เทวทูตที่รัก
เปลือยกายล่อนจ้อน !

ประโยคท้ายวิ่งวนอยู่ในความคิด ภาพของราฟาเอลในสภาพเปลือยเปล่าผุดขึ้นมาในหัวเหมือนภาพยนต์ที่ฉายซ้ำไปมา หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความแกร่งของแผ่นอกหรือมัดกล้ามอันงดงามบนหน้าท้อง หากแต่เป็นตำแหน่งประจำกายที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางของลำตัว น้ำทิพย์นึกทบทวนถึงเรื่องราวที่ศึกษาค้นคว้ามาไม่ว่าจะเป็นตำรา นิยายหรือแม้แต่กระทั่งสิ่งที่อาจารย์เพิ่งบอกไปเมื่อวันวาน ทุกคนล้วนกล่าวตรงกันว่าเทวดาทางฝั่งตะวันตกนั้นไม่มีเพศ

โกหกชัดๆ แล้วสิ่งที่เธอเห็นเมื่อครู่ล่ะ มันคืออะไร !

Tags: ราฟาเอล

ตอน: บทที่ 4 ความเปลี่ยนแปลง

บทที่ 4 ความเปลี่ยนแปลง

น้ำทิพย์ขับรถไปมหาวิทยาลัยอย่างไม่เร่งรีบนักเพราะวิชาที่เรียนในวันนี้มีเพียงพื้นฐานการคิดและวิเคราะห์เพื่อการออกแบบ วิชาเดียวแถมยังเรียนในช่วงบ่าย ความจริงแล้วเธออยากจะอยู่ดูแลราฟาเอลอีกสักนิดแต่เพราะต้องเข้าร่วมประชุมกับชมรมเทควันโดซึ่งนัดก่อนเที่ยงทำให้เธอต้องออกจากบ้านเร็วกว่าทุกครั้งแต่ก็ยังช้ากว่าที่ตั้งใจเอาไว้ โชคดีที่การจราจรในช่วงสายมักจะไม่ติดขัดเพราะจำนวนรถที่เคยคับคั่งลดจำนวนลง อาจจะเนื่องมาจากเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่เข้าที่ทำงานกันไปหมดแล้ว แต่สิ่งที่สร้างความลำบากต่อยวดยานส่วนบุคคลอย่างรถยนต์ของน้ำทิพย์ก็คือมันเป็นเวลาของยานพาหนะขนาดใหญ่จำพวกรถบรรทุก เพราะไม่เพียงขนาดมหึมาและบรรทุกสินค้ากันอย่างเกินพิกัดแล้วแต่ละคันวิ่งตะบึงกันมาในแบบ ข้าใหญ่ใครอย่าขวาง บางจังหวะน้ำทิพย์ต้องชะลอความเร็วลงและยอมชิดซ้ายปล่อยให้พวกขุนศึกทางหลวงห้อตะบึงแซงหน้าไปก่อนเพื่อความปลอดภัย

เมื่อถึงมหาวิทยาลัยน้ำทิพย์รีบคว้ากระเป๋ากับตำราเรียนวิ่งเข้าห้องชมรมเทควันโดซึ่งการประชุมในวันนี้คือการส่งรายชื่อผู้ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศ ทั้งอาจารย์และโค้ชพร้อมใจกันเสนอชื่อของน้ำทิพย์แต่เธอปฏิเสธด้วยเหตุผลเรื่องการเรียน สุดท้ายทางชมรมจึงตัดสินใจส่งนักกีฬาปีหนึ่งชื่ออรอนงค์หรือน้องเนยที่น้ำทิพย์เคยเจอตอนงานแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยลงไปแทน

เสร็จจากการประชุมน้ำทิพย์รีบวิ่งเข้าไปในโรงอาหารเพื่อหาอะไรรองท้องก่อนเข้าเรียน อารามเร่งรีบเธอจึงเลือกอาหารชนิดด่วนรวดเร็วอย่างแซนวิชทูน่ากับกาแฟดำ หญิงสาวเดินไปรับประทานอาหารไปอย่างไม่กังวลเรื่องความสวยแต่เธอกลับรู้สึกว่าเป็นความซวยเมื่อเห็นกฤตชัยเดินยิ้มเผล่ตรงเข้ามาหา

“ทานอะไรอยู่ครับคุณน้ำทิพย์”

เขาเอ่ยปากทักทายเมื่อเห็นหญิงสาวส่งแซนวิชชิ้นสุดท้ายเข้าปาก เธอยิ้มตามมารยาทก่อนตอบ

“อาหารแบบเร่งด่วนค่ะ”

กฤตชัยมองห่อพลาสติกในมือของเธอพลางเลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจ

“ทานแซนวิชถูก ๆแบบนี้ระวังท้องเสียนะครับ”เขาพูดเชิงดูถูกและมองหญิงสาวด้วยความสงสัย”ว่าแต่วันนี้เรียนแค่ช่วงบ่ายวิชาเดียวทำไมคุณน้ำทิพย์ถึงทานข้าวเช้าสายนักครับ”

ถึงจะไม่ชอบใจในน้ำเสียงและรู้สึกรำคาญกับกิริยาก้อร่อก้อติกของเขาแต่น้ำทิพย์ก็ยังคงยิ้ม

“พอดีทำการบ้านเพลินไปหน่อยเลยลืม”เธอแกล้งยกนาฬิกาขึ้นมาดู กฤตชัยยิ้มมุมปากเหมือนรู้เจตนาของเธอ

“เรายังมีเวลาอีกยี่สิบนาที ตอนนี้หาที่นั่งคุยกันก่อนหรือถ้าคุณรีบจะเดินไปพร้อมกันก็ได้”

ถึงจะถูกอีกฝ่ายรู้ทันแต่น้ำทิพย์ก็ยังคงไม่ยอมให้รอยยิ้มหายไปจากใบหน้า เธอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพอให้น่าดูน่ารักก่อนจะพูดเสียงหวาน

“อ๋อเปล่าหรอกค่ะ พอดีเมื่อเช้ารีบจนลืมทำธุระเลยคิดว่าจะแวะเข้าห้องน้ำก่อน คงใช้เวลานานสักหน่อย ถ้าไม่รังเกียจคุณจะไปยืนรอที่หน้าห้องก็ได้นะคะ”

รอยยิ้มของกฤตชัยเจื่อนไปเล็กน้อย เขารีบสั่นศีรษะพร้อมกับพูดด้วยท่าทางที่ดูเหมือนอยากจะอยู่ให้ห่างจากหญิงสาวโดยเร็วที่สุด

“งั้นผมคงต้องขอเข้าห้องเรียนก่อน เชิญคุณน้ำทิพย์ตามสบายเลยครับ”

พูดจบก็เดินจากไปทันที น้ำทิพย์ยืนอมยิ้มพลางมองตามอย่างนึกสมเพชเพราะถึงจะพยายามทำตัวให้ดูน่าประทับใจมากแค่ไหน แต่สุดท้ายตัวกฤตชัยเองนั่นแหละที่มักจะเผลอทำหน้ากากสุภาพบุรุษสุดเท่หลุดเผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนเช่นไร

“บอกแล้วว่าหมอนั่นเป็นเกย์”เสียงจรายุทธดังมาจากพุ่มไม้หนาข้างอาคารเรียน”จ่ายมาเลยหญิงกุ้ง”

