ภูตคราม
ภูธรา ภูตป่าที่ดำรงเผ่าพันธุ์และยังชีพด้วยการสูบพลังวิญญาณของสิ่งมีชีวิต
มนุษย์ สรรพสัตว์ทั้งหลายหรือแม้แต่พืชพรรณไม้นานา
การปรากฏตัวของพิมมาดา หญิงสาวผู้มีดวงจิตอันบริสุทธิ์
รักแรกพบจึงเกิดขึ้น
ความรักของทั้งสองจะเป็นเช่นไรเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นสิ่งไร้ตัวตน
พวกเขาจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้ครองคู่กัน


Tags: ภูต

ตอน: บทที่ 10 น้ำตานาง

บทที่ 10 น้ำตานาง

เมื่อแรกที่รู้ว่ามีภูตก้าวเข้ามาในชีวิต พิมมาดารู้สึกกลัวจนแทบไม่อยากจะกลับบ้าน แต่เมื่อได้อยู่ร่วมกันไปได้สักระยะ หญิงสาวก็เริ่มคลายความหวาดกลัวลงและมองเห็นข้อดีของ
ภูธรามากขึ้น ทั้งวิธีการดูแลเอาใจใส่หรือความอบอุ่นที่ส่งออกมาจากสายตา ถึงจะไม่แน่ชัดว่ามันหมายถึงอะไรแต่เธอก็ชอบที่ถูกมองแบบนั้นเพราะเหมือนได้พบกับสิ่งที่ขาดหายไปนาน แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับหญิงสาวมากที่สุดก็คือการพูดจาแบบตรงไปตรงมาของภูตหนุ่ม สำหรับบางคนการพูดแบบนี้อาจจะดูเชย เฉิ่มหรือออกแนวด้อยไหวพริบ แต่สำหรับภูธราแล้วไม่ใช่ เพราะจากการพูดคุยกันหลายครั้งทำให้หญิงสาวรู้ว่าเขารอบรู้เรื่องราวหลายอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็น่าจะมาจากการสังเกตนักท่องเที่ยวหรือคนที่เขาเคยพบตอนอยู่ในป่า สิ่งที่สร้างความอัศจรรย์ใจต่อเธอมากที่สุดก็คือ นอกจากป่าเขาใหญ่แล้วภูตครามสามารถเดินทางไปที่อื่นได้ด้วย

“นายออกจากเขาใหญ่ได้ด้วยเหรอ”

พิมมาดาถามขณะตักกาแฟสำเร็จรูปใส่ถ้วย ภูธราพยักหน้าโดยที่สายตายังคงจับจ้องอากัปกิริยาของหญิงสาวตลอดเวลา

“พวกเราไปได้ทุกแห่งที่มีต้นไม้”

“แบบนี้นายก็ไปเที่ยวทะเลทรายไม่ได้น่ะสิ” พิมมาดาพูดติดตลกพลางกดน้ำร้อนและหยิบช้อนมาคนน้ำสีเข้มช้าๆ”รู้อย่างนี้ฉันหนีเข้าไปในเมืองดีกว่า เพราะที่นั่นแทบไม่มีต้นไม้ซักต้น”

“ภูตครามไม่ได้ผูกพันอะไรกับต้นไม้ ถึงไม่มีข้าก็ตามเจ้าไปได้อยู่ดี”

ถ้วยกาแฟชะงักอยู่ที่ริมฝีปาก หญิงสาวมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ

“ก็ไหนนายบอกว่าไปได้เฉพาะที่ที่มีต้นไม้”

“พวกเราแค่อาศัยมันเป็นสื่อในการเดินทางกับอาศัยพักพิงแฝงเร้นกายเท่านั้น จริงอยู่ที่ภูตครามถือกำเนิดมาจากต้นไม้ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงของการกินวิญญาณแล้วพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับมัน”

“เข้าใจยากจัง” พิมมาดาบ่นและยกกาแฟขึ้นดื่มจนหมดถ้วย ภูธรามองอย่างสนใจ

“น้ำนั่นอร่อยมากหรือ”

หญิงสาวหยุดชะงักและมองถ้วยเปล่าในมือ คิ้วสวยขมวดเข้าหากันเหมือนพยายามหาคำพูดที่ฟังแล้วเข้าใจง่ายมาอธิบาย แต่พอนึกขึ้นได้ว่าภูธราคงเคยเห็นนักท่องเที่ยวดื่มกาแฟมาแล้วบ้างเธอจึงเปลี่ยนใจ

