ความทรงจำในผืนทราย(My Last Memory)
บทสวดแห่งความตายนำวิญญาณของฟาโรห์หนุ่มให้คืนชีพ
ทว่า แผ่นดินที่เขายืนอยู่หลังจากมีชีวิตอีกครั้ง กลับไม่ใช่อาณาจักรของตน
หากเป็นห้องพักของนักศึกษาสาวคนหนึ่ง
ความอลเวง วุ่นวายและภยันตราย
สร้างรักแท้ร้อยรัดมัดคุณหนูผู้เอาแต่ใจและฟาโรห์หนุ่มไว้ด้วยกัน
แต่เมื่อความทรงจำเริ่มเรียกหาบุรุษจากอดีตกาล
เธอจะทำเช่นไรเพื่อรักษาความรักนี้ไว้
ไม่ให้หายไปกับ....ผืนทราย
Tags: รัก,ฟาโรหื

ตอน: บทที่ 5 มัจฉาแห่งเจ้าพระยา

บทที่ 5

มัจฉาแห่งเจ้าพระยา

เสียงอาจารย์สอนวิชาอารยธรรมตะวันตกซึ่งกำลังบรรยายถึงความรุ่งเรืองของอาณาจักรเมโสโปเตเมียไม่ได้ทำให้แป้งบังเกิดความรู้สึกตื่นเต้นหรือสนอกสนใจเหมือนดังเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา ตรงกันข้ามในใจของหญิงสาวกลับกระหวัดไปถึงบุรุษผิวสีเข้มที่ป่านนี้คงกำลังวุ่นวายกับการรื้อข้าวของเครื่องใช้ต่างๆในห้องของเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลายวันที่ผ่านมาดูเหมือนคาเฟรจะเรียนรู้วิธีการพูดและเข้าใจภาษาไทยได้อย่างรวดเร็วชนิดที่เธอเองก็คาดไม่ถึง ที่แป้งรู้สึกกลุ้มใจก็คือ ยิ่งคาเฟรพูดได้มากขึ้นเท่าใด เขาก็จะรื้อค้นสิ่งของต่างๆภายในบ้านมากเท่านั้นจนหญิงสาวต้องยกมือขึ้นกุมขมับทุกครั้งที่กลับห้องและพบว่าของหลายอย่างถูกเคลื่อนออกจากที่ ร้ายที่สุดก็คือมันอาจจะถูกแกะออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยฝีมือของช่างกลฟาโรห์

“หวังว่าวันนี้เขาคงไม่ลากเครื่องเสียงออกมารื้อเล่นนะ” แป้งบ่นพึมพำด้วยความกังวลพร้อมกับระบายลมหายใจ เสียงกริ่งสัญญาณเลิกเรียนดังขึ้น อาจารย์ผู้สอนได้สรุปบทเรียนและสั่งให้นักศึกษาทำรายงานส่งก่อนจะก้าวออกจากห้อง แป้งจัดแจงเก็บตำราเรียนลงกระเป๋า เสียงแก้วกานดาและมนทิราเพื่อนสนิทของเธอร้องทัก

“วันนี้รีบกลับหรือเปล่าปาน”

แป้งนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มให้เพื่อนและตอบ

“ไม่รีบหรอก พวกเธอจะชวนฉันไปไหนหรือเปล่า”

“ตายจริงเธอลืมไปแล้วเหรอยายปานว่าวันนี้พวกเราต้องไปซื้อขนมเลี้ยงน้องปีหนึ่ง” เสียงมนทิราพูดพลางมองหน้าเพื่อน “ดูเธอเซียวไปนะมีอะไรหรือเปล่า”

“ฉันแค่อ่านหนังสือดึกไปหน่อยเท่านั้น” แป้งตอบและรีบลุกขึ้น “ว่าแต่พวกเราจะไปซื้อขนมที่ไหนกันล่ะ”

“ร้านประจำของฉันไง” แก้วพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง “ขนมทุกชิ้นสิบสองบาท”

“ไม่ถูกไปหน่อยหรือยายแก้ว” มนหันไปทางเพื่อนของเธอ “สิบสองบาทจะกินได้เรอะ”

