารที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ นงนภัสเม้มปากเล็กน้อยก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนโต๊ะ

“แต่พวกเขาว่านงด้วยนี่คะ”

“เขาว่าอะไรคุณ” อีกฝ่ายถามทั้งที่สายตายังคงจ้องอยู่ที่ตัวเลขบนกระดาษ เมื่อเห็นหญิงสาวทำเป็นอิดเอื้อนเหมือนไม่อยากจะพูดนายองอาจจึงเงยหน้าขึ้น “ทำไมไม่พูดล่ะ”

“ก็นงไม่อยากบอก เดี๋ยวคุณองอาจจะโกรธ”

“ผมจะไปโกรธอะไรคุณ” นายองอาจปิดแฟ้มและเลื่อนไปกุมมือนงนภัสอย่างเอาใจ “นิลเนตรเขาพูดว่ายังไง”

“ช่างมันเถอะค่ะ”นงนภัสแสร้งทำเป็นไม่สนใจและย้ายสะโพกจากโต๊ะลงไปนั่งบนตักนายองอาจ”นงว่าเราคุยเรื่องอื่นกันดีกว่า”

“งั้นคุยเรื่องอะไรดี” เจ้าของบริษัทถาม อีกฝ่ายเอียงหน้าเพื่อให้ดูน่ารักก่อนทำเสียงอ้อน

“เมื่อวานนงไปเดินห้าง เจอกระเป๋าใบนึงสวยถูกใจ” เธอเอนตัวลงซบอกนายองอาจ”ครั้นจะซื้อก็เงินไม่พอ นงงี้เสียดายแทบตาย”

“งั้นเย็นวันนี้เราไปซื้อด้วยกัน ว่าแต่กระเป๋านั่นมันใบละเท่าไหร่”

“สองหมื่นเองค่ะ” นงนภัสจีบปากจีบคอพูดแต่นายองอาจกลับทำตาโต

“สองหมื่น!” เขาทวนคำเสียงดังลั่น “กระเป๋าอะไรทำไมมันแพงขนาดนั้น”

“ก็มันเป็นของต่างประเทศนี่คะ แต่ถ้าคุณองอาจคิดว่ามันแพงก็ไม่เป็นไร นงไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ค่ะ”

พูดพลางทำเป็นลุกขึ้นเดินหนีอย่างเง้างอน นายองอาจส่ายหน้าพร้อมกับถอนใจ

“ในเมื่อคุณอยากได้ผมก็จะซื้อให้ แต่แค่กระเป๋าใบเดียวเท่านั้นนะ”

นงนภัสรีบถลาเข้าไปกอดเขาทันทีพร้อมกับหอมแก้มซ้ายขวาข้างละหนึ่งฟอดเพื่อเป็นการเอาใจ

“แค่นั้นก็ได้ค่ะ แต่นงขออะไรอีกนิดได้ไหมคะ” เธอเอียงคอทำเสียงหวาน เมื่อเห็นอีกฝ่ายมองด้วยสายตาเชิงถามจึงรีบพูด “เย็นนี้คุณต้องทานข้าวกับนง”

“อ๋อ ได้สิ” นายองอาจพูดอย่างอารมณ์ดี นงนภัสยิ้มกว้างและทำท่าจะซบเขาอีกครั้งแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู เธอรีบขยับถอยออกไปนั่งที่เก้าอี้อย่างไม่ค่อยพอใจนักและยิ่งชักสีหน้าบูดบึ้งหนักขึ้นไปอีกเมื่อเห็นพิมมาดาก้าวเข้ามาในห้อง

“มีเรื่องด่วนค่ะ” เธอพูดแค่นั้นแล้วหยุดนิ่ง นายองอาจขมวดคิ้วด้วยความสงสัยแต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายปรายตาไปทางนงนภัสเขาจึงผงกศีรษะ

“ไปนั่งเล่นข้างนอกก่อนนะนง”

หญิงสาวทำท่าจะแย้งแต่เมื่อเห็นสีหน้าของนายองอาจแล้วเธอจึงลุกพรวดก้าวสะบัดออกจากห้องไปโดยไม่ลืมส่งสายตาอาฆาตมายังพิมมาดา เมื่อเห็นนงนภัสออกไปแล้วนายองอาจจึงชี้ไปที่เก้าอี้เชิญให้เธอนั่ง

“มีอะไรหรือคุณพิม”

“เมื่อครู่คุณกรเทพโทร.มาค่ะ”เธอรีบรายงาน”เขาปฏิเสธการชำระเงินงวดล่าสุดด้วยเหตุผลว่า ได้รับสินค้าไม่ครบตามจำนวน”

“เป็นไปได้ยังไง เราส่งของให้เขาครบตามที่สั่ง มีหลักฐานยืนยันทั้งใบส่งของและใบรับ คนของเขาก็ตรวจนับจำนวนสินค้าเองด้วยไม่ใช่เหรอ”

“ดิฉันได้ชี้แจงไปตามที่ท่านพูด แต่ทางนั้นยืนยันมาว่า สินค้าไม่ครบ”