“ก็ไม่เชิง ฉันกินเพราะความเคยชินมากกว่า”

พูดพลางเปิดก็อกน้ำเพื่อล้างถ้วย เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่พูดอะไรเธอจึงถาม

“แล้วนายไปที่ไหนมาแล้วบ้าง”

“หลายแห่ง ครั้งหนึ่งข้าลองไปในดินแดนที่อยู่ห่างไกลจากที่นี่มาก แต่พออยู่ได้สักพักก็ต้องกลับ เพราะอากาศมันหนาวจนใบไม้ร่วงหมดต้น”

สิ่งที่เขาเล่าทำให้หญิงสาวหันไปมองด้วยความตื่นเต้น

“นายเคยไปต่างประเทศด้วยเหรอ”

“ต่างประเทศ ถ้าหมายถึงพวกที่พูดภาษาแปลกไปจากที่นี่แล้วล่ะก็ คงใช่”

ท่าทางเฉยชาเหมือนไม่ได้สนใจในสิ่งที่ตนเล่าเท่าใดนักทำให้พิมมาดาเผลอตัวหลุดปากด้วยความหมั่นไส้

“ได้ไปเที่ยวเมืองนอกทั้งทีทำหน้าเหมือนเดินอยู่ในตลาดน้ำอัมพวา”

“เจ้าพูดถึงอะไร” ภูธราถามด้วยความสงสัย หญิงสาวจึงโบกมือ

“ไม่มีอะไรหรอกแค่บ่นอะไรไปเรื่อยเปื่อยอย่าสนใจเลย” พูดจบเธอจึงเดินไปหยิบกระเป๋าเพื่อจะออกไปทำงาน เมื่อหันไปมองภูตหนุ่มอีกครั้งและพบว่าเขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว หากเป็นเมื่อสองสามวันก่อนเธอคงทั้งหวาดกลัวและคอยระแวงว่าเขาจะไปซ่อนอยู่ตามมุมมืดเพื่อรอจังหวะออกมาจัดการกับเธอ แต่ตอนนี้หญิงสาวรู้แล้วว่าภูตหนุ่มออกไปรอข้างนอกเรียบร้อยแล้วเพียงแต่ไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็นเท่านั้น

เมื่อไปถึงบริษัทสิ่งแรกที่พิมมาดาทำคือจัดการใบเบิกเงินของเมื่อวาน จากนั้นจึงเริ่มตรวจใบสั่งซื้อสินค้าและเช็คยอดชำระเงินจากบริษัทที่เป็นลูกค้า การทำงานคงไปได้อย่างราบรื่นหากนงนภัสไม่เข้ามาวุ่นวายภายในห้องแถมคราวนี้ยังอาละวาดหนักกว่าทุกครั้งเพราะโกรธที่นายองอาจไม่ยอมซื้อรถยนต์คันใหม่ให้ และเธอก็เข้าใจว่าสาเหตุมาจากพิมมาดา

“คุณองอาจจะซื้ออะไรให้ฉัน เธอมายุ่งอะไรด้วย”

นงสภัสแหวเข้าใส่ พิมมาดายืนนับหนึ่งถึงสิบเพื่อระงับอารมณ์ก่อนจะตอบ

“ฉันแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้นและจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหากเป็นการใช้จ่ายในเรื่องส่วนตัว แต่ถ้าการสั่งซื้อในนามของบริษัท ก็จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบว่าคุ้มค่ากับเงินที่ต้องเสียไปหรือไม่”

อธิบายเสียยืดยาวแต่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจฟังเลยสักนิด นงนภัสปัดกองแฟ้มบนโต๊ะของ
พิมมาดาตกกระจายเกลื่อนพื้น

“จะในนามของอะไรก็เป็นเงินของคุณองอาจ ฉันเป็นเมียเขามีสิทธิ์ใช้ได้ทุกบาททุกสตางค์”

ประโยคนี้ทำให้พิมมาดาถึงกับเดือดปุดๆ แต่เพราะรับปากกับเจ้านายเอาไว้แล้วว่าจะไม่ต่อล้อต่อเถียงกับนงนภัส เธอจึงได้แต่วางท่าให้สงบนิ่งแต่ยังไม่วายหลุดปากพูด

“คนที่มีสิทธิ์ใช้เงินของบริษัท มีเพียงภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายเท่านั้น”

นงนภัสโกรธจนตัวสั่น เธอชี้หน้าพิมมาดา

“อี...”