“กินได้สิแถมอร่อยด้วยฉันรับรอง” แก้วตอบพลางคว้าข้อมือของแป้งและดึงให้เดินตาม “น้องปีหนึ่งตั้งสามสิบคนขืนซื้อขนมแพงๆเลี้ยงกว่าจะหมดพิธีต้อนรับมีหวังจนตาย สิบสองบาทนี่แหละกำลังดี”

“ยายงก” เสียงมนบ่นตามหลัง แก้วหัวเราะเสียงดังตามนิสัยก่อนจะหันไปทางแป้ง

“หลายวันมานี่ทำไมถึงได้รีบกลับบ้านนักล่ะ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า”

“นั่นสิตั้งแต่วันเปิดเรียนมานี่พวกเราเจอเธอแค่ครั้งสองครั้งเอง” มนเสริมขึ้นมา “บางวันมีประชุมรับน้องเธอก็ไม่เข้าระวังเพื่อนๆจะหาว่าไม่ให้ความร่วมมือนะ”

“คือฉัน....”แป้งทำท่าอึกอักขณะที่พยายามนึกหาเรื่องแก้ตัว “พอดีทางบ้านมีปัญหานิดหน่อยน่ะ”

“มีอะไรที่พวกเราพอจะช่วยได้บ้างไหม” แก้วถามด้วยความเป็นห่วงขณะที่หยิบเหรียญออกมาชำระค่าเรือข้ามฟาก “เราเป็นเพื่อนกันมีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกันเป็นธรรมดาไม่เห็นต้องเก็บไปกลุ้มอยู่คนเดียว”

“ใช่” มนหย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้ในเรือและชะโงกหน้าเข้าไปหาแป้ง “มีอะไรให้ช่วยก็บอกกันได้นะแป้ง”

“ความจริงก็ไม่ใช่ปัญหาหนักหนาสาหัสอะไรนักหรอก ขอบใจมนกับแก้วมากนะที่เป็นห่วง แล้วก็ขอโทษด้วยที่ฉันไม่ได้มาช่วยพวกเธอรับน้องใหม่”

“ไม่เป็นไรหรอกแป้ง เสร็จธุระสบายใจเมื่อไหร่ค่อยไปช่วยพวกเราก็แล้วกัน” แก้วยิ้มกว้าง “จะว่าไปปีนี้พวกเราโชคดีมากเลยเพราะรุ่นน้องปีหนึ่งน่ารักพูดจารู้เรื่องเกือบทุกคน แม้จะมีพวกพูดจากวนโมโหหรืออวดรู้มาทำให้ปวดประสาทอยู่บ้างก็เถอะแต่ฉันคิดว่าคงจะตัดหางปล่อยวัดไป ที่สำคัญน้องบางคนหล่ออย่างกับดาราแน่ะ”

“นี่ยายแก้วอย่าบอกนะว่าเธอแอบเล็งน้องๆไว้น่ะ” มนขัดขึ้นมาด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ แก้วหัวเราะ

“พูดเล่นน่ะพูดเล่น ฉันชอบคนอายุมากกว่าต่างหาก ยิ่งแก่ยิ่งดี”

“ตายแล้วเพิ่งรู้ว่าเธอชอบพวกตาเฒ่าหัวงู”

“นี่ยายมนฉันแค่ชอบคนที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเท่านั้นไม่ใช่พวกเหี่ยวแก่ลามกสักหน่อย”

เสียงพูดจาตอบโต้ของเพื่อนสองคนทำให้แป้งรู้สึกขำจนต้องหัวเราะออกมา ในใจของเธอนึกไปถึงใบหน้าคมเข้มของอาคันตุกะจากอดีตกาล หญิงสาวอมยิ้มขณะที่พึมพำกับตัวเอง

“สองคนนี่จะว่ายังไงนะ ถ้ารู้ว่าในห้องเรามีคนอายุมากที่สวมมงกุฎหัวงูอาศัยอยู่ด้วยคนหนึ่ง”