“บริษัทของเราไม่เคยบกพร่อง ผมไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด” เขามองหญิงสาว
”คุณช่วยไปหาเอกสารยืนยันการรับสินค้าให้หน่อยว่าทางนั้นรับสินค้าเราไปครบทุกอย่าง และนำมาให้ผมดูด้วยจะได้โทร.ไปยืนยันกับคุณกรเทพอีกครั้ง”

“ดิฉันจัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ”พิมมาดาพูดพลางวางแฟ้มเอกสารชุดหนึ่งลงบนโต๊ะ “ทุกอย่างถูกต้องครบตามจำนวน แต่พอแจ้งกลับไปทางนั้นก็ตอบมาว่า จำนวนกล่องครบ แต่ตัวยาข้างในหายไป”

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณกรเทพจะใช้เหตุผลแบบนั้นมาเป็นข้ออ้าง”นายองอาจพูดพลางอ่านเอกสารตรงหน้า”จำนวนเงินไม่คุ้มกับชื่อเสียงของบริษัทเลยด้วยซ้ำ”

“ตอนแรกฉันก็คิดแบบเดียวกับคุณองอาจ แต่พอคุณกรเทพวางสายไปไม่นาน บริษัทอื่นก็โทร.เข้ามาขอระงับการชำระเงินด้วยเหตุผลเดียวกัน”

นายองอาจเลิกคิ้วทำตาโต

“นอกจากคุณกรเทพแล้วยังมีบริษัทอื่นอีกด้วยหรือ” คิ้วขมวดเข้าหากันก่อนจะถามประโยคต่อไป”ทั้งหมดกี่ราย”

“เฉพาะตอนนี้มีแจ้งเข้ามาแล้วแปดบริษัท ทุกบริษัทยืนยันเหมือนกันว่าได้รับยาไม่ครบ มีอยู่สองที่ระบุว่ากล่องบรรจุภัณฑ์ไม่เรียบร้อย มีร่องรอยเหมือนถูกงัดแงะ พอเปิดออกดูจึงพบว่ายาที่อยู่ในนั้นหายไป”

คราวนี้นายองอาจถึงกับนิ่ง นิ้วอูมเคาะโต๊ะอย่างใช้ความคิด

“ยาหายไป”เขาทวนคำและยกมือขึ้นลูบคาง”จะบอกว่าเป็นการสร้างเรื่องเพื่อที่จะไม่ชำระเงินก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะคุณกรเทพติดต่อค้าขายกับเรามานาน แถมยังเคยชำระเงินล่วงหน้าทั้งที่ของยังไม่เข้ามาด้วยซ้ำ ส่วนบริษัทอื่นก็ไม่เคยตุกติกเรื่องการชำระเงิน”

เขาพลิกกระดาษดูตัวเลขจำนวนเงินและพูดเบาๆ

“แค่ไม่กี่หมื่นเท่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะรวมตัวกันเพื่อโกงบริษัทของเรา”

นายองอาจปิดแฟ้มและนิ่วหน้า

“หมายความว่ายาหายไปจริง แต่มันถูกดึงออกไปตอนไหนและใครเป็นคนทำ”เขามองหญิงสาว”แล้วพวกเขาบอกหรือเปล่าว่าเป็นยาชนิดไหน”

พิมมาดาส่งกระดาษอีกแผ่นให้กับเขา เมื่อเปิดออกอ่าน คิ้วของนายองอาจก็ขมวดเข้าหากันทันที

“เป็นยานำเข้าราคาแพงทั้งนั้น”

“ค่ะ และมีแค่สามชนิดนี่เท่านั้นที่หาย”

“แสดงว่าคนที่เอาไปต้องรู้จักยาดีพอสมควร และต้องรู้ด้วยว่าจะต้องเอาไปขายที่ไหน”นายองอาจพูดพลางพับกระดาษแผ่นนั้นใส่กระเป๋าเสื้อและพูดอย่างเคร่งขรึม”ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นฝีมือของคนในบริษัทเรา”

นายองอาจค่อยๆรวบรวมความคิด

“เอาอย่างนี้ คุณลงไปที่โกดังและลองสุ่มตรวจดูว่ามีอะไรหายไปบ้าง ผมรู้ว่ามันไม่ใช่หน้าที่แต่คุณคนเดียวเท่านั้นที่ผมไว้ใจ ถ้ายาในโกดังหายแสดงว่าเป็นฝีมือของพนักงานในบริษัท แต่ถ้าไม่ใช่ก็หมายความว่ามีการลักลอบขนย้ายกันระหว่างการขนส่งซึ่งผมจะจัดการในส่วนนั้นอีกที ตอนนี้ขอให้คุณยืนยันให้ได้ก่อนว่ายาหายไปจากเราหรือเปล่า”

“ค่ะ” พิมมาดารับคำสั้นๆ นายองอาจนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

“ยังไม่ต้องบอกเรื่องนี้ให้ใครฟังนะคุณพิม และระหว่างการตรวจพยายามใช้คนให้น้อยที่สุดคอยสังเกตให้ดีว่าคนที่มาช่วยแสดงอาการยังไง ทราบผลเมื่อไหร่รายงานผมได้ทันที”

