ภูตคราม
ภูธรา ภูตป่าที่ดำรงเผ่าพันธุ์และยังชีพด้วยการสูบพลังวิญญาณของสิ่งมีชีวิต
มนุษย์ สรรพสัตว์ทั้งหลายหรือแม้แต่พืชพรรณไม้นานา
การปรากฏตัวของพิมมาดา หญิงสาวผู้มีดวงจิตอันบริสุทธิ์
รักแรกพบจึงเกิดขึ้น
ความรักของทั้งสองจะเป็นเช่นไรเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นสิ่งไร้ตัวตน
พวกเขาจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้ครองคู่กัน


Tags: ภูต

ตอน: บทที่ 4 เงา

บทที่ 4 เงา

การจราจรที่ติดขัดทำให้การเดินทางกลับสู่เมืองไม่ค่อยสะดวกนัก กว่าขบวนรถตู้ของนายองอาจจะถึงจุดหมายก็เป็นเวลาเย็น เมื่อรถทั้งสองจอดที่หน้าบริษัท พนักงานทุกคนต่างกระโดดลงจากรถและบิดตัวไปมาเพื่อไล่ความเมื่อยล้าที่ต้องนั่งขดอยู่กับที่เป็นเวลานาน พิมมาดาเองก็เช่นเดียวกัน เธอเหยียดแขนทั้งสองข้างออกเพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เมื่อเห็นนายองอาจกำลังพยุงคุณนวลศรีลงจากรถ หญิงสาวจึงรีบวิ่งเข้าไปช่วยประคอง

“ระวังตอนลงด้วยค่ะ รถมันสูงเดี๋ยวจะล้ม”

พิมมาดาเตือนด้วยความเป็นห่วง นงสภัสซึ่งเดินมาได้ยินเข้าพอดีจึงเบะปากด้วยความหมั่นไส้ก่อนจะเดินไปหาฤทธิ์ที่กำลังลำเลียงสัมภาระลงจากรถและเริ่มออกคำสั่ง

“ยกกระเป๋าของฉันไปไว้ที่รถให้ด้วย”

เด็กหนุ่มชะงักและเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“คงต้องรอนานหน่อยนะครับ”

“ไม่ได้! มืดแล้วฉันต้องรีบกลับ วางของคนอื่นแล้วจัดการให้ฉันก่อน” นงนภัสพูดด้วยน้ำเสียงที่เกือบจะเป็นตวาดแต่ฤทธิ์กลับแกล้งทำเป็นหูทวนลมและยกกระเป๋าของคนอื่นอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ท่าทางกวนประสาทของเด็กหนุ่มแทบจะทำให้หญิงสาวเต้นเร่าๆด้วยความโกรธ

“หูตึงหรือไงยะ”

“ถ้าหูจะตึงก็คงมาจากเสียงคุณนั่นแหละ”นิลเนตรพูดขึ้นอย่างเหลืออด “เด็กมันกำลังขนของอยู่รอสักหน่อยจะเป็นไรไป”

“แต่ฉันไม่อยากรอ” นงนภัสสวนคำทันควันและหันไปทำเสียงออดอ้อนกับนายองอาจทันที

“คุณองอาจขา”

“ถ้าคุณรีบขนาดนั้นก็น่าจะลงมือจัดการเอง”เจ้าของบริษัทตัดบทด้วยความรำคาญพลางเปิดท้ายรถเพื่อให้สิทธิศักดิ์วางกระเป๋า คุณนวลศรีซึ่งยืนอยู่ตรงประตูด้านที่นั่งข้างคนขับจึงพูดเสียงเรียบ

“ไปจัดการให้เขาก่อนเถอะ”

“ไม่ต้อง”นายองอาจขัดเสียงห้วนพลางหันไปมองนงนภัสด้วยความไม่พอใจ”เรื่องแค่นี้ยังจัดการเองไม่ได้ต่อไปจะทำอะไรกิน”

