ความทรงจำในผืนทราย(My Last Memory)
บทสวดแห่งความตายนำวิญญาณของฟาโรห์หนุ่มให้คืนชีพ
ทว่า แผ่นดินที่เขายืนอยู่หลังจากมีชีวิตอีกครั้ง กลับไม่ใช่อาณาจักรของตน
หากเป็นห้องพักของนักศึกษาสาวคนหนึ่ง
ความอลเวง วุ่นวายและภยันตราย
สร้างรักแท้ร้อยรัดมัดคุณหนูผู้เอาแต่ใจและฟาโรห์หนุ่มไว้ด้วยกัน
แต่เมื่อความทรงจำเริ่มเรียกหาบุรุษจากอดีตกาล
เธอจะทำเช่นไรเพื่อรักษาความรักนี้ไว้
ไม่ให้หายไปกับ....ผืนทราย
Tags: รัก,ฟาโรหื

ตอน: ความทรงจำในผืนทราย บทที่ 7 ความวุ่นวาย

บทที่ 7

ความวุ่นวาย

แป้งหันรีหันขวางด้วยความรู้สึกวุ่นวายใจอย่างที่สุดต่างจากคาเฟรที่มองหน้าเธอด้วยสายตาไม่เข้าใจ หลังจากมองหญิงสาวเดินวนไปมาเพื่อหาที่หลบซ่อนให้กับเขาอยู่ครู่หนึ่ง ฟาโรห์หนุ่มจึงพูด

“ทำไมฉันต้องซ่อนด้วย แม่ของเธอน่าจะดีใจที่ได้พบกับฟาโรห์ผู้ปกครองแผ่นดินอียิปต์....”

“แม่ของฉันจะฆ่านายทันทีที่เห็นมากกว่า” แป้งรีบคว้าข้อมือของชายหนุ่มและสอดส่ายสายตาหาที่ให้เขาซ่อนตัว “เจอผู้ชายอยู่ในห้องของลูกสาวมีหวังได้ร้องจนคอนโดแตก ดีไม่ดีพ่อของฉันอาจจะจับนายยัดเข้ากรงขังโทษฐานบุกรุก งานนี้นายติดคุกหัวโตแน่”

“แต่ฉันไม่ได้บุกรุก....”

“เงียบและตามฉันมาเดี๋ยวนี้!” แป้งดุและลากข้อมือคาเฟรไปที่ห้องนอนพร้อมกับผลักเขาเข้าไปด้านใน

“อยู่ในนี้ ห้ามส่งเสียง ห้ามขยับ ห้ามเปิดประตูออกมาถ้าฉันยังไม่ได้เรียก ห้ามหยิบข้าวของในห้อง ห้ามกระดิกตัว ห้ามเถียงฉันด้วย!” แป้งชี้หน้าชายหนุ่มเมื่อเห็นเขาอ้าปากทำท่าคล้ายจะโต้เถียง

“ทำตัวให้เงียบที่สุดเหมือนนายไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นนายถูกเชือดแน่”

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้แป้งถึงกับสะดุ้งเฮือก

“จำไว้นะว่าอย่าได้ส่งเสียงอะไรออกมาอย่างเด็ดขาด!” เธอกำชับอีกครั้งก่อนจะกดล็อคจากด้านในและดึงบานประตูให้ปิดจนสนิท แป้งลองขยับลูกบิดสองสามครั้งจนแน่ใจว่าไม่มีทางเปิดมันออกได้จากด้านนอกจึงถอนหายใจหลังจากนั้นจึงรีบเดินไปเปิดประตูห้องพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้กับมารดาของเธอ

“ทำไมช้านักล่ะลูก” คุณนายวิไลลักษณ์ก้าวเข้ามาในห้องโดยมีนายศักดิ์คนขับรถหอบถุงข้าวของพะรุงพะรังเดินตามหลัง คุณนายแห่งบ้านเจนศัสตราชี้นิ้วไปที่โต๊ะอาหารพร้อมกับสั่ง

“วางของไว้ที่นั่นแล้วลงไปรอฉันข้างล่าง อ้อ...” คุณนายวิไลลักษณ์เปิดกระเป๋าและหยิบธนบัตรห้าร้อยบาทออกมา “ไปรอที่ร้านกาแฟก็ได้ เงินทอนที่เหลือเก็บเอาไว้ไม่ต้องเอามาคืน”