“ค่ะ”

พิมมาดารับคำพร้อมกับพยักหน้า เสียงเคาะประตูห้องทำให้นายองอาจดันแฟ้มกลับไปทางหญิงสาวเหมือนจะบอกให้เธอนำไปเก็บจากนั้นจึงรีบเอนตัวพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับพูด

“เข้ามาได้”

นิลเนตรเปิดประตูอย่างระวังพร้อมกับก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นเชิงขออภัยก่อนก้าวเข้ามาในห้อง พิมมาดาจึงลุกขึ้น

“งั้นฉันขอตัวไปทำงานต่อนะคะ”

นายองอาจพยักหน้ารับ หญิงสาวจึงส่งยิ้มให้กับเพื่อนก่อนก้าวออกจากห้องในขณะที่
นิลเนตรวางแฟ้มอีกชุดลงบนโต๊ะ

“ผลประกอบการของเดือนนี้ค่ะ”เธอวางเอกสารลงบนโต๊ะและเปิดสมุดนัดรายงาน”คุณเอกภพ ขอเลื่อนนัดขึ้นมาเป็นบ่ายสองโมงครึ่ง สถานที่เดิม”

“ขอบคุณมาก” นายองอาจกล่าวพลางหยิบแฟ้มมาเปิดและร้องเรียกเลขานุการสาวซึ่งกำลังเดินออกจากห้อง”อ้อคุณนิล”

เธอหมุนตัวหันกลับมาแต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามเจ้านายก็เป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นมาก่อน

“พยายามอย่าไปต่อปากต่อคำกับนงนภัสเขาให้มากนัก ผมขี้เกียจฟังแล้วก็ไม่อยากเสียเงินซื้อของแพงแบบไร้สาระ”

นิลเนตรยิ้มแหยและก้มศีรษะลง

“ค่ะคุณองอาจ ต่อไปดิฉันจะระวัง ต้องการอะไรอีกไหมคะ” ประโยคสุดท้ายเธอถามตามหน้าที่เลขานุการที่ดี เมื่อเห็นอีกฝ่ายส่ายหน้าหญิงสาวจึงก้าวออกจากห้องและเดินตรงไปยังโต๊ะของเธอแต่แทนที่จะได้ทำงานนิลเนตรกลับพบว่านงนภัสกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ของเธอพร้อมกับเปิดสมุดบันทึกอ่านอย่างถือวิสาสะ แม้จะโกรธแต่คำเตือนของนายองอาจทำให้เลขาฯสาวจำต้องข่มใจระงับอารมณ์พร้อมกับพูดด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก

“ขอโต๊ะคืนด้วยค่ะคุณนง”

อีกฝ่ายตวัดหางตาขึ้นมามองและลดกลับลงไปอ่านข้อความในบันทึกอย่างไม่สนใจ นิลเนตรถึงกับเดือดปุดๆเหมือนกาต้มน้ำบนเตา

“ดิฉันต้องรีบทำรายงานส่งคุณองอาจ กรุณาไปนั่งโต๊ะอื่นได้ไหมคะ”

น้ำเสียงสะกดอารมณ์อย่างเต็มที่ นงนภัสจึงปิดสมุดและแกล้งขยับย้ายไปนั่งเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ใกล้กันและยกขาขึ้นไขว้ในมาดคุณนายโดยเจตนาหันปลายเท้ามาทางนิลเนตร เธอพยายามนับถึงร้อยก่อนเปิดลิ้นชักหยิบงานขึ้นมาทำ

“คอแห้งจัง ขอกาแฟหน่อยสิ”

เสียงนงนภัสดังขึ้น นิลเนตรเหลือบตามองแต่ทำเป็นไม่สนใจอีกฝ่ายจึงกอดอกพร้อมกับพูดเสียงดังมากขึ้นกว่าเดิม

“ไม่ได้ยินหรือไง”

ทุกคนหันมามองนงนภัสเป็นตาเดียว นิลเนตรเม้มปากเล็กน้อยเพื่อข่มความโกรธก่อนเงยหน้าขึ้น

“ดิฉันกำลังทำงานอยู่ คงต้องรอสักครู่นะคะคุณนงนภัส”

“แต่ฉันอยากได้ตอนนี้” เสียงแว้ดขึ้นมาอย่างวางอำนาจและจ้องนิลเนตรอย่างเอาเรื่อง “เธอเป็นเลขาฯ มีหน้าที่ชงกาแฟอยู่แล้วนี่”

“คุณนงคงเข้าใจอะไรผิด เลขานุการมีหน้าที่จัดการงานด้านเอกสารและธุระการต่างๆให้กับเจ้านาย ไม่มีหน้าที่ชงกาแฟให้กับใคร หรือถ้าจะต้องบริการของว่างเคร่องดื่มก็คงต้องบริการให้กับเข้านายหรือแขกของเจ้านายเท่านั้น แล้วคุณนงละคะเป็นตัวอะไร อุ๊ย! ขอประทานโทษค่ะ คุณนงเป็นใครคะ”