หลังจากช่วยเพื่อนทั้งสองเลือกซื้อขนมราคาถูกจากร้านอาเจ็กเบเกอรี่ซึ่งลุงคนขายก็ใจดีช่วยจัดขนมเรียงใส่ถุงให้อย่างเรียบร้อยสะดวกแก่การหอบหิ้วพร้อมกับแถมถั่วกรอบแก้วให้พวกเธอหนึ่งกล่อง แป้ง มนและแก้วจึงเดินชมสินค้าที่วางขายอยู่ในบริเวณนั้นต่ออีกราวหนึ่งชั่วโมงจึงแยกย้ายกันกลับบ้านโดยแก้วเป็นผู้รับอาสานำขนมทั้งหมดไปด้วยเพื่อจัดเตรียมสำหนับแจกรุ่นน้องในวันรุ่งขึ้น เมื่อส่งเพื่อนทั้งสองขึ้นรถเป็นที่เรียบร้อยแล้วแก้วจึงเริ่มเดินหาของกินเพื่อซื้อไปฝากผู้ร่วมห้องของเธอ ขณะที่กำลังมองหาว่าควรจะซื้ออะไรดีอยู่นั้นกลิ่นหอมของปลาย่างก็โชยมากระทบจมูก แป้งหันไปมองปลาช่อนตัวเขื่องที่พอกเกลือจนขาวไปทั้งตัวบนเตาย่างแล้วยิ้ม

“วันนี้กินปลาย่างก็แล้วกันนะ คาเฟร”

รถแท็กซี่สีชมพูหวานวิ่งไปจอดนิ่งอยู่ที่หน้าคอนโดหรู แป้งชำระเงินค่าโดยสารและหอบข้าวของก้าวลงจากรถและเดินไปยังประตูกระจกพร้อมกับจัดแจงหยิบบัตรผ่านออกมา ขณะที่กำลังสอดบัตรเข้าไปในช่องและกดรหัสอยู่นั้นเสียงร้องเรียกชื่อของเธอก็ดังขึ้น ชายหนุ่มในชุดเสื้อผ้าหรูหราตามสมัยนิยมก้าวออกมาจากรถยนต์สีดำสนิทที่จอดซ่อนไว้อีกด้านเดินตรงมาหาเธออย่างรวดเร็ว

“ปานตา” เขาถอดแว่นตาดำออกและเปิดรอยยิ้มที่คิดว่าเท่ให้กับหญิงสาว “ในที่สุดก็เจอคุณจนได้”

“คุณภาคภูมิ” แป้งกล่าวตอบด้วยสีหน้าแสดงความเบื่อหน่าย “มาทำธุระแถวนี้หรือคะ”

“ผมตั้งใจมาหาคุณต่างหาก” ชายหนุ่มตอบด้วยท่าทางกรุ้มกริ่ม “เราสองคนไม่ได้เจอกันตั้งนาน ผมคิดถึงคุณมากเลย”

“ขอบคุณค่ะ” แป้งดึงบัตรออกจากช่องเสียบและหันไปมองหน้าเขา “แต่ฉันคงต้องขอตัวก่อนเพราะมีรายงานที่จะต้องรีบทำส่งอาจารย์วันพรุ่งนี้ สวัสดีค่ะ”

หญิงสาวดึงผลักบานประตูและทำท่าจะก้าวเข้าไปแต่นายภาคภูมิกลับคว้าไหล่ของเธอเอาไว้และดึงกลับออกมา

“ผมอุตส่าห์ขับรถมาหาคุณทั้งทีอย่าใจดำกันนักสิ” เขาก้มหน้าลงไปหาแป้ง “ให้เกียรติไปทานมื้อค่ำกับผมสักมื้อก็ยังดี”

“คงไม่ได้หรอกค่ะ” แป้งปฏิเสธทันควัน “อย่างที่บอก ฉันมีรายงานที่จะต้องรีบทำ ขอตัวก่อนนะคะ” เธอพยายามบิดตัวเพื่อให้หลุดออกจากการเกาะกุมของชายหนุ่มแต่อีกฝ่ายกลับบีบไหล่ของเธอแน่น