“ขอบคุณมากครับ” นายศักดิ์ค้อมตัวลงเล็กน้อยก่อนจะรับเงินและก้าวออกจากห้องไป คุณนายวิไลลักษณ์หันกลับไปหาแป้งอีกครั้งแล้วยิ้ม

“เป็นยังไงบ้างคะลูก” เธอสอดส่ายสายตากวาดมองไปจนทั่วและหยุดที่โถคาโนปิคซึ่งวางไว้บนชั้นโชว์ข้างโทรทัศน์

“แหมเอามาวางไว้เฉยๆแบบนี้หรือคะ แม่นึกว่าหนูจะเอาไปใส่สบู่เหลวเสียอีก”

“ไม่ไหวหรอกค่ะคุณแม่ ขืนใส่สบู่ลงไปหนูกลัวว่าจะมีตัวอะไรประหลาดหลุดออกมาตอนอาบน้ำ” แป้งตอบพลางมองถุงข้าวของที่กองบนโต๊ะ “ซื้ออะไรมาบ้างคะนี่ ทำไมมันเยอะแยะมากมายแบบนี้”

“ก็ของกินของใช้ที่หนูชอบไงคะ” คุณนายวิไลลักษณ์ตอบขณะหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ แป้งเดินไปเปิดตู้เย็นและหยิบขวดน้ำออกมา

“แหม คอนโดนี่มีทั้งร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ หนูไม่อดอยากถึงขนาดนั้นสักหน่อย” หญิงสาวพูดกลั้วหัวเราะขณะส่งแก้วน้ำให้กับมารดาของเธอ คุณนายวิไลลักษณ์สั่นหน้า

“ทานแต่ของอุ่นไมโครเวฟทุกวันมันจะไปอร่อยอะไรคะลูก” เธอวางแก้วน้ำลงและเริ่มรื้อของที่อยู่ในถุงออกมาวางเรียง

“แม่บอกให้สมรทำกับข้าวมาตั้งเยอะแยะ หนูเก็บไว้ในช่องแช่แข็งจะทานก็เอาออกมาอุ่นได้นะคะ”

“ขอบคุณค่ะคุณแม่” แป้งจัดแจงเปิดกล่องพลาสติกสีขาวขุ่นออกดูทีละใบ เสียงคุณนายวิไลลักษณ์อธิบาย

“นั่นแพนงไก่ นี่แกงเขียวหวานค่ะ ส่วนกล่องนี้ก็ผัดเปรี้ยวหวานปลากระพง กล่องนี้น่าจะทานให้หมดก่อนนะคะเพราะมันเก็บไว้ได้ไม่นาน ส่วนนี่” มือที่สวมแหวนเพชรเม็ดเขื่องเปิดกล่องใบสุดท้ายออก “ไข่พะโล้ใส่เต้าหู้พวงของโปรดของหนูไงคะ”

สีหน้าของแป้งเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอมองไข่พะโล้สีน้ำตาลเข้มห้าหกใบที่บรรจุอยู่ในกล่องพร้อมกับบ่นพึมพำ

“หนูว่าเมนูนี้คงต้องเก็บเอาไว้ทานหลังสุด”

“อ้าวทำไมล่ะค่ะ” คุณนายวิไลลักษณ์ถามขึ้นด้วยความสงสัย ลูกสาวเธอสั่นหน้า

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พอดีระยะนี้หนูเกิดเบื่ออาหารพวกเมนูไข่ขึ้นมาเท่านั้นเอง”

แป้งปิดฝากล่องอาหารและนำมันไปเรียงไว้ในตู้เย็น คุณนายวิไลลักษณ์มองบุตรสาวอยู่ครู่หนึ่งจึงเริ่มต้นกวาดตามองสำรวจห้องอีกครั้ง

“หนูซื้อผ้าขาวม้ามาทำไมตั้งหลายผืน” มือเอื้อมไปคว้าผ้าตาหมากรุกผืนหนึ่งซึ่งวางพาดไว้บนพนักเก้าอี้ แป้งสะดุ้งเล็กน้อยและหันหน้ากลับมามองทันที