นิลเนตรบรรยายตอบชัดถ้อยชัดคำ นงนภัสขยับนั่งตัวตรงและมองเธออย่างโกรธจัด

“เธอเป็นลูกจ้างของคุณองอาจ และฉันเป็นอันดับสองรองจากเขา ฉันมีสิทธิที่จะออกคำสั่งกับใครก็ได้”

“ในทางปฏิบัติ คุณไม่มีตำแหน่งอะไรในบริษัท ในเรื่องพฤติกรรมส่วนตัวคุณอาจทำอย่างนั้นได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่อง เอาเป็นว่าถ้าตอนนี้คุณอยากดื่มกาแฟ ฉันจะหาคนจัดการให้”

เธอมองไปยังด้านหลังบริเวณทางไปห้องน้ำของพนักงานและร้องเรียก

“ป้าแช่ม”

“ขาคุณนิล” แม่บ้านขานรับพร้อมกับก้าวออกมาจากห้องน้ำในสภาพที่มือข้างหนึ่งยังถือแปรงทำความสะอาดเอาไว้ “มีอะไรหรือคะ”

“คุณนงนภัสคอแห้งอยากได้กาแฟสักถ้วย”

“ได้เลยค่ะ แต่ขออิฉันล้างมือล้างไม้ให้เรียบร้อยก่อน”

“คุณนงเขาหิวมาก รีบมาจัดการเดี๋ยวนี้เลย” นิลเนตรพูด ป้าแช่มหยุดยืนนิ่งด้วยความงงงัน ส่วนนงนภัสลุกพรวดขึ้นและแผดเสียงลั่น

“จะมากไปแล้วนะ!”

“คะ”เธอเลิกคิ้วข้างหนึ่งเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆบรรจงตอบว่า”คุณนงอยากดื่มกาแฟฉันก็จัดให้ ยังไม่พอใจอะไรอีก”

นิลเนตรพูดอย่างใจเย็น นงนภัสแทบจะเต้นเร่าๆด้วยความโกรธแต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากเถียงเสียงนายองอาจก็พูดขัดขึ้น

“ออกไปดื่มข้างนอกกับผมก็ได้”

นงนภัสหน้าเจื่อนไปเล็กน้อยส่วนนิลเนตรซึ่งถือว่าตัวเองไม่มีความผิดและทำตามที่เจ้านายสั่งทุกประการยังคงนั่งนิ่ง นายองอาจจึงวางกระดาษแผ่นเล็กลงตรงหน้าเธอพร้อมกับสั่ง

“โทร.ไปบอกคุณนวลตามนี้ด้วย”

“ค่ะเจ้านาย”

หญิงสาวรับคำ นายองอาจจึงเดินตรงไปที่ประตู ระหว่างนั้นพิมมาดาเดินสวนออกมาจากห้องพอดี ผู้เป็นนายจึงกำชับเสียงเรียบ

“ได้เรื่องยังไงโทร.ไปบอกผมด้วย”

พิมมาดาก้มศีรษะลงพร้อมกับกล่าวรับคำ

“ค่ะ”

สั่งเสร็จเจ้าของบริษัทเกียรติตระกูลเจริญจึงเดินออกจากห้องโดยไม่สนใจว่าใครจะตามทันหรือไม่ นงนภัสหันไปส่งสายตายะโสให้กับนิลเนตรก่อนคว้ากระเป๋าและรีบวิ่งตามออกไปพร้อมกับร้องเรียก

“คุณองอาจขารอด้วยค่ะ”

เสียงรองเท้าส้นสูงที่ห่างออกไปทำให้พนักงานทุกคนถอนใจเฮือกออกมาพร้อมกัน ฤทธิ์หันมายกนิ้วหัวแม่โป้งให้กับนิลเนตรอย่างชื่นชม

“สุดยอดครับคุณนิล”

หญิงสาวเอนตัวพิงพนักพร้อมกับระบายลมหายใจออกมา พิมมาดาถามด้วยความสงสัย

“มีอะไรกันเหรอ”

“คุณนิลชนะน็อคเอาท์จากศึกปะทะคารมกับคุณนงนภัสน่ะครับ” พนักงานรุ่นน้องรายงานเจื้อยแจ้วหน้าตาหมื่นทะเล้นจนนิลเนตรต้องหันไปถลึงตาใส่พร้อมกับพูดเสียงดุ

“มากไปนายฤทธิ์ ฉันแค่บอกปัดไม่ชงกาแฟให้เขาเท่านั้น”

ฤทธิ์พูดขัดขึ้น

“นี่ขนาดบอกปัดเรื่องกาแฟนะครับ”

“แล้วคุณนงนภัสไม่โกรธแย่เหรอ” พิมมาดาถาม เด็กหนุ่มจึงตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“จะเหลือหรือครับ โกรธจนแทบจะลงไปนอนดิ้น ดีว่าคุณองอาจออกมาห้ามศึกซะก่อนเรื่องเลยจบ แต่จะว่าไปก็น่าเสียดายเหมือนกันเพราะมวยดีๆแบบนี้หาดูยาก”