“ผมไม่ให้คุณไปหรอกปานตา” น้ำเสียงกร้าวขึ้น “แค่ออกไปทานข้าวด้วยกันมันเสียเวลามากนักหรือยังไง” เขามองถุงกับข้าวในมือของเธอแล้วแสยะยิ้ม

“หรือจะให้ผมขึ้นไปทานปลาย่างของคุณบนห้องก็ได้”

“ฉันชอบกินข้าวคนเดียว” แป้งตอบเสียงห้วนและเริ่มสะบัดตัวแรงขึ้น “กรุณาปล่อยมือของคุณด้วย”

“แล้วถ้าผมไม่ปล่อยล่ะ คุณจะทำยังไง”

เขาตอบด้วยสีหน้ายั่วยวนกวนอารมณ์และทำท่าจะผลักประตูเพื่อเดินเข้าไปภายในคอนโด แต่ต้องชะงักเมื่อนายผัน ยามรักษาความปลอดภัยก้าวออกมา

“มีอะไรหรือครับคุณปานตา”

“คือ.....”แป้งทำท่าจะตอบแต่เสียงของนายภาคภูมิดังขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของแก หลีกไป!”

“คงไม่ได้หรอกครับ” ลุงผันตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่สีหน้าท่าทางกลับขึงขังพร้อมที่จะต่อสู้เต็มที่ “คอนโดมิเนียมของเรามีกฏอยู่ว่า ห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปวุ่นวายภายในตัวอาคารอย่างเด็ดขาด”

“แต่ฉันเป็นคนรักของปานตา”

“ใครเป็นคนรักของคุณ!” แป้งตวาดขึ้นมาพร้อมกับออกแรงสะบัดตัวจนหลุดออกจากมือของเขา “ฉันแค่เคยคุยกับคุณสองสามครั้งตอนไปเที่ยวกับยายมนยายแก้ว”

“พูดแบบนี้แสดงว่าคุณคงลืมว่าเคยอยู่กับผมสองต่อสอง”

“ก็แค่ในลานจอดรถตอนที่รอคุณศักดิ์มารับ” หญิงสาวสวนทันควัน “อย่ามาพูดจาเอาแต่ได้แบบนี้คุณภาคภูมิ”

“ปานตา” เสียงชายหนุ่มอ่อนลงเล็กน้อย แป้งถอยหลังออกห่างจากเขา นายภาคภูมิรีบขยับตัวก้าวตามเธอแต่ลุงผันปราดมายืนขวาง

“ขอเรียนให้ทราบอีกครั้งว่า คุณไม่สามารถเข้ามาภายในคอนโดของเราได้” เขาพูดเน้นย้ำทีละคำ “อย่าให้ผมต้องเรียกตำรวจมาเชิญคุณด้วยข้อหาบุกรุกเลยครับ”

“ก็ลองเรียกมาดูสิ” ชายหนุ่มตะคอก “อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีหน้าไหนกล้ามาจับฉัน”

“ระหว่างคุณกับฉันคิดว่าตำรวจจะเข้าข้างใคร” แป้งพูดขึ้นด้วยความโกรธจัด “ลูกเจ้าของผับที่เคยโดนปิดมาแล้วหลายครั้งกับลูกสาวผู้บัญชาการตำรวจภาค”

“อย่าเอาพ่อของคุณมาขู่ผมนะ” ภาคภูมิพูดด้วยน้ำเสียงคำราม แป้งเชิดหน้า

“ฉันไม่ได้ขู่แต่ทำจริง คุณรีบไปให้พ้นจากที่นี่ดีกว่าและขอความกรุณาอย่ากลับมาวุ่นวายกับฉันอีก”

ใบหน้าที่เคยเสแสร้งปั้นรอยยิ้มแสนสุภาพแปรเปลี่ยนไปเป็นขมึงทึงอย่างดุดัน ภาคภูมิจ้องหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาอาฆาตก่อนจะยกแว่นขึ้นมาสวม

“เรื่องของเราไม่จบลงแค่นี้แน่ ปานตา”

“แต่สำหรับฉันมันจบลงแล้ว ลาก่อนคุณภาคภูมิหวังว่าเราคงไม่ได้เจอกันอีก”