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธทำให้นงนภัสยืนหน้าซีดเพราะถึงจะเป็นคนดุแต่น้อยครั้งที่นายองอาจจะแสดงอาการฉุนเฉียวใส่เธอ หากอยู่ด้วยกันสองต่อสองหญิงสาวคงรีบเข้าไปกอดและพูดจาประจบเอาใจแต่เมื่อคุณนวลศรีอยู่ด้วย นงนภัสจึงได้แต่ยกมือขึ้นไหว้พร้อมกับกล่าวด้วยท่าทีที่อ่อนลงกว่าเดิม

“ขอโทษค่ะ นงเหนื่อยเลยพูดจาเอาแต่ใจตัวเองไปนิด อย่าโกรธนงเลยนะคะ”

นงนภัสพูดพลางมองนายองอาจด้วยท่าทางที่ดูคล้ายลูกแมวน่าสงสาร นิลเนตรรีบเบือนหน้าหนีด้วยความหมั่นไส้

“น่ารักตายล่ะ”

“ยายนิล” พิมมาดาปรามเพื่อนด้วยเสียงที่ไม่ดังนักพลางรับกระเป๋ามาจากฤทธิ์และพูด

“ไปช่วยเขาก่อน”

ตอนแรกเด็กหนุ่มทำเป็นไม่สนใจแต่เมื่อเห็นสายตาของพิมมาดาแล้วเขาจึงละมือจากกระติกน้ำแข็งหันไปยกกระเป๋าของนงนภัสและหิ้วไปส่งจนถึงที่รถ

“เรียบร้อยแล้ว เดินทางโดยสวัสดิภาพอย่าขับรถแหกโค้งชนต้นไม้คอหักไปซะก่อนละครับ วันมะรืนต้องมาทำงาน”

พนักงานหนุ่มตัวแสบพูดพลางส่งยิ้มแยกเขี้ยวพร้อมกับยกมือขึ้นโบกอำลา นงนภัสเม้มปากแน่นแต่ไม่กล้าพูดตอบโต้อะไร เธอหันไปทางนายองอาจและยกมือขึ้นไหว้อีกครั้ง

“งั้นนงขอกลับก่อนนะคะ” เธอหันไปทางคุณนวลศรีเมื่อเห็นอีกฝ่ายผงกศีรษะรับหญิงสาวจึงเดินไปที่รถและขับพุ่งพรวดออกไป นิลเนตรระบายลมหายใจออกมาค่อนข้างแรง

“ไปซะที”

ท่าทางของเพื่อนทำให้พิมมาดาส่ายหน้าด้วยความระอา หลังจากขนของลงมาจนหมดรถตู้ทั้งสองคันจึงวิ่งออกจากบริษัท นายองอาจส่งยิ้มให้กับลูกน้องพร้อมกับพูด

“เย็นมากแล้วทุกคนรีบกลับบ้านไปพักผ่อนกันให้สบายนะ มะรืนค่อยเจอกัน”

สั่งเสร็จเขาก็ขึ้นไปนั่งบนรถ เมื่อรถยนต์คันงามพ้นไปจากบริษัทแล้วพนักงานทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับโดยนิลเนตรขอไปค้างที่บ้านของพิมมาดาเหมือนเช่นเคย ทั้งสองแวะซื้อก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยคนละถุงก่อนนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างกลับเข้าบ้าน หลังจากอาบน้ำอาบท่าและรับประทานอาหารจนอิ่มแล้วทั้งคู่จึงนั่งสนทนากันต่ออย่างสนุกสนานจนเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมงพิมมาดาก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

“ตายล่ะฉันยังไม่ได้จุดธูปบอกเจ้าที่เจ้าทางเลย”

“บอกเรื่องอะไร” นิลเนตรถามด้วยความสงสัย อีกฝ่ายเดินไปหยิบธูปจากห้องพระมาจุดพร้อมกับตอบ

“บอกว่าเราเดินทางมาถึงแล้ว และเธอขอนอนค้างที่นี่หนึ่งคืน”

“ฉันมานอนบ่อยๆท่านคงจำได้แล้วล่ะ”นิลเนตรพูดติดตลก พิมมาดาทำหน้าดุ

“จะบ่อยแค่ไหนก็ต้องบอกไม่งั้นท่านจะมองว่าพวกเราไม่มีความเคารพ ดีไม่ดีเธออาจจะเจออะไรประหลาดตอนกลางคืน” เธอชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวลงจากบันได

“หรือเธออยากเห็น”

“ไม่ดีกว่า”นิลเนตรรีบปฏิเสธ แน่นอนว่าเธอไม่เชื่อเรื่องผีแต่การแสดงความเคารพต่อสิ่งที่มองไม่เห็นย่อมสร้างความอุ่นใจมากกว่า หญิงสาวมองเพื่อนที่กำลังปักธูปบนดินใต้ต้นไม้ใหญ่และอมยิ้ม ถึงจะเป็นผู้หญิงสมัยใหม่แต่พิมมาดาก็มีความเชื่อในแบบคนโบราณ ทั้งเรื่องการบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง การไหว้บรรพบุรุษหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามสถานที่ต่างๆ แม้จะไม่ถึงขั้นงมงายไร้สาระแต่ก็รู้อะไรหลายอย่างมากกว่าเธอ

ขณะที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยสายตาของนิลเนตรก็สะดุดเข้ากับเงาของอะไรบางอย่าง ตอนแรกมันไหววูบวาบมาตามต้นไม้และหยุดตรงต้นมณฑา หญิงสาวพยายามเพ่งตามองแต่กลับไม่พบอะไร เธอจึงคิดว่าอาจจะเป็นแสงสะท้อนของไฟหรือไม่ก็ตาฝาดไปเอง เมื่อพิมมาดาก้าวขึ้นมาบนเรือนเธอก็ตรงดิ่งเข้าไปในห้องพระโดยไม่เอ่ยปากพูดอะไรออกมาสักคำ นิลเนตรจึงรีบเดินตามพร้อมกับถาม

“มีอะไรเหรอ”

“อะไร” เพื่อนสาวหันมาตอบพร้อมกับเลิกคิ้วด้วยความสงสัย อีกฝ่ายจึงกอดอก

“ยังจะอะไรอีก ฉันถามเพราะเห็นเธอเดินหน้าตาตื่นเข้าห้องพระเลยนึกว่าเจออะไรที่มันน่ากลัว”

คำพูดของนิลเนตรทำให้พิมมาดาหัวเราะออกมาอย่างขบขัน เธอส่ายหน้าพร้อมกับอธิบาย

“ฉันแค่นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้จัดน้ำถวายพระกับคุณตาคุณยายเท่านั้น ไม่มีอะไรหรอก”

“อ้าวเหรอ”เพื่อนของเธอพูดพร้อมกับอ้าปากหาว พิมมาดามองแล้วยิ้ม

“ง่วงก็ไปนอนก่อนเถอะ”

“งั้นก็ได้”นิลเตรพูดพลางเดินตาปรือเข้าห้อง พิมมาดายืนมองจนกระทั่งเสียงของเพื่อนเงียบหายไปจึงเดินลงไปยังชั้นล่างเพื่อจัดเตรียมน้ำดื่มสองชุด ชุดแรกเพื่อถวายพระส่วนชุดที่สองเธอนำไปไว้ในห้องเล็กซึ่งเป็นที่เก็บโกศกระดูกตากับยาย หลังจากจุดธูปบอกกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้วหญิงสาวจึงเดินตรวจตรากลอนประตูหน้าต่างอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าปิดสนิทดีแล้วเธอจึงกลับเข้าห้องแต่แม้จะล้มตัวลงนอนแล้วหญิงสาวก็ยังไม่หลับเพราะสมองคอยจะวนเวียนนึกถึงเหตุการณ์ประหลาดที่ได้พบกับเรื่องราวของภูตคราม

“ทำไมเรายังคิดถึงเรื่องพวกนี้อยู่อีกนะ”พิมมาดาบ่นอย่างหงุดหงิดพลางมองจิ้งจกที่ค่อยๆย่องเข้าไปกินแมลงเม่าที่กำลังบินมาเกาะบนหลอดไฟ หญิงสาวหาวพร้อมกับคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นประสบการณที่น่าจะนำไปเล่าในรายการวิทยุที่เธอชอบฟัง หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากหาวอีกครั้งจากนั้นจึงหลับไปโดยไม่รู้ตัว