ฤทธิ์ทำท่าจะสาธยายต่อแต่นิลเนตรรีบยกมือขึ้นห้ามพร้อมกับออกคำสั่ง

“ไปทำงานของเธอได้แล้ว”

“ครับผม” พนักงานหนุ่มลากเสียงล้อเลียนและรีบเดินออกจากห้อง พิมมาดามองเพื่อนแล้วส่ายหน้า

“ถึงจะไม่ชอบแต่นงนภัสเขาเป็นคนของคุณองอาจ เธอไม่ควรไปต่อปากต่อคำกับเขา”

“ก็แค่กวนประสาทนิดหน่อยเท่านั้น” นิลเนตรตอบอย่างไม่สนใจและมองพิมมาดาที่กำลังเดินออกจากห้อง”นั่นเธอจะไปไหนอีกน่ะพิม”

“ไปทำธุระข้างล่างนิดหน่อย ไว้ค่อยคุยกันตอนเที่ยง”

หญิงสาวร้องบอกขณะก้าวลงไปตามขั้นบันได นิลเนตรขมวดคิ้วด้วยความสงสัยแต่เมื่อนึกถึงคำสั่งของเจ้านายที่กล่าวกับพิมมาดาก่อนออกจากห้อง เธอจึงเข้าใจในทันทีว่าเขาคงมอบหมายให้เพื่อนของเธอทำงานบางอย่าง เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วเลขานุการสาวจึงหยิบปากกาและเปิดแฟ้มเอกสารเพื่อทำงานในส่วนของเธอต่อ

ทางด้านพิมมาดาเมื่อลงมายังชั้นล่างแล้วจึงเดินตรงไปยังโกดังเก็บสินค้าซึ่งอยู่ทางด้านหลัง พนักงานที่กำลังตรวจนับกล่องยาหันมาเห็นเข้าจึงร้องทัก

“คุณพิม มีอะไรเหรอครับ”

หญิงสาวสั่นศีรษะและยังคงก้าวต่อไป สิทธิศักดิ์เห็นดังนั้นจึงรีบเดินมาหาพร้อมกับถาม

“มีอะไรหรือครับคุณพิม”

พิมมาดามองเขาอย่างชั่งใจก่อนพูดในสิ่งที่เตรียมมา

“ลูกค้าแจ้งมาว่าสินค้าชุดหลังมีปัญหาเล็กน้อย คุณองอาจเลยสั่งให้พิมลงมาดู”

คำพูดของเธอทำให้หัวหน้าฝ่ายสินค้านิ่วหน้าด้วยความสงสัยพร้อมกับถาม

“แล้วเขาบอกหรือเปล่าครับว่าเป็นปัญหาอะไร”

“ยาบางกล่องได้รับความชื้นจนเสียหาย ฉันเลยอยากลงมาตรวจดูให้แน่ใจว่ามาจากการเก็บของเราหรือเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง”

สิทธิศักดิ์นิ่งฟังอย่างตั้งใจและผงกศีรษะรับ เขาหมุนตัวเดินนำหญิงสาวเข้าไปด้านในโกดังพร้อมกับถาม

“ยาชุดไหนเหรอครับ”

พิมมาดาไม่ตอบแต่กลับไล่สายตาอ่านรายชื่อตัวยาที่ระบุอยู่บนกล่องกระทั่งถึงกลุ่มตัวยาที่ได้รับแจ้งเธอจึงหยุด

“ชุดนี้ค่ะ” พูดพลางแสร้งทำเป็นเงยหน้าขึ้นดูเพดาน “หลังคาก็ไม่มีรอยรั่ว ไม่เข้าใจเลยว่ามันชื้นได้ยังไง”

“นั่นสิครับ” สิทธิศักดิ์พูดพลางยกลังยาใบหนึ่งลงมาวางและพลิกดูอย่างละเอียด”ไม่มีร่องรอยอะไรสักนิด ผมว่าน่าจะเกิดจากทางลูกค้ามากกว่า”

“ฉันเองก็คิดแบบนั้น แต่เราต้องมีหลักฐานมายืนยันว่าไม่ใช่ความผิดจากทางบริษัทของเรา ไม่อย่างนั้นทางโน้นจะไม่ยอมจ่ายเงิน”

พิมมาดาพูดด้วยสีหน้าเป็นจริงเป็นจัง สิทธิ์ศักดิ์ขมวดคิ้วจนหน้าผากย่น

“งั้นก็เรื่องใหญ่” เขาทำท่าคิด”เอาอย่างนี้ดีไหมครับ เพื่อความแน่นอนผมจะยกลังลงมาตรวจทุกใบ” เขาหยุดและยกมือขึ้นเพื่อเรียกลูกน้องที่อยู่แถวนั้นแต่พิมมาดารีบห้าม

“แค่ยาไม่กี่ลังเราทำกันเองก็ได้ อย่าไปกวนพวกเขาเลย”