เสียงตุ้บตั้บดังขึ้นสองสามครั้งตามมาด้วยเสียงโอดครวญ จันทรนภาก้าวพรวดออกจากพุ่มไม้ด้วยใบหน้าบูดบึ้งโดยจรายุทธเพื่อนจอมกวนเดินตามหลังมาติดๆ มือข้างหนึ่งยกขึ้นคลำหัวป้อยในขณะที่เจ้าตัวบ่นงึมงำ น้ำทิพย์มองเพื่อนทั้งสองด้วยความแปลกใจ

“พวกเธอเข้าไปทำอะไรในนั้น”

“นั่งสังเกตการณ์” จันทรนิภาตอบพลางส่งค้อนให้จรายุทธวงใหญ่”เป็นความคิดของพวกจิตเสื่อมบางคนที่วางแผนจะโดดเข้ามาช่วยเธอตอนสถานการณ์ฉุกเฉิน”

น้ำทิพย์เลิกคิ้วสูงพลางเลื่อนสายตาไปยังเพื่อนนักศึกษาหนุ่มที่ยืนห่างจากจันทรนิภาราวหนึ่งช่วงแขน

“สถานการณ์ฉุกเฉินอะไร” เธอถาม จรายุทธยักไหล่

“ก็อย่างเช่นถ้าเกิดนายคริสเกิดอยากว่องไวผสมพันธุ์ขึ้นมา เราจะได้พุ่งออกมาช่วยได้ทัน แต่ผมบอกหญิงกุ้งแล้วว่าไม่มีทางเป็นไปได้หรอกเพราะหมอนั่นสนใจไม้ป่าเดียวกันมากกว่า”

“เธอสองคนเลยพนันกัน”พูดพลางมองธนบัตรละยี่สิบยับยู่ยี่ที่โผล่พ้นกระเป๋าเสื้อออกมา
”ให้ตายเถอะแทนที่จะรีบออกมาช่วย ดันเล่นอะไรกันก็ไม่รู้”

“หมอนั่นไม่มีทางสู้เธอได้อยู่แล้ว”จรายุทธพูดด้วยใบหน้าอมยิ้มและมองจันทรนิภาด้วยหางตา

”แต่ใครบางคนไม่เชื่อเลยต้องพนันกันนิดหน่อย”

“ถึงนายกฤตชัยจะสู้ยายทิพย์ไม่ได้แต่ยังไงเขาก็เป็นผู้ชาย ฉันไม่ไว้ใจคนแบบนั้น”

จันทรนิภาพูดเสียงห้วน นักศึกษาหนุ่มปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น

“เกย์ตาขาวแบบนั้นน่ะเหรอ”จรายุทธพูดพลางแบะปากอย่างดูถูก”ขืนแต๊ะอั๋งทิพย์มีหวังโดนลูกเตะฟ้าคำรนเสยเข้าปลายคางหงายเก๋งไม่เป็นท่า”

ไม่พูดเปล่ายังทำท่าทางประกอบ น้ำทิพย์หัวเราะด้วยความขบขัน

“จำไม่ได้ว่ามีท่าเตะชื่อนั้นด้วย ไปเอามาจากไหน”

“คิดเองอยู่แล้ว”จรายุทธตอบอย่างภาคภูมิและมองน้ำทิพย์อย่างนึกแปลกใจเพราะการถูกผู้ชายน่ารำคาญอย่างกฤตชัยมาก่อกวนอย่างน้อยเธอก็น่าจะแสดงอาการหงุดหงิดออกมาบ้าง แต่จากที่เห็นดูเหมือนเธอจะไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลยสักนิดแถมยังดูอารมณ์ดีมากกว่าทุกครั้ง เรียกว่าอยู่ในอาการร่าเริงเลยก็ว่าได้

“ผมว่าวันนี้ทิพย์ดูแปลกไป” เขาพูดออกมาตามตรง น้ำทิพย์เลิกคิ้วสูง

“แปลกตรงไหน ฉันก็สวยเหมือนทุกวันนั่นแหละ”

คำตอบกวนอารมณ์ของเพื่อนทำให้จรายุทธจุ๊ปากเบาๆ

“ถ้าเป็นคำพูดของหญิงกุ้งผมคงไม่มีวันเชื่อ”

เสียงตุ้บดังขึ้นทันทีที่จรายุทธพูดจบ จันทรนิภาแยกเขี้ยวพร้อมกับเงื้อกำปั้นขึ้น

“พูดแบบนี้อยากเจ็บตัวใช่ไหมนายเต่า”

“ก็เจ็บไปแล้วนี่ครับ”เพื่อนหนุ่มพูดเสียงอ่อย อีกฝ่ายจึงลดมือลงมากุมรอบลำคอของเขาพร้อมกับพูด

“งั้นเปลี่ยนเป็นตายเลยก็แล้วกัน”

ไม่พูดเปล่าจันทรนิภายังออกแรงบีบจนจรายุทธต้องร้องลั่น

“อย่าฆ่าผมเลยครับ นึกว่าสงสารลูกเต่าตาดำๆเถอะ”

“อยากให้ปล่อยต้องทำยังไง” ฝ่ายหญิงพูดเสียงเข้ม ชายหนุ่มหลับตาปี๋และพูดด้วยน้ำเสียงละห้อย

“หญิงกุ้งสวยที่สุดในสามโลกครับ”

หางเสียงลากยาวเหมือนต้องการให้อีกฝ่ายบังเกิดความสงสาร แต่จันทรนิภากลับฉีกรอยยิ้มโหด

“ดีมาก”เธอคลายมือออกและตบไหล่เพื่อนรักสองสามครั้งก่อนจะหันกลับมาทางน้ำทิพย์

“ฉันก็คิดเหมือนนายเต่านะว่าทำไมวันนี้เธอดูอารมณ์ดีจังไปเจออะไรมาเหรอ”

หญิงสาวมองเพื่อนด้วยความสงสัย น้ำทิพย์ทำท่าอึกอักเล็กน้อยก่อนจะเปิดรอยยิ้มกว้าง

“ไม่มีอะไร แค่ได้ฟังข่าวดีจากคุณพ่อเท่านั้น”

“ข่าวดีที่ว่าคงไม่ใช่เรื่องคู่หมั้นนักธุรกิจใหญ่คนนั้นใช่ไหม” จันทรนิภาดักคอ น้ำทิพย์รีบส่ายหน้าพร้อมกับตอบอย่างเร็ว

“ไม่ใช่หรอก อีกอย่างเรื่องคู่หมั้นอะไรนั่นก็เป็นแค่ข่าวลือ ถึงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจแต่คุณพ่อคุณแม่ของฉันก็ไม่นิยมการคลุมถุงชน พวกท่านปล่อยให้ฉันตัดสินใจเลือกคู่ครองเอง”

“แบบนี้ผมก็มีสิทธิ์น่ะสิ” จรายุทธพูดแทรกขึ้นมาเลยโดนสันมือจันทรนิภาสับลงบนต้นคอค่อนข้างแรง

“พูดอีกทีสินายเต่า”

“ผมหมายถึงสิทธิในการช่วยดูผู้ชายให้เพื่อนต่างหาก หญิงกุ้งนึกไปถึงไหน” จรายุทธโอดครวญพลางคลำต้นคอ”โดนแบบนี้บ่อยๆมีหวังอัมพาตเรียกหา ถ้าผมเกิดเดินไม่ได้ขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ”

“ฉันไง จะช่วยเชือดให้นายหมดเคราะห์ไปเลย”

จันทรนิภาพูดด้วยดวงตาวาวก่อนจะหันไปทางน้ำทิพย์อีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป”เธอตัดบทพร้อมกับยกนาฬิกาข้อมือขึนมาดู”อีกห้านาทีจะถึงเวลาเข้าเรียน รีบไปกันเถอะ”