“อีตาคาเฟรบ้า ทำไมไม่รู้จักเก็บข้าวของให้เรียบร้อยนะ” เธอบ่นพึมพำก่อนจะรีบตอบมารดา

“คือตอนนี้หนูกำลังทำรายงานเกี่ยวกับผ้าพื้นเมืองของไทยอยู่ค่ะ” แป้งรีบดึงผ้าขาวม้าออกมาจากมือคุณแม่ของเธอ “ที่เลือกผ้าขาวม้าเพราะคิดว่ามันหาง่ายและเป็นของคู่กับคนไทยมานาน”

“ช่างคิดจังเลยนะคะคุณลูกขา” น้ำเสียงเชิงหยอกล้อก่อนจะลุกขึ้น คุณนายวิไลลักษณ์เอื้อมมือไปหยิบตำราเกี่ยวกับอียิปต์โบราณมาเปิดดู เสียงกุกกักที่ดังมาจากห้องนอนของแป้งทำให้เธอชะงักและหันหน้าไปมอง

“เสียงอะไรกันน่ะลูก”

“อะไรหรือคะคุณแม่” แป้งทำหน้างง “หนูไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรเลย”

คุณนายวิไลลักษณ์นิ่งไปเล็กน้อยคล้ายกำลังเงี่ยหูฟังเสียงที่ตนเองได้ยินแต่ทุกอย่างกลับเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมเบาๆดังมาจากเครื่องปรับอากาศเท่านั้น มารดาของแป้งจึงเบนความสนใจกลับมายังหนังสือที่กางอยู่ในมืออีกครั้ง หลังจากเปิดดูไปได้อีกสองสามหน้าเธอก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงคล้ายสิ่งของตกกระทบพื้นตามมาด้วยเสียงบ่นพึมพำ

“มีอะไรอยู่ในห้องนอนของหนูแน่ๆ” คุณนายวิไลลักษณ์วางหนังสือลงและเดินตรงไปยังห้องนอนของแป้งพร้อมกับจับลูกบิดประตู

“แหมจะมีอะไรได้ยังไงกันคะ ในห้องนี้มีแป้งแค่คนเดียวนะคะคุณแม่”

แป้งรีบพูดและเดินไปหยุดยืนอยู่ด้านหลังผู้เป็นแม่ คุณนายวิไลลักษณ์ขยับลูกบิดสองสามครั้งและนิ่วหน้า

“เปิดประตูให้แม่ดูหน่อยสิคะ แม่กลัวว่าจะมีหนูเข้าไปทำรังในห้องของแป้ง”

“คือ.....” แป้งทำท่าอึกอักและระบายสมหายใจ “หนูไม่รู้ว่าเอากุญแจไปซุกไว้ตรงไหนน่ะค่ะ เมื่อเช้าดันเผลอตัวกดล็อคโดยไม่ตั้งใจ ตอนที่คุณแม่โทรมาหนูกำลังรื้อห้องหาลูกกุญแจห้องอยู่พอดี”

“ตายจริง แล้วทีนี้จะทำยังไงกันล่ะคะ” แม่ของเธออุทาน “แบบนี้คงต้องงัดเข้าไปแล้วกระมัง”

เสียงกุกกักที่ดังอยู่หยุดลงทันที คุณนายวิไลลักษณ์พยายามขยับลูกบิดไปมาอีกสองสามครั้งก่อนจะปล่อยมันออกอย่างยอมแพ้

“เอาไว้แม่จะสั่งให้คนที่บ้านมาค้นให้ทั่วห้องว่ามีหนูเข้ามาทำรังในนี้หรือเปล่า” มารดาของแป้งพูดขึ้น

“คุณแม่ขานี่มันคอนโดแถมเป็นชั้นที่ยี่สิบอีก คงไม่มีหนูตัวไหนปีนขึ้นมาทำรังถึงบนนี้แน่ๆค่ะ”

“ใครจะไปเดาใจมันออกล่ะคะลูก บางทีอาจจะมีหนูใฝ่สูงอยากอยู่คอนโดยี่สิบชั้นก็ได้” คุณนายวิไลลักษณ์พูดด้วยสีหน้าจริงจังจนแป้งนึกขำ เธอจูงแขนแม่ของเธอและพาไปนั่งที่เก้าอี้นวม เสียงแกรกกรากดังขึ้นมาอีกครั้ง แป้งหันไปมองที่ระเบียงกระจกของห้องและยิ้ม