สิทธิ์ศักดิ์มองเธออย่างแปลกใจแต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี ทั้งคู่ช่วยกันตรวจยาทีละลังอย่างละเอียดกระทั่งถึงใบที่อยู่เกือบล่างสุด หัวหน้าแผนกสินค้ายกมันขึ้นและขมวดคิ้ว

“แปลกแฮะ”

“อะไรหรือคะ”พิมมาดาถาม สิทธิศักดิ์เขย่าลังสองสามครั้งก่อนตอบ

“ยาลังนี้มันเบาผิดปรกติ” เขาวางมันลงและมองอย่างพิจารณา หญิงสาวส่ายหน้าพร้อมกับพูด

“คุณยกมาหลายลังแล้ว อาจจะคุ้นกับน้ำหนักของมันเลยทำให้คิดว่าพวกที่เหลือเบาขึ้นกว่าเดิม”

“ผมทำงานที่นี่มานานจำน้ำหนักของยาแต่ละชนิดได้ดี”สิทธิศักดิ์พูดพลางไล่มือไปบนกระดาษกาวที่ปิดฝาลัง หญิงสาวมองตามด้วยความสนใจ

“มีอะไรหรือคะ”

“กระดาษนี่เคยถูกเปิด” อีกฝ่ายพูดพลางใช้เล็บสะกิดกระดาษด้านหนึ่งเบาๆ มันหลุดออกมาอย่างง่ายดาย พิมมาดายืนนิ่งในทันทีขณะที่สีหน้าของสิทธิศักดิ์เคร่งเครียดขึ้น

“มีคนเปิดลังใบนี้และใช้กาวทาปิดทับเอาไว้อย่างเดิม” เขาพูดพลางลอกกระดาษออกและเปิดฝาลังดู สิ่งที่อยู่ภายในทำให้เขานิ่งอึ้งไปเล็กน้อยเพราะแทนที่จะมีกล่องยาขนาดเล็กอัดแน่นอยู่เต็ม กลับมีช่องว่างขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง

“ยาหายไป”

สิทธิศักดิ์หลุดปากพูดออกมา พิมมาดารีบแตะมือของเขาเอาไว้

“อย่างพูดดังไปคุณสิทธิศักดิ์”เธอกวาดตามองรอบตัวอย่างระวังและปิดลังยาให้เรียบร้อยเหมือนเดิม หัวหน้าแผนกสินค้ามองหญิงสาวอย่างไม่เข้าใจ

“ทำไม”เขานิ่งไปเล็กน้อยและมองหน้าหญิงสาว ประกายตาของเธอทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ยาชื้นเป็นเพียงแค่ข้ออ้างที่เธอใช้เพื่อเข้ามาตรวจนับจำนวนของยา

”คุณรู้อยู่แล้ว”

พิมมาดาพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมพลางลดสายตาลงมองลังยาที่พร่องไป

“ต้องขอโทษที่ไม่บอกความจริงกับคุณตั้งแต่ทีแรก มันเป็นคำสั่งของคุณองอาจ ท่านไม่อยากให้พนักงานรู้ตัวเพื่อความสะดวกในการสืบหาว่ายาถูกขโมยไปตอนไหน”

“แล้วทำไมคราวนี้คุณถึงยอมบอกผม”สิทธิศักดิ์ถาม หญิงสาวจึงมองหน้าเขา

“บอกตามตรงว่าครั้งแรกฉันก็ไม่ไว้ใจคุณเหมือนกัน แต่พอเห็นหน้าคุณตอนที่รู้ว่ายาในลังหายไป ฉันถึงแน่ใจว่าคุณไม่ได้เป็นคนขโมย”

เธอก้มศีรษะลงเล็กน้อย

“ต้องขอโทษด้วยที่สงสัยคุณในตอนแรก”

“ไม่เป็นไรครับผมเข้าใจ” หัวหน้าแผนกสินค้าพูดพลางก้มหน้าลงมองต้นเหตุของปัญหา “แล้วคุณจะทำยังไงต่อ”

“เราคงต้องตรวจยาทั้งหมดดูว่าลังไหนถูกเจาะไปแล้วบ้าง” เธอหยุดพูดและหันไปมองคนงานคนหนึ่งที่กำลังเข็นรถบรรทุกลังยาออกไป”ก่อนอื่นเราต้องสั่งให้พนักงานทุกคนออกจากโกดัง คุณคงจะพอหาข้ออ้างได้ใช่ไหมคะ”

ประโยคสุดท้ายเธอหันมาถามสิทธิศักดิ์ เขาผงกศีรษะรับและเดินหายไปราวสิบนาที
พิมมาดาได้ยินเสียงพนักงานร้องบอกต่อกันจากนั้นประตูเหล็กก็เลื่อนปิดลง หัวหน้าแผนกสินค้าเดินกลับเข้ามาพร้อมกับพูด

“เรียบร้อยแล้วครับ”

ความที่ทำงานด้วยกันมานานทำให้พิมมาดาไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากถามว่าสิทธิศักดิ์ใช้เหตุผลอะไรกับลูกน้อง เธอมองลังยาที่ตั้งเรียงซ้อนกันจนสูงเลยหัว