พูดจบจันทรนิภาก็คว้าคอเสื้อจรายุทธแล้วเดินลากออกไป น้ำทิพย์มองเพื่อนรักทั้งสองแล้วยิ้มออกมาอย่างโล่งอกที่ทั้งคู่ไม่สนใจจะซักถามอะไรมากไปกว่านั้น อีกอย่างเธอเองก็ยังไม่พร้อมที่จะบอกกับพวกเพื่อนว่าตอนนี้มีเทวดารูปหล่อมาพักรักษาตัวอยู่ในบ้านเพราะรู้ดีว่าถึงบอกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ

น้ำทิพย์ยิ้มให้กับตัวเอง หากเป็นตอนก่อนที่จะพบกับราฟาเอลเธอเองก็คงจะมีความคิดแบบนั้นเช่นเดียวกัน

แน่ละ ใครจะไปคิดว่าเทวดามีจริง

เธอก้มลงมองสมุดที่ร่างภาพเทวดาเอาไว้ก่อนจะยกขึ้นมากอดไว้แนบอก ความงดงามอันแสนบริสุทธิ์ที่เธอเป็นผู้ค้นพบก่อให้เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นในใจ มันไม่ใช่สิ่งสวยงามอย่างคำว่าความรักหรืออะไรทำนองนั้นหากแต่เป็นความต้องการปกป้องมิให้ผู้ใดได้เห็น จะบอกว่าเป็นความหวงแหนก็ไม่เชิงนักเพียงแต่หญิงสาวรู้สึกว่าไม่อยากจะให้คนอื่นได้ยลหรือสัมผัสสิ่งมหัศจรรย์ที่บังเอิญตกลงมาอยู่ในบ้านของเธอ

เห็นแก่ตัว

เสียงหนึ่งดังขึ้นภายในจิตใจ น้ำทิพย์ส่ายหน้าและบอกกับตัวเองว่าเธอเพียงแค่ไม่อยากให้ใครเข้าไปรบกวนราฟาเอล แม้จะเป็นถึงอัครเทวดาคนสำคัญแต่ในตอนนี้เขาเป็นเพียงคนเจ็บที่ต้องการนอนพักและสมควรจะได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี ซึ่งผู้ที่เหมาะสมต่อหน้าที่นี้มีแต่เธอเพียงคนเดียว

เมื่อคิดถึงตรงนี้น้ำทิพย์ก็ยิ้มออกมาอย่างลืมตัว เพราะเท่าที่เห็นราฟาเอลไม่ได้งดงามเพียงใบหน้า ร่างกายของเทวดาหนุ่มยังสมบูรณ์ไปด้วยกล้ามเนื้อหนั่นแน่นไร้ที่ติ ยิ่งนึกถึงตอนที่เธอลูบไล้แผ่นอกของเขาเพื่อทำความสะอาดบาดแผลแล้วหัวใจของหญิงสาวก็เต้นแรงขึ้น เลือดในตัวฉีดพล่านและมีหวังได้พุ่งออกมาจากตัวแน่หากจันทรนิภาไม่ร้องเรียก

“ยืนใจลอยไปถึงไหนน่ะยายทิพย์ จะได้เวลาเรียนอยู่แล้วนะ”

จินตนาการที่กำลังเตลิดไปไกลถูกดึงกลับเข้ามาอีกครั้ง น้ำทิพย์สูดลมหายใจเข้าเพื่อระงับสติอารมณ์ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้เพื่อนและรีบวิ่งเข้าไปในอาคารเรียน

ถึงจะเป็นวิชาที่ว่าด้วยการสร้างแผนภูมิทางความคิด แต่สำหรับน้ำทิพย์แล้วมันเป็นแค่ตัวช่วยส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะหากเป็นคนจำพวกไร้ความคิดสร้างสรร ต่อให้เรียนวิชาอะไรก็ไม่ได้ทำให้มีจินตนาการที่ดีขึ้นมาเลย ดูเหมือนกฤตชัยจะเป็นคนจำพวกนั้นเพราะตลอดวเลาเกือบสองชั่วโมงเขาเอาแต่นั่งเสยผมทำตัวให้ดูหล่ออยู่เสมอแถมยังคอยส่งสายตาหวานฉ่ำให้กับเพื่อนนักศึกษาสาวภายในห้อง ต่างจากจันทรนิภาที่ฟังและบันทึกทุกสิ่งที่อาจารย์สอนอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่วนจรายุทธมีวิธีเรียนที่ออกจะแหวกแนวกว่าเพื่อน นั่นก็คือหลับตลอดทั้งชั่วโมงเรียน แต่ที่น่าแปลกก็คือเขารู้และเข้าใจทุกอย่างที่อาจารย์สอน เมื่อน้ำทิพย์ถามว่าเขาทำได้ยังไง ชายหนุ่มก็มักจะยิ้มพร้อมกับตอบแบบกวนๆตามนิสัย

“ผมเป็นเทพเต่า ใช้จิตฟังก็เข้าใจแล้ว”

หญิงสาวยิ้มพลางหันไปให้ความสนใจกับคำบรรยายของอาจารย์อีกครั้ง ผ่านไปราวสองชั่วโมงการเรียนอันน่าเบื่อหน่ายจึงจบลง เพื่อนนักศึกษาหลายคนเริ่มปรึกษากันถึงเรื่องการนัดเที่ยว จันทรนิภาซึ่งเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงหันมาทางน้ำทิพย์พร้อมกับถาม

“รีบกลับหรือเปล่าทิพย์”

“ก็นิดหน่อย ถามทำไมเหรอ”

“วันนี้ฉันอยากกินข้าวปั้นหน้าไข่ปลาแซลมอน เลยนัดเสือกับเต่าว่าจะไปหลังเลิกเรียน ถ้าเธอไม่สะดวกพวกเราจะได้เลื่อนไปวันอื่น”

“แค่ฉันคนเดียวจะเลื่อนทำไม พวกเธอไปกันก่อนวันหลังค่อยนัดรวมพลกันอีกทีก็ได้” น้ำทิพย์รีบพูด จันทรนิภาจึงหันไปทางจรายุทธ

“เอาไงดีนายเต่า”

“ช่วงนี้เสือหาเวลาว่างยาก คงต้องทำตามที่ทิพย์พูด”

ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นงานเป็นการ สาวแว่นผงกศีรษะและหันกลับไปที่น้ำทิพย์อีกครั้ง

“งั้นก็ตกลงตามนี้ แต่ครั้งหน้าเธอห้ามปฏิเสธและต้องเลี้ยงพวกเราด้วย”

“ก็ได้”น้ำทิพย์พูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เมื่อตกลงกันได้แล้วหญิงสาวจึงขอตัวกลับบ้าน ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถน้ำทิพย์ก็อดคิดถึงเรื่องของราฟาเอลขึ้นมาไม่ได้ เพราะความที่เขาเป็นถึงอัครเทวดาทำให้เธอไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรดี แต่จากการพูดคุยกันในครั้งแรกดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ถือตัวอะไรมากนัก แต่เรื่องอื่นนอกเหนือจากนั้นเธอคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร

“พวกเทวดาต้องกินอาหารหรือเปล่านะ” น้ำทิพย์พูดกับตัวเองด้วยความสงสัยเพราะเท่าที่เห็นจากการ์ตูนหรือนิยาย เทวดามักจะทำอะไรหลายอย่างคล้ายกับคนธรรมดาทั่วไป แต่ทั้งหมดนั่นคือเรื่องราวที่เกิดจากจินตนาการของมนุษย์ ไม่เคยมีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเทวดามีอยู่จริง และไม่ปรากฏหลักฐานสักชิ้นว่าพวกเขาดำรงอยู่ได้อย่างไร แล้วเธอจะซื้ออะไรไปให้เขาดี