เสียงแมลงกลางคืนกรีดปีกร้องดังสนั่นปลุกนิลเนตรให้สะดุ้งตื่นในกลางดึก หญิงสาวบ่นอุบอิบออกมาสองสามคำก่อนจะควานมือหาแก้วน้ำซึ่งว่างเปล่าเพราะถูกดื่มไปจนไม่เหลือสักหยด ตอนแรกนิลเนตรคิดจะนอนต่อแต่อาการกระหายน้ำสร้างความหงุดหงิดจนเธอจำใจต้องลุกขึ้น หญิงสาวคว้าแก้วน้ำก่อนเดินออกจากห้อง เสียงแมลงที่ดังมาจากต้นไม้รอบบ้านทำให้เธอนิ่วหน้าพร้อมกับบ่น

“หนวกหูเป็นบ้า ยายพิมทนเสียงพวกนี้ได้ยังไงกันนะ”

พูดพลางเดินตรงไปยังบันได แต่ขณะที่ผ่านห้องของพิมมาดาเธอก็ต้องหยุดเมื่อเห็นแสงไฟลอดออกมาจากบานประตูที่เปิดแง้มอยู่ จากช่วงเวลาทำให้นิลเนตรแน่ใจว่าเพื่อนของเธอคงจะหลับไปแล้วแต่ความที่เป็นคนชอบทำโน่นทำนี่ก่อนนอนจึงลืมปิดไฟ ด้วยความหวังดี หญิงสาวจึงค่อยๆเปิดประตูออกหมายจะดับให้ แต่เมื่อสายตามองไปยังเตียงที่พิมมาดานอน นิลเนตรก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่กลางห้อง จากท่าทางที่เห็นดูเหมือนเขากำลังก้มหน้าลงมองหญิงสาวที่นอนหลับสนิท นิลเนตรตัวแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัว มือที่ควานหาสวิทช์ค้างนิ่งไม่สามารถขยับต่อไปได้ ราวกับรู้ว่ามีคนแอบมอง คนผู้นั้นหันหน้ามาจ้องนิลเนตรและเลือนหายไป

เหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้หญิงสาวอยากจะกรีดร้องให้ดังลั่นแต่ความกลัวที่วิ่งขึ้นมาจุกอยู่ในคอหอยทำให้เธอไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ นิลเนตรก้าวถอยหลังด้วยความตระหนกและยืนนิ่งอยู่อึดใจ เมื่อแน่ใจว่าชายลึกลับไม่หวนกลับมาอีกเธอจึงรีบกลับเข้าห้องปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนาจากนั้นจึงโดดขึ้นเตียงและดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมมิดทั้งตัว หญิงสาวสวดมนตร์ปากคอสั่นราวสิบนาทีเมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปรกติเธอจึงค่อยๆโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มพร้อมกับถอนใจเฮือกใหญ่

“เมื่อกี้นี้มันอะไรกัน”เธอพึมพำพลางยกมือขึ้นกอดตัวเอง “ผีงั้นเหรอ”

หญิงสาวเม้มปากพร้อมกับสั่นศีรษะ

“แต่บ้านพิมไม่เคยมีผีนี่นา” นิลเนตรทำท่าคิด หลังจากพยายามทบทวนหาสาเหตุอยู่ครู่ใหญ่ในที่สุดเธอจึงได้ข้อสรุป

”หรือว่าเราตาฝาด”

คิดได้เช่นนั้นหญิงสาวจึงรวบรวมความกล้าเดินกลับไปที่ห้องพิมมาดาอีกครั้ง คราวนี้มีเพียงเพื่อนของเธอเท่านั้นที่ยังคงนอนหลับอยู่บนเตียง นิลเนตรกวาดตามองไปทั่วห้องด้วยความหวาดระแวงเมื่อไม่พบสิ่งใดแล้วเธอจึงกดสวิทช์เพื่อดับไฟก่อนกลับไปที่เตียง