“จะเริ่มตรงไหนก่อนดีครับ” เสียงหัวหน้าแผนกสินค้าถาม หญิงสาวดึงรายชื่อยาออกมาจากกระเป๋า

“แค่ยาสามกลุ่มนี้เท่านั้น”

สิทธิศักดิ์รับมาอ่านและพยักหน้าอย่างเข้าใจ จากนั้นทั้งสองจึงไล่ตรวจยาภายในโกดังไปทีละลัง กระทั่งเวลาผ่านไปจนถึงห้าโมงเย็นทุกอย่างจึงเสร็จสิ้นลง พิมมาดามองลังยามีปัญหาที่ถูกแยกออกมาวางไว้ต่างหากด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหนักใจ

“คิดไม่ถึงเลยว่าจะมากขนาดนี้”

หญิงสาวพึมพำก่อนจะดึงโทรศัพท์มือถือมากดหมายเลข เมื่อปลายสายรับเธอจึงรีบรายงานให้นายองอาจฟัง เขานิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะออกคำสั่งกลับมา พิมมาดารับคำพร้อมกับปิดโทรศัพท์และหันหน้ากลับมาทางสิทธิศักดิ์

“คุณองอาจสั่งให้แยกยากลุ่มนี้ไปไว้ด้านหลังหาผ้าใบมาคลุมให้มิดชิดและสั่งห้ามพนักงานทุกคนเข้าใกล้จนกว่าจะตรวจนับเสร็จว่ายาหายไปเท่าไหร่”

“แต่พรุ่งนี้เราต้องส่งยาไปที่บริษัท...”

“คุณองอาจบอกว่าให้ดำเนินการไปตามปรกติ เพราะคนร้ายยังชะล่าใจว่าไม่มีใครรู้ ระหว่างนี้ขอให้คุณคอยสังเกตพฤติกรรมของแต่ละคนเอาไว้ให้ดี จับตาดูคนที่น่าสงสัยเอาไว้และรายงานให้ฉันหรือคุณองอาจทราบโดยเร็ว”

“เข้าใจแล้วครับ” สิทธิศักดิ์รับคำและเริ่มขนย้ายลังตามคำสั่ง เขาร้องห้ามเมื่อเห็นหญิงสาวทำท่าจะช่วยขน “ไม่ต้องหรอกครับคุณพิม ยาไม่กี่ลังผมคนเดียวก็พอ”

พูดจบเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาทำต่อจนเสร็จ เมื่อคลุมผ้าใบและตรวจจนแน่ใจดีแล้วว่าไม่มีใครสามารถเปิดดูได้ง่ายๆ ทั้งคู่จึงเดินออกจากโกดังโดยสิทธิศักดิ์ขอแยกไปสั่งงานกับลูกน้องที่ทำงานล่วงเวลา ส่วนพิมมาดากลับขึ้นไปยังห้องทำงานชั้นบนซึ่งตอนนี้ทุกคนกลับบ้านไปจนหมดแล้ว ทั้งสำนักงานจึงเหลือแค่เธอเพียงคนเดียว หลังจากจัดการกับเอกสารกองโตจนเสร็จ หญิงสาวจึงออกจากบริษัท เนื่องจากเป็นช่วงเวลาเย็นรถโดยสารประจำทางจึงแออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คน เธอต้องรอจนกระทั่งถึงรถคันที่สามจึงจะพอแทรกขึ้นไปได้ ระหว่างเดินทางอยู่บนรถโดยสารหญิงสาวหวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เธอพยายามทบทวนพนักงานไล่ไปทีละคนและส่ายหน้าเพราะพวกเขาไม่มีทีท่าว่าจะทำอะไรร้ายกาจอย่างขโมยยาของบริษัทเลย ระหว่างที่กำลังจมอยู่ในความคิด เสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นในหัว

“ระวัง!”

พิมมาดาสะดุ้งสุดตัวและหันมองไปรอบข้าง สายตาสะดุดที่วัยรุ่นคนหนึ่ง เขารีบก้มหน้าลงหลบพร้อมกับเดินเลี่ยงไปทางด้านหลัง สังหรณ์บางอย่างเตือนให้หญิงสาวสำรวจตัวเองเมื่อก้มลงมองกระเป๋าเธอจึงพบว่ามันถูกกรีดเป็นทางยาว

“ล้วงกระเป๋า!”