“ถ้าเขากินอาหารเหมือนกับคน ก็คงจะเป็นอาหารฝรั่งอย่างพวกสเต็ก มันบดหรืออะไรทำนองนั้น ว่าแต่ที่บ้านมีอะไรเหลือบ้างนะ”

หญิงสาวคิดและขมวดคิ้วเมื่อนึกขึ้นได้ว่าในตู้เย็นไม่มีของสดเหลืออยู่เลย เธอจึงตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าไปในห้างเพื่อซื้ออาหารและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น เพราะถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นเทวดา ที่หลายคนบอกว่าไม่มีเพศ แต่ดูยังไงเขาก็คือผู้ชายคนหนึ่ง

แถมมีหน้าตาหล่ออย่างหาที่เปรียบไม่ได้อีกต่างหาก

น้ำทิพย์อมยิ้มกับความคิดสุดท้าย เมื่อนำรถเข้าบ้านแล้วเธอจึงรีบปัดความคิดพิศดารออกจากหัวและปรับสีหน้าให้ดูราบเรียบสมเป็นกุลสตรี จากนั้นจึงเดินเข้าบ้านพร้อมกับพูดด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก

“ฉันกลับมาแล้ว”

หญิงสาวกวาดสายตามองไปจนทั่วแต่ก็ไม่พบคนที่อุตส่าห์นั่งคิดถึงแม้แต่เงา เธอจึงคิดว่าเขาอาจจะยังคงนอนอยู่ในห้อง ความเป็นห่วงน้ำทิพย์จึงเปิดประตูโดยไม่ได้ส่งเสียงเรียก ยังไม่ทันที่จะก้าวเข้าไปด้านในหญิงสาวก็ต้องยืนตกตะลึงตาค้าง เพราะแทนที่จะเห็นเทวดาหนุ่มนอนระทดระทวยอยู่บนเตียง สิ่งที่เห็นกลับเป็นร่างแสนสง่ากำลังลอยคว้างอยู่กลางอากาศท่ามกลางแสงสีทองอร่ามงามจับตา

แสงสว่างที่ว่าเปล่งออกมาจากปีกที่กำลังห่อหุ้มร่างของราฟาเอลเอาไว้ดุจดักแด้ นั่นเป็นสิ่งที่สร้างความทึ่งต่อน้ำทิพย์ไม่ใช่น้อย เพราะจากที่เห็นในตอนแรกเธอก็พอจะรู้ว่าปีกของเทวดาไม่ได้มีขนาดเล็กเหมือนที่เห็นกันตามโบสถ์ แต่ไม่นึกเลยว่าขนาดของมันจะใหญ่โตจนสามารถปกคลุมร่างผู้เป็นเจ้าของได้มิดชิดขนาดนี้ ระหว่างที่กำลังตกอยู่ในอาการตื่นตะลึง หญิงสาวจึงนึกขึ้นมาได้ว่าปีกข้างหนึ่งของราฟาเอลนั้นหัก แต่จากที่เห็นสภาพของมันก็ดูเป็นปรกติดี

หรือว่าอาการบาดเจ็บของเทวดาผู้นี้หายไปจนหมดแล้ว

เท้าขยับก้าวไปข้างหน้าพร้อมความคิดและหยุดชะงักอยู่แค่นั้นเมื่อแสงเจิดจ้าเริ่มอ่อนจางลง ร่างที่ลอยอยู่กลางอากาศเลื่อนกลับมายืนกับพื้นห้องเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ปีกทั้งสองข้างคลี่ออกและโบกสะบัดอย่างเชื่องช้า น้ำทิพย์จึงเห็นว่าปีกข้างที่หักยังคงบิดเบี้ยวผิดรูป ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะเอ่ยปากพูดอะไรเสียงทุ้มน่าฟังก็เอ่ยปากตอบข้อสงสัยของเธอ

“ข้ายังไม่หายดี”

ราฟาเอลหมุนกายหันมาทางน้ำทิพย์ เธอรีบส่งยิ้มให้แต่ต้องคลายออกเมื่อพบว่าเทวดาหนุ่มอยู่ในสภาพไร้อาภรณ์ใดปกปิด หญิงสาวยืนตกตะลึงตาค้างจ้องร่างเปลือยเปล่าล่อนจ้อนอย่างลืมตัวกระทั่งดวงตาไปสะดุดกับตำแหน่งกึ่งกลางของลำตัวเธอจึงรีบเบือนหน้าหนีพร้อกับปิดตาแน่นและส่งเสียงร้องดังลั่น

“ทำอะไรของท่านกันน่ะ”

พูดจบก็หมุนตัวออกจากห้องพร้อมกับปิดประตูดังโครม น้ำทิพย์ยืนตัวสั่นทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้นอยู่ครู่ใหญ่ มือยกขึ้นทาบอกเหมือนต้องการจะกดหัวใจที่กำลังเต้นแรงไม่ให้ปะทุออกมาในขณะสมองพยายามทบทวนถึงเรื่องราวที่เคยอ่าน ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนหรือนิยาย ทุกเรื่องมักจะบอกเหมือนกันหมดว่าวิธีการรักษาบาดแผลของผู้มีพลังพิเศษคือการหาที่วิเวกเพื่อรวบรวมสมาธิจากนั้นร่างของเขาก็จะเปล่งแสงหรือปล่อยรัศมีออกมา ไม่คิดเลยว่าวิธีรักษาของเทวดาตัวจริงคือการเปลือยกายล่อนจ้อนแบบนี้

เปลือยกายล่อนจ้อน !

ประโยคท้ายวิ่งวนอยู่ในความคิด ภาพของราฟาเอลในสภาพเปลือยเปล่าผุดขึ้นมาในหัวเหมือนภาพยนต์ที่ฉายซ้ำไปมา หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความแกร่งของแผ่นอกหรือมัดกล้ามอันงดงามบนหน้าท้อง หากแต่เป็นตำแหน่งประจำกายที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางของลำตัว น้ำทิพย์นึกทบทวนถึงเรื่องราวที่ศึกษาค้นคว้ามาไม่ว่าจะเป็นตำรา นิยายหรือแม้แต่กระทั่งสิ่งที่อาจารย์เพิ่งบอกไปเมื่อวันวาน ทุกคนล้วนกล่าวตรงกันว่าเทวดาทางฝั่งตะวันตกนั้นไม่มีเพศ

โกหกชัดๆ แล้วสิ่งที่เธอเห็นเมื่อครู่ล่ะ มันคืออะไร !