“เราคงตาฝาดไปจริงๆ” หญิงสาวพูดกับตัวเองก่อนจะล้มตัวลงนอน เสียงแมลงที่น่ารำคาญก่อนหน้านั้นกลับกลายเป็นเครื่องดนตรีอันไพเราะ เธอนอนฟังด้วยความรู้สึกเพลิดเพลินและเคลิ้มหลับไปในที่สุด

เช้าวันรุ่งขึ้นนิลเนตรตื่นขึ้นอย่างกระปรี้กระเปร่า แม้จะอยู่ในเขตตัวเมืองแต่ความเป็นบ้านสวนทำให้อากาศยามเช้าของบ้านพิมมาดากลับเต็มไปด้วยความสดชื่น ทั้งกลิ่นดอกไม้หอมที่รวยรินมาจากต้นและเสียงนกนานาชนิดที่แย่งกันขับขานดังเจื้อยแจ้ว หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างและยื่นหน้าออกไปสูดอากาศอันบริสุทธิ์เข้าไปจนเต็มปอด หลังจากเหยียดแขนทั้งสองข้างออกเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้าแล้วเธอจึงเก็บที่นอนและคว้าอุปกรณ์อาบน้ำลงไปยังชั้นล่าง เมื่อจัดการชำระล้างหน้าตาอาบน้ำอาบท่าจนเสร็จเรียบร้อยแล้วนิลเนตรจึงเดินออกไปนอกบ้านและร้องทักเพื่อนที่กำลังรดน้ำต้นไม้ด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใส

“อรุณสวัสดิ์ยายพิม”

“อ้าวตื่นแล้วเหรอ” พิมมาดาพูดพลางก้มตัวลงปิดก๊อกน้ำและม้วนสายยางเก็บเข้าที่จากนั้นจึงเดินมาหา อีกฝ่ายมองต้นไม้ที่ถูกรดน้ำจนชุ่มและผิวปากเบาๆ

“ขยันจังเลยนะ”

“ปลูกต้นไม้ไม่รดน้ำมันก็ตายหมดสิจ๊ะ” พิมมาดาพูดพลางเดินนำเข้าไปในบ้านและจัดแจงหยิบถ้วยกาแฟสองใบขึ้นมาวาง”จะกลับเลยหรือนอนเล่นที่นี่ก่อน”

เธอถามพลางกดน้ำร้อนใส่ถ้วย นิลเนตรเดินมานั่งที่เก้าอี้รับแขกพร้อมกับตอบ

“ฉันว่าจะนอนเหยียดแข้งเหยียดขาเล่นซักประเดี๋ยว สายๆค่อยออกไปเดินซื้อต้นไม้แล้วถึงจะกลับบ้าน”

“เธอจะซื้อต้นอะไร” พิมมาดาถามพลางส่งถ้วยกาแฟให้ นิลเนตรกล่าวคำขอบคุณเบาๆและยกขึ้นจิบก่อนตอบ

“ฉันอยากได้กุหลาบหนูกับกุหลาบมอญ”

“กุหลาบมอญบ้านฉันก็มีจะไปซื้อทำไมให้เสียเงิน” พิมมาดาพูด เพื่อนของเธอยิ้ม

“เธอให้ต้นไม้ฉันมาหลายครั้งแล้วเลยอยากลองซื้อไปปลูกเองบ้าง แต่ยังไงก็คงต้องรบกวนให้ไปช่วยเลือกหน่อย กลัวได้ต้นไม่แข็งแรง”

“ด้วยความยินดีค่ะ”พิมมาดาตอบเป็นเชิงกระเซ้า นิลเนตรหัวเราะและยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มอีกสองสามอึก เธอมองเพื่อนที่กำลังเปิดโทรทัศน์และกดปุ่มเลือกช่องพลางหวนนึกถึงสิ่งที่เห็นเมื่อคืน ตอนแรกหญิงสาวตั้งใจจะเล่าให้เพื่อนฟังแต่พอนึกขึ้นได้ว่าพิมมาดาอาศัยอยู่ในบ้านนี้ตามลำพังเพียงคนเดียวแล้วเธอจึงเปลี่ยนใจ

“ขืนเล่าให้ฟังมีหวังยายพิมได้กลัวจนอยู่ไม่ได้แน่”