แป้งหมุนตัวเดินหายเข้าไปในคอนโด นายภาคภูมิขยับตัวทำท่าจะก้าวตามแต่ต้องหยุดเมื่อนายผันยืนมองหน้า มือข้างหนึ่งเลื่อนลงไปกุมกระบองไม้ที่เหน็บไว้ข้างเอว ชาหยนุ่มบดกรามแน่นด้วยความแค้น

“สักวันหนึ่งฉันจะทำให้เธอรู้ว่าคนอย่างนายภาคภูมิไม่ใช่ผู้ที่ใครจะมาวางท่าข่มขู่เหยียดหยามกันได้ง่ายๆ” มือทั้งสองข้างกำแน่น “ฉันจะทำให้เธอต้องมานั่งคุกเข่าต่อหน้าพร้อมกับกอดขาร้องอ้อนวอนขอชีวิตให้ได้ ปานตา”

ชายหนุ่มเดินกลับไปยังรถของตนและขับออกไปอย่างรวดเร็ว นายผันมองรถที่พุ่งทะยานออกไปจากคอนโดก่อนจะเลื่อนสายตามองตามหลังแป้งที่เดินขึ้นลิฟท์ไปเรียบร้อยแล้วพร้อมกับถอนหายใจ

“คงต้องคอยระวังคุณปานตาให้ดีเสียแล้วเรา”

แป้งยืนนิ่งอยู่หน้าห้องของตนครู่ใหญ่คล้ายพยายามสงบสติอารมณ์ก่อนตัดสินใจเปิดประตูและก้าวเข้าไป หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกแปลกใจเมื่อพบว่าห้องของเธอมิได้ถูกรื้อจนกระจัดกระจายเหมือนทุกวันที่ผ่านมา สายตาแป้งตวัดไปยังห้องหนังสือและถอนหายใจอย่าง
โล่งอกที่เห็นตำราทุกเล่มยังคงถูกวางอยู่บนชั้นอย่างมีระเบียบ หญิงสาววางข้าวของที่หอบพะรุงพะรังลงบนโต๊ะและกวาดตามองหาชายหนุ่มผิวเข้ม

“คาเฟร”

เธอเรียกชื่อเขาไม่ดังนัก เสียงขานรับดังมาจากสวนหย่อมอีกด้านหนึ่ง แป้งเดินไปหาเขาทันที ภาพชายหนุ่มที่กำลังยืนพิงกระจกและทอดสายตามองเหม่อลงไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้หัวใจของหญิงสาวกระตุกวาบ ชั่วขณะหนึ่งนั้นเธอรู้สึกราวกับว่าเขาดูเหมือนภาพวาดที่กำลังจะเลือนหายไป แป้งรีบถามขึ้นทันที

“มาทำอะไรตรงนี้น่ะ”

“ที่นี่ที่ไหน” อีกฝ่ายย้อนถามทั้งที่ดวงตายังคงจ้องลำน้ำสีทองที่ไหลคดเคี้ยวผ่านตึกรามบ้านช่องของเมืองหลวง แสงสีทองของอาทิตย์ยามเย็นกระทบกับผิวน้ำส่องระยิบระยับสะท้อนเข้าไปในดวงตาสีทองแดงที่กำลังฉายแววครุ่นคิดอย่างสับสน คาเฟรเลื่อนสายตาไปมองแป้งที่กำลังยืนนิ่ง

“ฉันถามว่าที่นี่คือที่ไหน”

น้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย หญิงสาวเม้มปากตนเองก่อนตอบ

“กรุงเทพมหานคร”

“กรุงเทพ” บุรุษผิวเข้มทวนคำและทำท่าคิด “มันคือที่ใด และฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน”

“กรุงเทพเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย” แป้งตอบอย่างใจเย็น “ส่วนที่ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงน่ะ ฉันเองก็อยากจะถามนายเหมือนกัน”