พวงแก้มปลั่งมีสีชมพูระเรื่อขึ้นมา น้ำทิพย์พยายามสะบัดหน้าเพื่อต้องการไล่ภาพเร่าร้อนออกจากหัวแต่ดูเหมือนจะไม่สำเร็จเพราะยิ่งไม่อยากจะนึกก็เหมือนเป็นการตอกหมุดให้ติดตรึงเอาไว้ในความทรงจำ ขณะที่กำลังคิดว่าตนเองต้องเสียสติคุ้มคลั่งไปกับสิ่งที่เห็นเสียงของราฟาเอลก็ดังมาจากทางด้านหลัง

“ขอโทษที่ทำให้เจ้าไม่สบายใจ”

น้ำทิพย์สะดุ้งสุดตัวและเกือบจะหันหน้ากลับไปมองเทวดาหนุ่ม ดูเหมือนอีกฝ่ายจะอ่านความคิดของเธอออกเพราะเขารีบพูดต่อ

“สิ่งที่ข้าพอจะหามาห่อหุ้มกายได้มีเพียงผ้าผืนนี้ คิดว่าคงจะพอทำให้เจ้ารู้สึกดีขึ้นบ้าง”

คิ้วสวยขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยก่อนจะหันหน้ากลับไปมอง หญิงสาวแทบจะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่ได้เมื่อเห็นราฟาเอลใช้ผ้าแพรสีชมพูสดพันร่างของตัวเองเอาไว้โดยพาดปลายส่วนหนึ่งไว้บนไหล่ มองเผินๆแล้วคล้ายกับวิธีนุ่งผ่าของพวกขุนนางกรีกหรือโรมันในยุคโบราณ

“เข้าใจทำนะท่าน แต่นี่มันผ้าแพรที่เอาไว้ห่ม ใช้แทนเสื้อผ้าไม่ได้หรอก”น้ำทิพย์พูดอย่างนึกขำก่อนจะเดินนำเทวดาหนุ่มเข้าไปในห้องนั่งเล่นระหว่างนั้นหญิงสาวก็พูด

“นึกว่าเทวดาจะเสกเสื้อผ้าได้เองเสียอีก”

“ข้าทำได้หากมีพลังเพียงพอ” ราฟาเอลตอบ น้ำทิพย์จึงผงกศีรษะและหยิบของที่เธอซื้อออกจากถุง

“คิดแล้วว่าต้องเป็นแบบนั้น”พูดพลางคลี่เสื้อยืดคอกลมสีขาวออก”ฉันกะขนาดไม่ถูกเลยเลือกตัวใหญ่ที่สุดมา น่าจะใส่ได้นะ”

เมื่อเทวดาหนุ่มรับเสื้อไปจากเธอแล้วหญิงสาวจึงดึงกางเกงขายาวออกมากาง เธอมองราฟาเอลไล่ตั้งแต่เอวไปจนถึงข้อเท้าและนิ่วหน้าเมื่อพบว่ากางเกงที่ซื้อมามีขนาดเล็กเกินไป

“ทั้งที่เลือกตัวใหญ่สุดมาแล้วแท้ๆ”น้ำทิพย์บ่นพลางทาบกางเกงเข้ากับตัวของเทวดาหนุ่มและจุ๊ปากอย่างหงุดหงิดเมื่อพบว่าขนาดของมันเล็กกว่าถึงสองนิ้วแถมขายังสั้นเต่อขึ้นมาจนเกือบถึงหัวเข่า

“ไม่ใช่แค่ตัวเล็ก ขายังสั้นอีกต่างหาก แบบนี้ท่านคงใส่ไม่ได้แน่ๆ”หญิงสาวพูดด้วยความหนักใจก่อนจะวางกางเกงตัวนั้นลงและหยิบห่ออะไรบางอย่างออกมาแกะ

“ยังไงก็คงต้องใส่ตัวในไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย”เธอพูดขณะส่งกางเกงชั้นในสีขาวสะอาดให้เทวดาหนุ่ม เขารับไปถืออย่างงงงัน

“มันคืออะไร”

“กางเกงชั้นในของผู้ชาย”น้ำทิพย์ชะงักคำพูดเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนขึ้น แน่ละถึงอีกฝ่ายจะเป็นเทวดาและตัวเธอเองเป็นผู้หญิงยุคใหม่ แต่การแนะนำเรื่องกางเกงชั้นในให้กับผู้ชายก็ยังเป็นเรื่องน่าอายอยู่ดี หญิงสาวสูดลมหายใจเพื่อปรับอารมณ์ให้เป็นปรกติก่อนจะอธิบายต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายวางกางเกงตัวน้อยลงด้วยท่าทางไม่ใส่ใจนัก เธอจึงฉวยมันขึ้นมาพร้อมกับพูดเสียงเข้ม

“ของพวกนี้อาจจะไม่จำเป็นสำหรับเทวดา แต่ถ้าจะต้องอยู่กับมนุษย์และไม่อยากให้คนอื่นเห็นของสำคัญประจำตัวท่านก็ต้องสวมมันเอาไว้”

ไม่พูดเปล่าเธอยังยัดห่อกางเกงรวมทั้งตัวที่เพิ่งถูกวางเมื่อครู่ใส่มือของราฟาเอลส่วนปากก็ยังคงพูด

“วิธีใช้ก็เหมือนกับกางเกงทั่วไปเพียงแต่ท่านต้องเอาด้านนี้ไว้ข้างหน้า”

หญิงสาวย้ำเหมือนต้องการให้อีกฝ่ายเข้าใจและมองร่างกายที่ค่อนข้างจะมอมแมมของเทวดาหนุ่มก่อนตัดสินใจพูด

“ถ้าจะใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ ท่านก็ควรอาบน้ำก่อน”

พูดจบน้ำทิพย์ก็วิ่งขึ้นไปชั้นบนและกลับลงมาพร้อมกับเสื้อคลุมอาบน้ำและกางกางขายาวสีจัดจ้านตัวหนึ่ง

“ถอดผ้าห่มนั่นออกแล้วใส่เสื้อตัวนี้แทน” หญิงสาวพูดและร้องลั่นเมื่อเห็นเทวาหนุ่มเตรียมจะดึงผ้าแพรคลุมตัวออก “ท่านจะทำอะไรน่ะ”

“ก็เจ้าบอกให้เปลี่ยนเสื้อ”

“มันก็ใช่แต่ไม่ได้ให้ถอดตรงนี้”เธอพูดด้วยใบหน้าสีเข้มพลางชี้มือไปทางด้านหลัง”เข้าไปเปลี่ยนในห้องนั้นเสร็จแล้วฉันจะพาไปที่ห้องน้ำ”

ราฟาเอลพยักหน้าและเดินไปตามที่หญิงสาวแนะนำ เมื่อเขากลับออกมาก็พบว่าน้ำทิพย์กำลังยืนรออยู่หน้าห้องพร้อมเสื้อผ้าในมือ ฝ่ายหญิงสาวพอได้เห็นเทวดารูปร่างสูงใหญ่ภายใต้เสื้อคลุมอาบน้ำตัวจ้อยแล้วเธอจึงยิ้มอย่างขบขัน ถึงจะออกแนวหวาดเสียวอยู่บ้างว่าจะมีอะไรโผล่ออกมาให้เห็นในช่วงจังหวะก้าวเดินแต่มันก็เป็นความน่าลุ้นที่ชวนให้ระทึกใจ

“ตามฉันมาทางนี้”เธอพูดพร้อมกับเดินนำเข้าไปในห้องน้ำและเริ่มต้นอธิบาย นี่เป็นอ่างล้างหน้า ส่วนอันนั้นเป็นชักโครกเอาไว้สำหรับขับถ่ายซึ่งฉันคิดว่าเทวดาคงไม่จำเป็นต้องใช้ สายยาวๆนี่เป็นฝักบัวสำหรับอาบน้ำ ก๊อกด้านนี้เป็นน้ำอุ่นส่วนอีกด้านเป็นน้ำเย็น จำให้แม่นเพราะถ้าขืนหมุนผิดท่านได้กลายเป็นไข่ลวกแน่”

พูดพลางหมุนก๊อกประกอบ ราฟาเอลผงกศีรษะและมองไปยังอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ น้ำทิพย์จึงพูดอย่างรู้ทัน

“ถ้าอยากจะนอนแช่น้ำก็คงต้องรอให้แผลหายสนิทดีก่อน” เธอหยุดคำพูดและขมวดคิ้วเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้”พูดถึงแผล ฉันยังไม่ได้ดูเลยว่ามันเป็นยังไงบ้าง”