นิลเนตรคิดพลางดื่มกาแฟจนหมดแก้ว จากนั้นทั้งสองจึงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เวลาผ่านไปราวสองชั่วโมงนิลเนตรจึงพูดขึ้น

“จะสิบโมงแล้ว อาบน้ำแต่งตัวกันดีกว่าจะได้ออกไปทานข้าวเที่ยงกันข้างนอก”

อีกฝ่ายพยักหน้ารับ หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยทั้งคู่ก็พร้อมที่จะออกจากบ้าน พิมมาดามองนิลเนตรที่กำลังคล้องกระเป๋าเดินทางไว้ที่ไหล่

“เธอจะหอบไปด้วยเหรอ”

“อื้อ ซื้อของเสร็จก็กลับบ้านเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาย้อนไปย้อนมา”

“งั้นให้ฉันช่วย” พิมมาดายื่นมือออกไปหมายจะช่วยถือกระเป๋าให้เพื่อนแต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหนีพร้อมกับพูด

“แหมกระเป๋าใบแค่นี้เอง ฉันถือเองได้ย่ะ”

พิมมาดายิ้มและไม่พูดอะไร เมื่อปิดบ้านจนเรียบร้อยแล้วทั้งสองจึงเดินออกไปด้วยกันจนถึงกลางทางจึงพบกับรถยนต์รับจ้าง ทั้งคู่จึงเรียกและนั่งไปจนถึงหน้าปากซอยหลังจากรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือกันไปคนละชามแล้วทั้งพิมมาดาและนิลเนตรจึงนั่งรถโดยสารประจำทางต่อไปยังจุดที่เป็นแหล่งขายต้นไม้ ทั้งสองช่วยกันเลือกกุหลาบอย่างสบายอกสบายใจโดยไม่รู้ว่าไม่ห่างจากพวกเธอเท่าไหร่ มีสายตาสามคู่กำลังจับจ้องมองเธอทั้งสองด้วยความสนใจ ดวงตาคู่หนึ่งเฝ้ามองเพียงใบหน้าของพิมมาดา ส่วนสายตาอีกสองคู่จ้องกระเป๋าถือของเธอแน่วนิ่งเหมือนจะรอจังหวะ เมื่อตกลงใจว่าจะเอากุหลาบต้นไหนแล้วนิลเนตรจึงดึงกระเป๋าออกมาชำระเงิน ส่วน
พิมมาดานั้นเดินออกมายืนรออยู่ริมถนนจึงเป็นโอกาสทองของชายสองคนที่กำลังเฝ้ารอเวลา

รถจักรยานยนต์ที่ถูกปรับแต่งเครื่องแผดเสียงดังบาดหูวิ่งตรงเข้ามาหา พิมมาดาขมวดคิ้วและหมุนตัวหันกลับไปมองเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถจักรยานยนต์คันนั้นเข้ามาใกล้ คนขับชะลอความเร็วลงเล็กน้อยเมื่อคนซ้อนท้ายคว้ากระเป๋าถือของหญิงสาวได้แล้วเขาจึงเร่งเครื่องเพื่อจะหนี แรงกระชากทำให้พิมมาดาเสียหลักล้มหน้าคะมำ คนที่อยู่ในบริเวณนั้นยืนตกตะลึงตาค้างส่วน
นิลเนตรร้องเรียกเพื่อนด้วยความตกใจ

“พิม!” เธอวิ่งถลาเข้าไปประคองเพื่อนจากนั้นจึงจ้องคนร้ายที่กำลังหลบหนีพร้อมกับตะโกน “ช่วยด้วย โจรกระชากกระเป๋า!”