“มีอะไรกัน” เสียงนายองอาจดังขัดจังหวะ เขาก้าวเข้ามาในห้องและมองข้าวของที่ตกเกลื่อนพื้นก่อนหันไปทางนงนภัส”เธอเข้ามาทำอะไรในนี้”

แม้โกรธจนแทบจะฉีกร่างของพิมมาดาให้เป็นชิ้นแต่เมื่ออยู่ต่อหน้านายองอาจแล้ว
นงนภัสกลับฉีกยิ้มหวานพร้อมกับถลาเข้าไปเกาะแขน

“นงเห็นคุณพิมมาดาถือของหนักเลยจะเข้ามาช่วย แต่เธอไม่พอใจเลยเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ”

นายองอาจขมวดคิ้ว ถึงจะไม่เชื่อคำพูดของนงนัสเท่าไหร่นักแต่เขาก็ไม่อยากจะต้องมาทนนั่งฟังหญิงสาวพูดพล่ามจนไม่เป็นอันทำงาน สุดท้ายจึงตัดบท

“ถ้าเขาไม่อยากให้ช่วยก็ไม่ต้องไปยุ่ง เข้าไปรอผมในห้องทำงาน และถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเข้ามาวุ่นวายในห้องนี้อีก”

เขาหันไปทางพิมมาดา

“เก็บข้าวของให้เรียบร้อยและกลับไปทำงาน”

สั่งเสร็จนายองอาจก็เดินกลับเข้าห้อง นงนภัสส่งสายตาอาฆาตไปยังพิมมาดาก่อนจะรีบวิ่งตามชู้รักของเธอไป เมื่อตัวร้ายพ้นไปจากสายตาแล้วนิลเนตรจึงเดินเข้ามาช่วยเพื่อนพร้อมกับบ่น

“นังตัวแสบ ทำไมเธอไม่บอกเจ้านายไปว่าคุณนายนงฯเค้ามาเล่นงิ้วรอบเช้าให้เธอดู”

“ช่างเขาเถอะ” พิมมาดาพูดขณะจัดเรียงแฟ้มไว้ตามเดิม ดวงตาชำเลืองไปยังเครื่องบันทึกภาพวงจรปิดที่ถูกซ่อนไว้บนชั้นวางของด้านหลังด้วยความหวังว่านงนภัสจะไม่ทันเห็นมัน นิลเนตรมองตามสายตาเพื่อน

“เธอเอาผ้าคลุมไว้ ยายนั่นคงไม่เห็นหรอก”

พิมมาดาผงกศีรษะพลางหย่อนตัวนั่งลง นิลเนตรขยับเตรียมจะถามเรื่องของภูตครามแต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินโทรศัพท์ติดต่อภายในดังขึ้น หญิงสาวส่งยิ้มให้เพื่อน

“ตอนเที่ยงค่อยคุยกัน”

พูดจบก็รีบเดินออกไป พิมมาดามองเพื่อนที่ก้มหน้าก้มตาบันทึกข้อความตามคำสั่งของนายองอาจนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกขึ้นได้ หญิงสาวมองซ้ายมองขวาเหมือนจะหาใครบางคนพร้อมกับพูดเบาๆ

“ถึงนงนภัสจะนิสัยไม่ดีแต่เขาก็เป็นคนของคุณองอาจ อย่าไปทำอะไรเขาล่ะ”

กลิ่นหอมละมุนของดอกประดู่ฟุ้งกระจายในอากาศเหมือนเป็นสัญญาณตอบรับจากภูตหนุ่ม พิมมาดายิ้มอย่างโล่งอกจากนั้นจึงเริ่มลงมือทำงานต่อ หลังจากสรุปยอดเงินทั้งหมดและเก็บรวมเข้าแฟ้มแล้วเธอจึงหยิบรายการสั่งซื้อเวชภัณฑ์มาตรวจ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งถึงเที่ยง หญิงสาวจึงออกไปรับประทานอาหารกลางวันกับนิลเนตรแต่คราวนี้ฤทธิ์ พนักงานจอมป่วนประจำบริษัทขอติดสอยห้อยตามไปด้วยทั้งคู่จึงไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องของภูธรา ช่วงบ่ายหลังจากรายงานถึงรายรับและค่าใช้จ่ายประจำวันให้นายองอาจฟังแล้วพิมมาดาจึงกลับเข้าห้องและเริ่มดูภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิดของเมื่อคืนซึ่งก็เหมือนวันที่ผ่านมาคือไม่มีใครเข้าไปในโกดังสินค้าเลยสักคน แม้จะรู้สึกดีที่ไม่มีของหายแต่ก็สร้างความลำบากใจให้กับหญิงสาวไม่น้อย เพราะหากยังจับคนร้ายไม่ได้ โอกาสที่สินค้าจะถูกขโมยก็ยังคงมีต่อไป สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือ หากการขโมยนั้นไม่ได้เกิดขึ้นภายในบริษัทหากแต่เป็นระหว่างการขนส่ง เธอก็คงไม่มีวันรู้ตัวคนร้ายรายนี้ได้เลย