พิมมาดาพูดเสียงดังเป็นจังหวะที่รถประจำทางคันนั้นจอดป้ายพอดี วัยรุ่นที่เธอเห็นกระโดดลงจากรถและวิ่งหายไป ผู้โดยสารคนอื่นพากันมองด้วยความงุนงง พนักงานเก็บเงินจึงเข้ามาถาม

“มีอะไรหรือคุณ”

“ฉันถูกกรีดกระเป๋า” พิมมาดาตอบพร้อมกับรีบสำรวจสิ่งของภายในอย่างร้อนรน หลายคนมองดูด้วยความอยากรู้ หนึ่งในนั้นถาม

“มีอะไรหายไปหรือเปล่าครับ”

หญิงสาวดึงกระเป๋าเงินออกมาพร้อมกับถอนใจอย่างโล่งอก

“เขาคงยังไม่ทันได้หยิบอะไรออกไป”เธอพูด พนักงานเก็บเงินจึงยักไหล่เหมือนเจอกับเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้งจนกลายเป็นเรื่องชาชิน

“งั้นก็ดี” เขาหันไปทางหน้ารถพร้อมกับตะโกน”ไม่มีอะไรแล้วลูกพี่ ออกรถได้”

รถโดยสารแล่นออกจากป้ายอย่างปุบปับจนผู้โดยสารแทบจะหน้าคะมำ พิมมาดากำกระเป๋าสตางค์ในมือแน่น แม้จะตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่บ้างแต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจมากกว่านั้นกลับเป็นคำเตือน แม้จะไม่ใช่เสียงดังอะไรมากนักแต่มันกลับแจ่มชัดเหมือนผู้พูดกำลังร้องกรอกอยู่ข้างหูของเธอ หญิงสาวแน่ใจว่าไม่ใช่คนที่ยืนอยู่ด้านข้างและเธอก็ไม่ได้หูฝาดไป

เมื่อลงจากรถพิมมาดาแวะซื้อกับข้าวสำเร็จสองสามอย่างก่อนนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้าบ้าน ระหว่างที่วิ่งไปตามทาง หญิงสาวมองต้นไม้ที่เคลื่อนผ่านไปพลางคิดถึงเรื่องทั้งหลายที่เกิดขึ้นวนเวียนไปมา ช่วงที่นึกถึงคำเตือนในรถ สายตาก็เห็นเงาของอะไรบางอย่างไหววูบวาบไปตามต้นไม้ ตอนแรกพิมมาดาคิดว่ามันอาจจะเป็นเงาของเธอ แต่อาการวิ่งที่เคียงคู่ไปตลอดทางแม้จะเป็นในบริเวณที่ปราศจากแสงไฟทำให้หญิงสาวต้องจ้องด้วยความแปลกใจ เธอเพ่งสายตาเพื่อจะมองให้ชัดแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัวเพราะจู่ๆมันก็หายวับไป

“อะไรน่ะ”

พิมมาดาพึมพำเป็นจังหวะเดียวกับที่รถที่เธอนั่งจอดตรงหน้าบ้านพอดี เมื่อชำระค่าโดยสารแล้วหญิงสาวจึงเดินเข้าบ้าน หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและจัดการกับมื้อเย็นจนเสร็จเรียบร้อยเธอจึงเดินเข้าห้องพระเพื่อสวดมนต์ จากนั้นจึงกลับลงมาชั้นล่างและหยิบงานขึ้นมาทำ เวลาผ่านไปจนเธอเริ่มง่วงจึงปิดไฟเดินขึ้นห้องเพื่อเข้านอน เมื่อหญิงสาวหลับสนิทร่างสูงกำยำของภูธราก็ปรากฏขึ้น เขายืนมองใบหน้ายามหลับของพิมมาดาด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ภูธราเฝ้าดูหญิงสาวอยู่เช่นนั้นกระทั่งแสงสีทองของอรุณรุ่งฉาบบนขอบฟ้า ร่างของภูตหนุ่มจึงจางหายไป

*/*/*/*/*/*



หนูพิมเริ่มพบกับปัญหาภายในบริษัทแล้ว ส่วนภูตสุดหล่อยังคงทำตัวแวบมาแวบไป แล้วเมื่อไหร่จะได้เจอกันเนี่ย(อันนี้ผู้อ่านเขย่าคอมูนนี่ถาม)

มาคุยกันค่า ^0^/

คุณดารานิล - น่าจะเรียกว่าเข้าข่ายรักแรกพบนะคะ ^____^
คุณอสิตา – จำต้องยั้งใจค่ะเพราะภูตครามโดนตัวมนุษย์ไม่ได้ T.T
คุณหนอนฮับ – สมัยเด็กมูนนี่อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับผีป่ามาเยอะค่ะ เลยได้ไอเดียบางอย่าง ส่วนภูตครามนี่ลองคิดขึ้นมาเองค่ะ ^^
คุณpulala – ตอนนี้คงพอจะรู้แล้วนะคะ

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามงานของมูนนี่ค่ะ









มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 9 ก.ย. 2555, 13:32:15 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 9 ก.ย. 2555, 13:32:15 น.

จำนวนการเข้าชม : 1235





<< บทที่ 4 เงา   บทที่ 6 กลิ่นดอกมณฑา >>
หนอนฮับ 9 ก.ย. 2555, 16:54:01 น.
อิอิ อดใจไม่ไหวตามไปอ่านที่เด็กดีมาจนถึงตอนปัจจุบันแระ


ดารานิล 9 ก.ย. 2555, 23:01:26 น.
เข้ามารอเวลาที่ท่านภูตจะจับตัวนางเอกได้ อิอิ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account