หญิงสาวหันไปทางราฟาเอลและร้องห้ามเมื่อเห็นเทวดาหนุ่มทำท่าจะถอดเสื้อคลุมของเขา

“ไม่ต้องถอดแค่ปลดแขนเสื้อทั้งสองข้างลงก็พอ”

เมื่อรอจนราฟาเอลปลดเฉพาะส่วนบนของเสื้อคลุมออกแล้วเธอจึงแก้ผ้าที่พันเอาไว้รอบลำตัวของเขาออก หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจเพราะบาดแผลฉกรรจ์ที่เธอเห็นเมื่อคืนบัดนี้เลือนหายไปจนหมดไม่เหลือแม้รอยขีดข่วน

“เหลือเชื่อ”น้ำทิพย์พึมพำพลางไล้มือไปตามลำตัวของราฟาเอลอย่างอัศจรรย์ใจก่อนจะมองหน้าเขา”ท่านหายดีแล้วนี่”

“แค่ภายนอกเท่านั้น” อีกฝ่ายตอบเสียงละมุน หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

“หมายความว่ายังไง”

“หมายความว่าถึงบาดแผลจะหายไปแต่พลังส่วนใหญ่ของข้ายังไม่ฟื้นคืนกลับมา คงต้องรอจนกว่าปีกข้างนี้จะหายเป็นปรกติซึ่งข้าคิดว่าคงต้องใช้เวลานานพอสมควร”

คำอธิบายของเทวดารูปงามทำให้น้ำทิพย์เผลอมองปีกซึ่งบัดนี้ถูกซ่อนเอาไว้ให้พ้นจากสายตาของมนุษย์

“พลังของท่านอยู่ที่ปีกอย่างนั้นหรือ”

“พลังของข้าขึ้นอยู่กับความศรัทธากับพระประสงค์ ส่วนปีกเป็นทั้งสื่อและสัญลักษณ์แต่ก็ใช่ในเรื่องที่ว่ามันคือสิ่งสำคัญ หากไร้ปีกแล้วเทวดาก็เกือบจะเหมือนมนุษย์ทั่วไป”

“ยังไงฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”น้ำทิพย์พูดหลังจากราฟาเอลกล่าวจบ”ท่านสามารถรักษาบาดแผลของตัวเองจนหายดีแต่กลับรักษาปีกไม่ได้”

“ข้าทำได้แต่ต้องรวบรวมจิตให้สงบนิ่งและใช้พลังเป็นจำนวนมาก แต่อย่างที่บอกกับเจ้าในตอนแรก ข้าใช้พลังอย่างมหาศาลไปกับการต่อสู้ ส่วนที่เหลือเพียงน้อยนิดก็หมดไปกับการสร้างม่านกำบังและรักษาแผลทางกาย ตอนนี้ข้าจึงไม่มีอำนาจในการเยียวยาหลงเหลืออยู่เลย”

ถึงจะรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างแต่หญิงสาวก็ยังยืนฟังอย่างตั้งใจ ส่วนหนึ่งก็เพราะเธอรู้สึกดีที่ได้อยู่ใกล้เทวดาหนุ่มชนิดใบหน้าแทบจะชิดกับแผ่นอก แต่เมื่อราฟาเอลหยุดพูดและมองหน้าเธอนิ่งน้ำทิพย์จึงแกล้งทำเป็นกระแอมออกมาเบาๆพร้อมกับพูด

“สรุปก็คือท่านต้องอยู่ที่นี่อีกสักระยะ” เธอยิ้มพลางหันมองรอบตัว”ถึงยังไงฉันก็อยู่บ้านนี้คนเดียวอยู่แล้วมีเทวดามาเพิ่มอีกสักคนจะเป็นไรไป”

ดวงตาเลื่อนมาหยุดที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของราฟาเอล

“เชิญท่านอาบน้ำให้สบายตัว เสร็จแล้วค่อยมาทานข้าวกัน”

พูดจบน้ำทิพย์ก็ก้าวออกจากห้องและเริ่มอุ่นอาหารที่เธอซื้อมา ความที่ไม่รู้ว่าเทวดารับประทานอาหารประเภทไหนหญิงสาวจึงเตรียมทั้งสลัดผัก สปาเก็ตตี้ผัดซอสและสต็กหมูพริกไทยดำ แต่หลังจากยืนคอยอยู่นานคนที่ถูกเฝ้ารอก็ยังไม่ออกมาเสียที ด้วยความสงสัยน้ำทิพย์จึงเดินเข้าไปดูจึงพบว่าเทวดาหนุ่มซึ่งบัดนี้สวมเสื้อเรียบร้อยแล้วกำลังสาละวนอยู่กับกางเกง

“ทำอะไรอยู่หรือท่าน” น้ำทิพย์ถาม ราฟาเอลจึงเงยหน้าขึ้นมาตอบ

“ข้าสวมกางเกงของเจ้าไม่ได้”ไม่พูดเปล่าเทวดาหนุ่มยังกางส่วนเอวของกางเกงซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปกติให้ดู หญิงสาวจึงยิ้ม

“ลืมบอกไป กางเกงขาก๊วยเขานุ่งกันแบบนี้”เธอก้าวเข้าไปและคว้าขอบกางเกงมาทบกันจากนั้นจึงม้วนอีกหนึ่งรอบเพื่อกันไม่ให้มันหลุด

“เป็นเสื้อผ้าที่แปลก” ราฟาเอลพูดพลางดึงเสื้อยืดที่สวมอยู่ก่อนจะก้มหน้าลงมองกางเกงด้วยสายตาที่แสดงความประหลาดใจ น้ำทิพย์ยักไหล่

“ก็กางเกงตัวที่ซื้อมามันเล็กเกินไปฉันเลยหยิบตัวนี้มาให้ท่านใช้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”พูดจบเธอก็ก้าวนำออกไปจนถึงห้องรับประทานอาหารและผายมือไปยังอาหารที่อยู่ในจาน

“ฉันไม่รู้ว่าเทวดาทานอาหารแบบไหนเลยเตรียมไว้สามอย่าง เชิญท่านเลือกได้ตามสบาย”

ราฟาเอลมองอาหารตรงหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงสั่นศีรษะ

“ข้าไม่จำเป็นต้องกินอาหารเหมือนพวกมนุษย์”

น้ำทิพย์กะพริบตาปริบๆ เธอมองอาหารบนโต๊ะกับใบหน้าของเทวดาสลับกันไปมาพลางยกมือขึ้นเกาศีรษะ

“น่าจะบอกกันตั้งแต่แรก ถ้าไม่กินข้าวแล้วพวกท่านกินอะไร”

ราฟาเอลขยับปากเพื่อจะตอบแต่เสียงโครกครากที่ดังออกมาจากท้องทำให้เขาต้องชะงักและก้มลงมองด้วยความแปลกใจ ส่วนหญิงสาวซึ่งในตอนแรกเลิกคิ้วด้วยความฉงนแต่สุดท้ายเธอก็ต้องรีบสะกดกลั้นรอยยิ้มก่อนจะพูดน้ำเสียงเจือหัวเราะ

“ดูเหมือนท้องท่านจะบอกอีกอย่าง” เธอเลื่อนจานสลัดไปไว้ตรงหน้าเทวดาหนุ่ม”ถ้าไม่เคยกินอาหารแบบมนุษย์ก็น่าจะเริ่มต้นด้วยสลัด”

พูดพลางส่งส้อมให้ เมื่อเห็นอีกฝ่ายรับไปถือเอาไว้แต่ไม่ยอมทำอะไรหญิงสาวจึงจิ้มมะเขือเทศสดฉ่ำไปจ่อไว้ที่ริมฝีปาก