“นี่ไงคะต้นเหตุของเสียงปริศนา” หญิงสาวชี้นิ้วไปที่กพิราบสองตัวซึ่งกำลังไซ้ขนปีกของมันอยู่ ตัวหนึ่งกำลังส่งเสียงร้องที่ฟังดูแล้วคล้ายคนกำลังคราง

“นกพิราบ”

“แถบนี้มีแต่นกพวกนี้ค่ะ” แป้งอธิบาย “มันบินไปทั่วแถมชอบมุดไปทำรังตามซอกตึกด้วย บางทีแป้งตกใจตื่นเพราะเสียงร้องของพวกมันนี่แหละค่ะ”

“น่าจับมาตุ๋นนักเชียว” คุณนายวิไลลักษณ์บ่นเบาๆ “ทำเอาเราตกอกตกใจหมด เฮ้อ...”

แป้งหัวเราะเบาๆด้วยความรู้สึกโล่งอกมากกว่าขบขัน เธอตวัดหางตาไปที่ห้อง

“ทำเรื่องยุ่งดีนัก เย็นนี้เจอดีแน่คาเฟร”

คุณนายวิไลลักษณ์นั่งสนทนากับบุตรสาวของตนเองจนกระทั่งค่ำจึงยอมกลับบ้าน แป้งเดินลงไปส่งมารดาถึงรถและกลับขึ้นมาบนห้อง หญิงสาวหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าและเปิดประตูนอนพร้อมกับร้องเรียกชื่อผู้ที่อยู่ด้านใน

“คาเฟร!”

แป้งชะงักเล็กน้อยเมื่อพบว่าตัวปัญหาของเธอในตอนนี้กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียง หญิงสาวหันไปมองสมุดภาพเมืองโบราณที่ถูกรื้อค้นและวางทิ้งไว้แล้วนิ่วหน้า มือข้างหนึ่งคว้าหมอนข้างและทำท่าจะฟาดลงไปบนร่างของฟาโรห์หนุ่ม แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าที่กำลังหลับอย่างเป็นสุขของเขาทำให้แป้งต้องหยุดและลดหมอนในมือลง

“ให้ตายเถอะ สร้างเรื่องให้ฉันปวดหัวแล้วตัวเองกลับมานอนหลับสบายแบบนี้ นายนี่มันน่านัก”

หญิงสาวหย่อนตัวนั่งลงข้างตัวคาเฟรและจ้องใบหน้าของเขาอย่างพิจารณา แป้งรู้สึกแปลกใจเมื่อคิดว่าฟาโรห์หนุ่มที่กำลังหลับอยู่ตรงหน้าดูไม่เหมือนรูปแกะสลักที่เธอเห็นในตำราเรียน

“หรือนายไม่ใช่อียิปต์แท้” แป้งเลื่อนมือไปแตะปลายจมูกของเขาและมองใบหน้าที่คมสันได้รูปพลางนึกถึงชนชาติต่างๆที่ผลัดเวียนกันขึ้นมาปกครองอียิปต์”

“จะว่าเป็นพวกลิเบียหรือนูเบีย พวกนั้นไม่น่าจะมีโครงหน้าแบบนี้” มือปัดเส้นผมยาวประบ่าสีดำสนิท “อัสสิเรียนส่วนมากผมจะหยิกเป็นลอน มาซีโดเนียนผิวก็น่าจะขาวกว่านี้นี่นา” หญิงสาวก้มหน้าลงไปหาเขาและกระซิบ

“ตกลงนายเป็นฟาโรห์เชื้อสายไหนกันแน่ คาเฟร”

“แล้วเธอจะอยากรู้ไปทำไมกัน” เสียงทุ้มดังตอบกลับมา แป้งผงะถอยออกมาด้วยความตกใจและทำท่าจะลุกขึ้นแต่คาเฟรกลับคว้าข้อมือของเธอเอาไว้และดึงเข้าหาตัว

“เข้ามาหาผู้ชายตอนหลับแถมยังแอบสำรวจร่างกายของเขาอีก” ดวงตาสีทองแดงหรี่ลงเล็กน้อย “คิดจะทำอะไรกันแน่”