ท่ามกลางความโกลาหล พิมมาดาเงยหน้าขึ้นมองรถจักรยานยนต์ที่กำลังห่างออกไป ช่วงขณะที่มันวิ่งผ่านประดู่ต้นใหญ่หญิงสาวก็เห็นเงาลางเลือนของใครบางคนก้าวออกมา ท่อนแขนกำยำข้างหนึ่งยื่นออกไปเพื่อขวางทาง เพียงวิ่งทะลุผ่าน คนร้ายทั้งสองก็ร่วงผล็อยตกจากรถ มอเตอร์ไซด์ที่พวกเขานั่งล้มกลิ้งหมุนคว้างไปสองสามตลบก่อนจะกระแทกกับทางเท้าและหยุดนิ่ง เสียงผู้คนร้องเอะอะด้วยความตกใจ หลายคนวิ่งกรูกันเข้าไปดูคนร้ายทั้งสองและร้องบอกด้วยความตระหนก

“มันตายแล้ว”

หัวใจของพิมมาดากระตุกวาบ เธอลุกยืนขึ้นโดยสายตายังคงจ้องไปที่เงาลึกลับแน่วนิ่ง อีกฝ่ายหันหน้ากลับมามองเธอและกระตุกมุมปากน้อยๆเหมือนจะส่งรอยยิ้มให้ก่อนจะเลือนหายไป

“นั่นมันอะไรกันน่ะ”

หญิงสาวเผลอหลุดปากถาม นิลเนตรสั่นศีรษะ

“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ๆเจ้าพวกที่กระชากกระเป๋าเธอมันก็ตกจากรถลงมาคอหักตาย จะว่าไปก็เหมือนกรรมสนองนะ แบบทันตาเห็นเสียด้วยสิ”

น้ำเสียงที่พูดเจือความสะใจ พิมมาดาได้แต่นิ่งเพราะความหมายที่เธอถามกับคำตอบของเพื่อนนั้นไปคนละทาง ในขณะที่กำลังอยู่ในความงงงัน หญิงสาวก็รู้สึกเหมือนมีลมหมุนวนรอบตัว ความอ่อนโยนของสัมผัสที่ลูบไล้ไปตามเรือนร่างทำให้พิมมาดาต้องยืนตัวแข็งเพราะมันเป็นความรู้สึกแบบเดียวกับที่เธอเคยประสบตอนหลงป่า

สัมผัสของภูตคราม

ชื่อที่วิ่งเข้ามาในความคิดทำให้พิมมาดาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง เธอกวาดสายตามองรอบตัวอย่างหวาดระแวง

“ที่นี่มันในเมือง ไม่ใช่กลางป่า จะมีภูตครามได้ยังไง”

หญิงสาวพูดพึมพำพลางสั่นศีรษะเหมือนต้องการจะไล่ชื่อนั้นออกไปจากความคิด เสียงสัญญาณฉุกเฉินจากรถมูลนิธิที่กำลังวิ่งเข้ามาจอดดึงความสนใจของพิมมาดาให้กลับมายังเหตุการณ์ตรงหน้าอีกครั้ง หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจที่เกิดเหตุและชันสูตรคนร้ายทั้งสองแล้วแพทย์ลงความเห็นว่าพวกเขาตายเพราะหัวใจล้มเหลวอย่างเฉียบพลัน ตำรวจนายหนึ่งจึงเดินมาหาพิมมาดาพร้อมกระเป๋าของเธอ

“ของคุณใช่ไหมครับ”

เขาถามอย่างสุภาพ หญิงสาวผงกศีรษะพร้อมกับตอบ

“ค่ะ”

“ถึงคนร้ายจะเสียชีวิตไปแล้วคุณก็ต้องไปสถานีตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวัน ใช้เวลาไม่
นานหรอกครับ” เขารีบพูดเมื่อเห็นสีหน้าของพิมมาดา หญิงสาวจึงหันไปมองหน้านิลเนตรก่อนพยักหน้ารับอย่างจำใจ

หลังให้การกับตำรวจและลงบันทึกประจำวันเรียบร้อยแล้ว พิมมาดาจึงนั่งรถกลับบ้าน ในตอนแรกนิลเนตรอาสาจะอยู่เป็นเพื่อนแต่เธอยืนกรานหนักแน่นว่าไม่เป็นไร ในระหว่างที่นั่งมาในรถ หญิงสาวทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง เธอแน่ใจว่าการตายของคนร้ายทั้งสองเกิดจากการกระทำของผู้ชายที่ก้าวออกมาจากต้นไม้ แต่เขาจะทำเพื่ออะไรในเมื่อเธอไม่รู้จักและไม่เคยเห็นผู้ชายคนนั้นมาก่อนเลย