“กรุณาทานเข้าไป อย่าให้ฉันต้องบังคับ”

ถึงจะไม่เต็มใจนักแต่ราฟาเอลก็ยอมให้หญิงสาวส่งมะเขือเทศเข้าปากแต่โดยดี แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงนั่งนิ่งเฉยเหมือนไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป น้ำทิพย์จึงต้องบอก

“เคี้ยวแล้วกลืนเข้าไป”

รสเปรี้ยวอมหวานที่กระจายอยู่ในปากทำให้เทวดาหนุ่มเบ้หน้าด้วยความรู้สึกไม่คุ้น เหมือนจะเดาความคิดออก น้ำทิพย์รีบยื่นมะเขือเทศไปไว้ตรงหน้าเขาอีกสองลูกพร้อมกับกำชับ

“ท่านได้เจอเพิ่มเป็นสองลูกแน่ถ้าคายมันออกมา”

ความเกรงใจทำให้ราฟาเอลจำต้องกลืนมะเขือเทศลูกนั้นลงคอ เขาใช้ส้อมเขี่ยผักในจานก่อนตัดสินใจรับประทานอย่างช้าๆทีละชิ้นจนเกือบหมด หญิงสาวมองอย่างพอใจ

“ทานเยอะๆจะได้หายเร็วๆ”

เธอพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มจากนั้นจึงลงมือรับประทานในส่วนของตัวเองจนหมด เมื่อถึงตอนล้างจานราฟาเอลอาสาจะช่วยแต่ความที่ไม่เคยทำอะไรแบบมนุษย์มาก่อนสิ่งที่เขาทำจึงดูเหมือนคนเงอะงะจนน้ำทิพย์ต้องเอ่ยปากเชิญให้ออกไปรอที่ห้องนั่งเล่น ส่วนตัวเธอเมื่อทำความสะอาดครัวเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงตามไปสมทบ สิ่งแรกที่หญิงสาวทำก็คือเปิดเพลงฟัง เมื่อเลือกอัลบั้มที่ถูกใจแล้วเธอจึงเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อทำงาน

ความที่กลัวว่าจะเป็นการรบกวนราฟาเอลจึงนั่งมองน้ำทิพย์ทำงานอย่างเงียบๆอยู่สักพักกระทั่งภาพบนหน้าจอเปลี่ยนไป จากตัวอักษรที่เรียงกันเป็นตับกลับกลายเป็นลายเส้นรูปร่างของคนที่ดูเหมือนจะเป็นนักรบ ความงดงามของภาพทำให้เทวดาหนุ่มลุกขึ้นมาดูด้วยความสนใจ

“เจ้าเป็นจิตรกรด้วยหรือ”คำถามที่ดังอยู่ข้างตัวทำให้น้ำทิพย์ชะงักมือ กิริยาของเธอทำให้ราฟาเอลก้มศีรษะลงเล็กน้อยพร้อมกับพูด”ขออภัยที่ทำให้เจ้าต้องเสียสมาธิ”

“ไม่เป็นไร”หญิงสาวตอบพร้อมกับส่งยิ้มให้กับเขา”นี่เป็นแค่การบ้านออกแบบตัวละครในเกมส์เท่านั้น ฝีมือฉันไม่เก่งจนถึงขนาดที่จะให้เรียกว่าจิตรกรหรอก”

“การบ้าน?” เทวดาหนุ่มทวนคำอย่างไม่เข้าใจ น้ำทิพย์จึงหันหน้ากลับไปทำงานของเธอต่อพร้อมกับพูด

“ก็งานที่ต้องเอากลับมาทำที่บ้านตามคำสั่งของอาจารย์ พอถึงกำหนดก็ต้องส่ง” เธอมองหน้าราฟาเอลซึ่งกำลังทำหน้างงงัน”ท่านไม่เคยทำหรือ”

เทวดาหนุ่มส่ายหน้า หญิงสาวจึงเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

“อะไรกัน บนสวรรค์ไม่มีโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเลยเหรอ”

“ไม่มี”

น้ำทิพย์วางเม้าท์ปากกาและมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะถามด้วยความสงสัย

“ไม่มีโรงเรียนแล้วพวกท่านอยู่กันได้ยังไง ฉันหมายถึงพวกเทวดาเด็กๆน่ะเขาจะเรียนรู้เรื่องราวจากไหนกัน”

“ความรู้ทุกอย่างแล้วแต่พระเจ้าจะทรงประทาน พระองค์ทรงรู้ว่าพวกเราแต่ละคนเหมาะสมกับงานแบบไหน ความรู้ในแบบของมนุษย์ไม่จำเป็นสำหรับผู้ที่อยู่บนสวรรค์ เพราะพวกเรามีทุกอย่างครบถ้วนบริบูรณ์อยู่แล้ว อีกอย่างการสรรสร้างสิ่งต่างๆเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกมนุษย์รังแต่จะสร้างกิเลสก่อให้เกิดความอยากได้ใคร่มีอย่างไม่รู้จบ นั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเจ้าห้ำหั่นกันเอง”

น้ำเสียงเจือความสังเวชเหมือนจะบอกให้รู้ว่าผู้พูดมีความอนาถกับพวกมนุษย์ น้ำทิพย์ถึงกับนั่งนิ่งพูดอะไรไม่ออกเพราะมีความคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเหล่าเทวดาระอากับความโลภของมนุษย์จนถึงขนาดทอดทิ้งหรือทำลายทุกชีวิตเหมือนกับเมืองโซดอม กอมโมราห์ที่เธอเคยอ่านจากหนังสือ ดูเหมือนราฟาเอลจะล่วงรู้ถึงสิ่งที่เธอคิดทั้งหมด เขาอมยิ้มน้อยๆพร้อมกับพูด

“น้ำพระทัยของพระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยความการุณย์ ต่อให้พวกมนุษย์ทำผิดมากแค่ไหน พวกเขายังได้รับการให้อภัยเสมอ”

น้ำเสียงนุ่มน่าฟังกับใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาช่างงดงามจนยากจะหาคำใดมาเปรียบ หัวใจของน้ำทิพย์เต้นเร็วจนแทบไม่เป็นจังหวะ แม้จะประทับใจในคำพูดแต่ก็ไม่ได้ซาบซึ้งอะไรมากนัก สิ่งเดียวที่หญิงสาวรู้ก็คือ ทำไมราฟาเอลถึงหล่อบาดใจอะไรอย่างนี้

“เจ้ายังสงสัยอะไรอยู่อีกหรือ”

เทวดาหนุ่มเอ่ยถาม น้ำทิพย์สะดุ้งและรีบส่งยิ้มอย่างขวยเขิน

“ไม่มี” เธอนิ่งไปเล็กน้อย”ไม่สิมีบางอย่างที่ฉันสงสัย ท่านเป็นเทวดาฝรั่งทำไมถึงเข้าใจภาษาที่ฉันพูด”

“ข้าไม่ได้ฟังสิ่งที่เจ้าพูดแต่เข้าใจในความคิดต่างหาก ภาษาของพวกมนุษย์อาจจะมีมากมายหลายแบบแต่หากกล่าวถึงความหมายแล้วมันก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก”

หญิงสาวพยักหน้าหงึก ๆก่อนจะถามต่อ

“แล้วที่บอกว่าเทดาไม่ต้องกินอาหารเหมือนมนุษย์ แต่ทำไมตอนนี้ท่านจึงรู้สึกหิว”

คำถามดังกล่าวทำให้ราฟาเอลต้องขมวดคิ้ว หลังจากยืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงพูดด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะไม่มั่นใจเท่าใดนัก