ใบหน้าของแป้งร้อนวูบขึ้นมาทันที เธอพยายามดึงข้อมือให้หลุดจากการยึดของเขาในขณะที่เถียง

“ฉันแค่อยากรู้เรื่องเชื้อสายของนายตามนิสัยของนักโบราณคดีเท่านั้น ไม่ได้คิดอะไรบ้าๆอย่างที่นายกล่าวหา”

“กล่าวหา” คาเฟรทวนคำ “มันแปลว่าอะไร”

“การใส่ความคนอื่นทั้งที่ไม่เป็นความจริงไง” เธอบิดข้อมือไปมา “ปล่อยฉันนะคาเฟร”

“ไม่” เขาแกล้งบีบมือให้แน่นขึ้น “เพราะฉันพูดไปตามความจริง เธอเข้ามาหาฉันถึงที่นอนแถมยังแอบจับต้องตัวตอนหลับอีกต่างหาก”

“ฉันแค่แตะเบาๆเท่านั้น”

“เป็นผู้หญิงแท้ๆแต่กล้าลูบคลำร่างกายผู้ชาย” คาเฟรยิ้ม “ชอบฉันหรือ”

แป้งรู้สึกว่าใบหน้าของตนเองกำลังแดงก่ำด้วยความโกรธและอาย เธอตะโกนเสียงดังลั่น

“ฉันไม่ได้ชอบคนอย่างนาย!” หญิงสาวกระชากมือออกอย่างแรง “อย่าหลงตัวเองนักเลย”

รอยยิ้มบนใบหน้าของคาเฟรสลายลงทันที เขาคำรามออกมาและพลิกตัวผลักร่างของแป้งลงพร้อมกับเคลื่อนตัวเองขึ้นคร่อมเอาไว้

“ระวังคำพูดของเธอเอาไว้บ้าง” คาเฟรก้มหน้าลง “ฉันเป็นฟาโรห์ อย่าลืมข้อนี้ไปเสียสิ”

ดวงตาวาววับ น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดุดันประกอบกับกิริยาท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความน่ากลัวผิดกับทุกครั้งทำให้แป้งถึงกับหน้าซีด ชั่วขณะนั้นเองที่หญิงสาวสำนึกขึ้นมาได้ว่าบุรุษที่มาจากอดีตสามารถลงมือกับเธอได้ตลอดเวลา เพียงแต่เขาไม่กระทำเท่านั้นเอง

“ที่ผ่านมาฉันยอมอ่อนข้อให้ก็เพราะเห็นว่าเธอเป็นผู้หญิง” เสียงคาเฟรย้ำความคิดของแป้ง เขามองหน้าเธอนิ่งก่อนจะคลายมือออกและถอยไปยืนที่ประตู หญิงสาวรีบลุกขึ้นนั่งทันที
ฟาโรห์หนุ่มมองข้อมือที่แดงช้ำของแป้งแล้วถอนหายใจ

“ขอโทษ”

“ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษนาย” แป้งพูดเสียงเบา “เพราะที่ผ่านมาฉันเห็นนายเป็นแค่ของน่าสนใจ น่าศึกษาค้นคว้าจนลืมนึกไปว่านายก็เป็นคนที่มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนกัน”

ทั้งสองต่างนิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง คาเฟรจึงเปิดประตูห้องและทำท่าจะก้าวขาออกจากห้อง

“ฉันมีสายเลือดผสมของอียิปต์กับมาซีโดเนียน และเป็นลูกนอกสมรส” ดวงตาชำเลืองมองหญิงสาวก่อนจะเดินออกไปทิ้งให้แป้งนั่งนิ่งอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกงงงัน

*/*/*/*/*



มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 21 ก.ย. 2555, 21:23:26 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 21 ก.ย. 2555, 21:23:26 น.

จำนวนการเข้าชม : 1360





<< บทที่ 6 กาลเวลาที่ผันผ่าน (ท้ายบทมีการเล่นเกมส์เพื่อชิงหนังสือด้วยค่ะ)   ความทรงจำในผืนทราย บทที่ 8 รัชทายาทนอกสมรส >>
หนอนฮับ 21 ก.ย. 2555, 21:32:13 น.


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account