“ผู้ชายคนนั้นคงไม่ใช่ภูตคราม แต่เขาเป็นใคร”

หญิงสาวเฝ้าถามกับตัวเองด้วยความสงสัยและหวาดกลัว เมื่อดวงตะวันเริ่มลาลับจากขอบฟ้า ความมืดโรยตัวลงมาครอบคลุม จิตที่เต็มไปด้วยความวิตกก็เริ่มหลอนตัวเอง บ้านที่เคยอยู่อย่างสงบเริ่มปรากฏเงาไหววูบไปมา พิมมาดาจึงเข้าไปนั่งในห้องพระเพื่อพยายามทำจิตใจให้สงบและพร่ำเตือนตัวเองว่าสิ่งที่เห็นคือความภาพลวงที่ตัวเธอเองสร้างขึ้น หลังจากนั่งหลับตาเพื่อรวบรวมสมาธิราวครึ่งชั่วโมงเธอจึงเดินกลับห้องกระนั้นหญิงสาวก็ยังไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ หลังจากนอนกระสับกระส่ายบนเตียงอยู่ครู่ใหญ่เธอจึงเปิดเพลงบรรเลงเบาๆและหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ผ่านไปได้สักพักความเหนื่อยล้าก็ทำให้เกิดความง่วงงุน ดวงตาของหญิงสาวหรี่ปรือลงทีละน้อยจนในที่สุดก็ผล็อยหลับไป

เมื่อพิมมาดาตกเข้าสู่ห้วงนิทรา ภูธราจึงปรากฏกายขึ้น เขามองหญิงสาวด้วยดวงตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความอาทร มือข้างหนึ่งเลื่อนออกไปข้างหน้าหมายจะแตะพวงแก้มของหญิงสาวแต่สำนึกของความเป็นภูตครามทำให้เขาจำต้องชักมือกลับ ภูตหนุ่มยืนมองเธอนิ่งอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งถึงเวลารุ่งสางร่างของเขาจึงค่อยๆเลือนหายไป

*/*/*/*/*


ลงมาตั้งสี่บทแล้วยังไม่ได้คุยกันเลย ภูตครามเป็นหนึ่งในนิยายลึกลับ+รัก 5 เรื่องค่ะ โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของภูตค่ะ เนื่องจากมุนนี่ไม่ค่อยได้เขียนนิยายแนวนี้ หากตรงไหนอ่านแล้วติดขัดหรือไม่เข้าใจ แนะนำได้นะคะ

ตอบคำถามค่า ^^

คุณอสิตา ขอบคุณที่ชอบชื่อภูธราค่ะ ตอนหาชื่อมูนนี่คิดว่าพระเอกเป็นภูตอยู่ในป่าควรจะมีชื่อที่เกี่ยวกับธรรมชาติและดูยิ่งใหญ่ ภูธราเป็นชื่อที่ถูกใจที่สุด

พบกันใหม่ตอนหน้านะคะ










มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 8 ก.ย. 2555, 12:46:55 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 8 ก.ย. 2555, 12:46:55 น.

จำนวนการเข้าชม : 1211





<< บทที่ 3 ความปรารถนาของภูธรา   บทที่ 5 การตรวจสอบ >>
ดารานิล 8 ก.ย. 2555, 12:59:03 น.
อันนี้อยู่ในข่ายรักแรกพบรึเปล่าคะพีมูนนี่ อิอิ


อสิตา 8 ก.ย. 2555, 13:04:55 น.
อยากสัมผัสเธอ แต่จำต้องยั้งใจรึนี่


หนอนฮับ 8 ก.ย. 2555, 16:44:46 น.
ว้าววววววววววว...น่าสนใจคะ ตามอ่านรวดเดียว อิอิ อ่านแล้วทำให้คิดถึง...เพชรพระอุมา เกี่ยวกับนิทานพรานรอบกองไฟ อิอิ
อยากไปเที่ยวเดินป่าอีกแระ อิอิ


pulala 8 ก.ย. 2555, 21:20:59 น.
เขาเป็นใครน้อ อิอิ >w<


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account