สีหน้าของคาเฟรแสดงความขัดเคืองใจออกมาก่อนจะแปรเปลี่ยนไป

“ฉันไม่รู้” เขายกมือขึ้นลูบหน้า “ทุกอย่างดูเลือนลางเหลือเกิน ที่จำได้ก็คือฉันชื่อคาเฟร
ฟาโรห์ผู้มีอำนาจเหนือแผ่นดินแห่งไนล์ทั้งปวง”

ชายหนุ่มลดมือของตนลงและหันไปมองหน้านักศึกษาสาวที่กำลังยืนมองเขาด้วยสายตาแสดงความตกตะลึง เพราะชั่วขณะหนึ่งนั้นเธอได้เห็นความงามสง่าแผ่ออกมาจากกายของบุรุษผู้ซึ่งมาจากอดีตกาลในยามที่เขากล่าวขานถึงนามและยศฐาแห่งตน แป้งจินตนาการถึงศิราภรณ์รูปงูเห่าและนกแร้งอันแสดงถึงการปกครองแผ่นดินทั้งอียิปต์เหนือและใต้กำลังประดับอยู่บนศีรษะของคาเฟร

“นายเป็นฟาโรห์ของราชวงศ์ที่เท่าไหร่กัน”

“ฉันไม่เข้าใจคำถามของเธอ” อีกฝ่ายย้อนพลางยกมือขึ้นกอดแผ่นอกที่เปลือยเปล่า แป้งนิ่วหน้าทันทีเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าชายหนุ่มมิได้สวมเสื้อผ้าเหมือนดังเช่นทุกวัน สายตาของหญิงสาวเลื่อนลงไปมองกางเกงของอีกฝ่าย แป้งอ้าปากค้างและปล่อยเสียงหัวเราะออกมา

“นายไปเอาผ้านั่นมาจากไหน” เธอพยายามสะกดเสียงหัวเราะขณะถาม คาเฟรขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะก้มหน้าลงมองผ้าตาหมากรุกที่กำลังนุ่งอยู่

“หมายถึงผ้านี่น่ะหรือ” เขาชี้นิ้วไปที่ลิ้นชักเก็บของ “ฉันค้นได้มาจากที่นั่น มันใส่สบายกว่าผ้าสองขาที่เธอให้ใส่ในตอนแรก จะว่าไปมันคล้ายกับเครื่องแต่งกายที่ฉันเคยใช้เสียแต่ว่าลวดลายมันมากไปหน่อยเท่านั้น”

“มันจะไปเหมือนกันได้ยังไงก็ผ้าที่นายเคยใช้น่ะเป็นผ้าลินิน ส่วนนี่มันคือผ้าขาวม้า”

“ผ้าขาวม้า” คาเฟรทวนคำและทำสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นแป้งหัวเราะจนน้ำตาไหล “ขำอะไรกัน”

“เปล่า ไม่มีอะไร” หญิงสาวพยายามกลืนน้ำลายลงคอเพื่อจะได้หยุดหัวเราะ “นั่นน่ะเป็นผ้าขาวม้าเนื้อดีที่ฉันตั้งใจซื้อไปฝากพ่อเชียวนะ แต่เอาเถอะฉันยกให้” แป้งส่ายหน้าและยิ้มขณะที่มองเขาอย่างนึกเอ็นดู

“นายคงหิวแล้วสินะ” เธอรีบเปลี่ยนเรื่องพูดทันที ฟาโรห์หนุ่มทำหน้าคล้ายรู้สึกงงงันในท่าทางที่เปลี่ยนแปลงของหญิงสาวแต่ก็พยักหน้ารับ

“วันนี้ฉันมีเมนูเด็ด” แป้งพูดไปเรื่อยๆขณะเดินนำไปยังโต๊ะอาหารและพยายามไม่มองอีกฝ่าย

“เมนูคืออะไร”

“เมนูก็คือ.....”แป้งทำท่านึก “รายการอาหารน่ะ” เธอสรุปสั้นๆพลางเริ่มต้นหยิบจานออกมาวางและแกะอาหารทีละถุง

“วันนี้กินอาหารปิ้งย่างก็แล้วกัน” เธอพูดพลางเทกุ้งก้ามกรามตัวโตกว่านิ้วชี้เพียงเล็กน้อยใส่ลงในจาน คาเฟรจ้องเขม็ง