“อาจจะเป็นเพราะข้าตกลงมาในสภาพสูญสิ้นพลังซ้ำปีกข้างหนึ่งยังเสียหายจนใช้การอะไรไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะด้วยสิ่งใดมันทำให้ข้าต้องอยู่ในร่างเนื้อแบบมนุษย์ไปสักพัก หวังว่าจะไม่เป็นการรบกวนเจ้าจนเกินไป”

“มันก็ไม่ได้เป็นการรบกวนอะไรหรอก แต่ถ้าต้องอยู่ด้วยกันท่านก็ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง”

น้ำทิพย์พูดอย่างอารมณ์ดี เทวดาหนุ่มมองเธอก่อนจะถามด้วยความสงสัย

“เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไร”

“เลิกใช้คำพูดแทนตัวว่าข้ามันดูโบราณเกินไป ประเทศของฉันผู้ชายมักจะแทนตัวเองว่าผมหรือไม่ก็ฉัน ส่วนคู่สนทนาถ้าสุภาพหน่อยก็ควรจะเป็นคำว่าคุณ หรือถ้าเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักจะใช้คำว่าเธอก็ได้”

“แล้วที่เจ้าเรียกว่าว่าท่านล่ะ มันมีความหมายว่าอะไร”

ราฟาเอลถามด้วยความอยากรู้ หญิงสาวส่งยิ้มให้กับเขาก่อนอธิบาย

“นั่นเป็นคำเรียกที่ใช้สำหรับผู้ที่เราให้เกียรติหรือแสดงความเคารพ ในความคิดของพวกเราเทวดาคือผู้สูงส่ง ไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะใช้คำแทนแบบคนธรรมดาทั่วไป”

“แต่ตอนนี้ข้าอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างไปจากมนุษย์คนหนึ่ง จะเป็นการดีอย่างยิ่งหากเจ้าเรียกด้วยถ้อยคำที่เป็นปรกติธรรมดา”

ข้อเสนอของเทวดาหนุ่มทำให้น้ำทิพย์ต้องนั่งนิ่งด้วยความลังเลใจเพราะถึงจะพูดแบบนั้นแต่ความจริงแล้วเขาก็เป็นอัครเทวทูตผู้สูงส่ง การใช้คำเรียกอย่างสนิทสนมนับเป็นการไม่สมควร ตอนแรกหญิงสาวเตรียมจะปฏิเสธแต่เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาที่ดูจริงจังกับคำพูดของตนเองจากของราฟาเอลแล้วเธอจึงเปลี่ยนใจ

“งั้นเอาเป็นว่าฉันจะเรียกท่านว่าคุณ และคงต้องขออนุญาตเรียกชื่อบ้างในบางครั้ง”

“ข้าก็ต้องขอเรียกชื่อของเจ้าด้วย”เทวดาหนุ่มพูดและขมวดคิ้วเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เข้ามาอยู่ในบ้านของหญิงสาวเขาไม่เคยรู้เลยว่าเธอชื่ออะไร

“จริงสิข้ายังไม่รู้เลยว่าเจ้าชื่ออะไร”

“น้ำทิพย์” หญิงสาวตอบพร้อมกับยิ้มกว้าง “น้ำทิพย์ จิตเกื้อการุณย์ หรือจะเรียกสั้นๆว่าทิพย์ก็ได้”

“น้ำทิพย์”ราฟาเอลทวนชื่อของเธอ”ฟังดูเหมือนเป็นชื่อที่ดี พอจะบอกได้หรือไม่ว่ามันหมายความว่าอะไร”

“ของเทวดา ดีวิเศษอย่างเทวดาหรือถ้าเอาไปประกอบกับคำอื่นจะได้ความหมายทำนอง ดีวิเศษเหนือปรกติธรรมดา ชื่อน้ำทิพย์ของฉันก็คือน้ำวิเศษที่เทวดาประทาน”

“ช่างเป็นชื่อที่เหมาะสมกับเธอมาก”เทวดาหนุ่มพูด”หัวใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาจิตของเธอเปรียบเสมือนน้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์ นั่นเป็นสิ่งที่ดึงให้ข้าตกลงมายังที่แห่งนี้”

“ผม”น้ำทิพย์เตือนด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก ราฟาเอลก้มศีรษะลงเล็กน้อยก่อนจะพูดทวนประโยคเดิมซ้ำอีกครั้ง

“นั่นเป็นสิ่งที่ดึงให้ผมตกลงมาที่นี่”

“ค่อยน่าฟังขึ้นมาหน่อย”หญิงสาวพูด”ถ้าเข้าใจกันแล้วฉันต้องขอตัวทำงานที่ค้างให้เสร็จเพราะพรุ่งนี้อาจารย์สั่งให้ส่งตัวอย่างรอบแรก ระหว่างนี้คุณก็นั่งฟังเพลงไปก่อน ถ้าเบื่อหรือไม่ชอบจะเปลี่ยนไปดูทีวีหรือฟังรายการวิทยุก็ได้”

พูดพลางหยิบรีโมตส่งให้ราฟาเอล เขาสั่นศีรษะ

“ผมไม่รู้จักของเหล่านั้น”

“อ้าวเหรอ ทีวีก็คือ”น้ำทิพย์ตั้งท่าจะอธิบายแต่อีกฝ่ายกลับแตะมือเธอเบาๆพร้อมกับพูดตัดบท

“ตอนนี้ผมอยากฟื้นพลังของตัวเอง”

หญิงสาวมองหน้าเขาก่อนจะผงกศีรษะอย่างเข้าใจ

“แล้วแต่ท่าน เอ้อ คุณก็แล้วกัน”

พูดจบเธอก็หันหน้ากลับไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์และลงมือทำงานต่อโดยไม่กล่าวอะไรอีกเลย ราฟาเอลยืนดูการทำงานของหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่งจึงหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องและยืนครุ่นคิดด้วยความวิตกเพราะหากอาการบาดเจ็บของเขายังไม่หายสนิทย่อมไม่เป็นผลดีต่อน้ำทิพย์และมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ ถึงเขาจะสร้างม่านพลังขึ้นป้องกันพวกปิศาจแต่มันก็ไม่สามารถบดบังสายตาอันคมกริบของลูซิเฟอร์ได้ตลอดไป เมื่อได้ที่เขาถูกจอมปิศาจเจอตัวหายนะอันเลวร้ายก็จะเคลื่อนเข้ามาคุกคามน้ำทิพย์

เมื่อนึกถึงความสยดสยองนานัปการที่ลูซิเฟอร์จะประเคนให้กับหญิงสาวแล้วราฟาเอลถึงกับถอนใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม สิ่งเดียวที่จะช่วยไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้ก็คือเขาจะต้องกระตุ้นพลังแห่งการเยียวยาให้กลับคืนมาและออกให้ห่างจากน้ำทิพย์โดยเร็วที่สุด คิดดังนั้นแล้วเทวดาหนุ่มจึงเริ่มปลดเสื้อผ้าออกจากร่างกายและสยายปีกกางออก รัศมีสีทองทอแสงเรืองรองออกมาและเพิ่มความเจิดจ้าขึ้นจนไม่อาจมองเห็นร่างของผู้ที่อยู่ภายใน

*/*/*/*/*/*







มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 12 ก.ย. 2555, 08:45:36 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 12 ก.ย. 2555, 08:45:36 น.

จำนวนการเข้าชม : 1178





<< บทที่ 3 ราฟาเอล   เทวทูตที่รัก บทที่ 5 สัญญาปิศาจ >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account