“นี่อะไร”

“กุ้งก้ามกรามย่าง” แป้งตอบ “ไม้ละตั้งสามสิบมีแค่สามตัวเองแพงชะมัด” เธอบ่นพลางแกะถุงปลาช่อนออกอย่างระมัดระวังจากนั้นจึงเทข้าวใส่จานเลื่อนส่งให้กับอาคันตุกะจากอดีต
คาเฟรใช้ช้อนเขี่ยปลาช่อนไปมา

“นี่มันปลาอะไรกัน” เขาทำท่าขยะแขยงเมื่อเห็นหัวปลาช่อนสีดำสนิทคล้ายหัวงู แป้งเลิกคิ้ว

“ปลาช่อนไงไม่รู้จักหรือ” เธอเขี่ยเกลือที่ยังคงติดอยู่บนตัวปลาออก “ตอนแรกว่าจะซื้อปลาแรดย่างเกลือแต่ตัวมันโตเกินไป ฉันกลัวว่าจะกินกันไม่หมดเลยเปลี่ยนมาเป็นเจ้านี่แทน” แป้งพูดไปเรื่อยๆและชะงักเมื่อเห็นอีกฝ่ายวางช้อนลง

“เป็นอะไร”

“ฉันกินปลาแบบนี้ไม่ลง” คาเฟรเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ “ถ้าเป็นที่อียิปต์อาหารค่ำของฉันมักจะเป็นพวกหอยตัวอวบๆจากทะเลแดงหรือปลาสดๆตัวโตจากแม่น้ำไนล์ไม่ใช่ปลาน่าเกลียดตัวดำแบบนี้ บางทีก็มีเนื้อจระเข้ย่างกินแกล้มกับเหล้ารสเลิศพร้อมการปรนนิบัติชั้นยอดจากนางข้าหลวง ดื่มกินไปพลางดูระบำอ่อนอ่อนช้อยจากหญิงงามไปพลาง....”

เสียงโยนช้อนกระทบกับจานกระเบื้องดังเปรื่องทำให้คาเฟรต้องหยุดคำพูดของตน เขามองใบหน้าบึ้งตึงของแป้งและอ้าปากค้างเมื่อเธอเงื้อส้อมและแทงลงไปบนตัวปลาจนมิด

“แต่ที่นี่คือเมืองไทย!” เธอพูดเสียงดัง “ฉันไม่มีหอยตัวอวบจากทะเลแดงมีแต่หอยแมลงภู่แห้งจากแม่กลองและต้องขอโทษด้วยที่ไม่มีปลาสดตัวโตจากแม่น้ำไนล์” แป้งยกปลาทั้งตัวขึ้นมาจากจาน

“มีแต่ไอ้ช่อนหัวโตจากลุ่มเจ้าพระยาและระบำจิ้งจกบนเพดาน” เธอจ้องหน้าชายหนุ่มเขม็ง “กินได้ไหม”

“ฉันแค่เล่าให้ฟังเท่านั้น” คาเฟรตอบเสียงอ้อมแอ้มและหยิบช้อนส้อมขึ้นมา “ไม่เห็นต้องโกรธกันเลย”

แป้งวางปลากลับลงไปในจานและยิ้มแยกเขี้ยว

“ฉันก็แค่อธิบายรายละเอียดเมนูให้นายฟัง” เธอแกะเนื้อปลาช่อนส่งเข้าปาก “ไม่ได้โกรธอะไรนี่นา”

หญิงสาวยกนิ้วชี้ขึ้นไปบนเพดาน

“ไม่ดูระบำจิ้งจกหรือคาเฟร”

*/*/*/*/*




มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 13 ก.ย. 2555, 13:18:20 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 13 ก.ย. 2555, 13:18:20 น.

จำนวนการเข้าชม : 1247





<< บทที่ 4 การเรียนรู้   บทที่ 6 กาลเวลาที่ผันผ่าน (ท้ายบทมีการเล่นเกมส์เพื่อชิงหนังสือด้วยค่ะ) >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account