เช่นเดียวกันกับเมื่อวานคือกว่าจะดูเทปหมดทุกม้วนก็เลยเวลาเลิกงานไปมาก หลังจากจัดเตรียมเทปชุดใหม่สำหรับคืนนี้เรียบร้อยแล้วหญิงสาวจึงรีบเก็บข้าวของและคว้ากระเป๋าออกจากที่ทำงาน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอยู่ในช่วงกลางเดือนหรือจำนวนรถน้อยเกินไป รถประจำทางสายที่เธอนั่งจึงแน่นกว่าทุกวัน หลังจากยืนรออยู่เกือบหนึ่งชั่วโมงหญิงสาวจึงตัดสินใจเรียกรถแท็กซี่และลงหน้าปากซอยเพื่อซื้อกับข้าวจากนั้นจึงนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้าบ้าน

ความมืดเริ่มคืบคลานแต่หญิงสาวก็ยังมองเห็นดอกราตรีที่กำลังบานสะพรั่ง แม้จะไม่ทุกต้นแต่กลิ่นหอมแรงของพวกมันเรียกความสดชื่นที่หดหายไประหว่างการเดินทางให้กลับมาอีกครั้ง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามันเป็นการกระทำของภูธรา หญิงสาวอมยิ้มขณะไขกุญแจประตูรั้วและก้าวเข้าไปด้านใน เดินไปได้แค่สองสามก้าวเธอก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นเงาตะคุ่มใต้โคนต้นมณฑา

“ภูธรา”

ร่างของภูตหนุ่มปรากฏขึ้นและเตรียมจะส่งยิ้มให้กับหญิงสาวแต่ต้องชะงักเมื่อเห็นใบหน้าบึ้งตึงของเธอ

“เป็นอะไร” เขาถามด้วยความเป็นห่วงแต่อีกฝ่ายกลับกระแทกลมหายใจเหมือนกำลังโกรธ

“น่าจะให้สุ้มให้เสียงกันก่อน อยู่ๆก็โผล่มาแบบนี้เกิดฉันหัวใจวายตายไปจะทำยังไง”

“ข้าขอโทษ”น้ำเสียงหมือนคนสำนึกผิด”แต่เจ้าขวัญอ่อนแบบนี้ถึงข้าจะส่งเสียงมาก่อนก็คงตกใจอยู่ดี”

ภูธรานิ่งคิดและเงยหน้าขึ้นมองต้นมณฑาที่กำลังโยกเอนไปตามแรงลม

“นึกได้แล้ว คราวหน้าข้าจะใช้ดอกไม้นี่เป็นสัญญาณ หากเจ้าได้กลิ่นแสดงว่าข้ากำลังจะปรากฏตัว”

“เข้าใจคิดดีนี่” ไม่รู้ว่าเป็นคำชมหรือพูดประชดแต่แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ภูตหนุ่มยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ เขามองหญิงสาวก้าวหายเข้าไปในบ้านแล้วจึงเลื่อนตัวติดตามเธอไปเหมือนกับเงา

เมื่อเข้าไปในบ้านแล้วพิมมาดาจึงวางข้าวของทุกอย่างลงบนโต๊ะและเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อหยิบผ้าเช็ดตัวกับอุปกรณ์อาบน้ำ ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงเธอจึงกลับออกมาพร้อมกับสวมชุดนอนเรียบร้อย หญิงสาวใช้ผ้าเช็ดตัวขยี้ผมที่ชื้นไปด้วยน้ำจนแห้งจากนั้นจึงหวีมันให้เข้ารูปเสร็จแล้วจึงเดินเข้าครัว ภูธรายืนมองหญิงสาวนั่งรับประทานอาหารเงียบๆอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม

“เจ้าดูกลุ้มใจ”

หญิงสาวชะงักช้อนที่กำลังตักแกงและหันไปมองหน้า

“ทำไมถึงคิดแบบนั้น”

“วันนี้เจ้าไม่พูดหรือบ่นอะไรเลย” ภูตหนุ่มพูดพลางเลื่อนตัวเข้ามาใกล้ “ไม่สบายใจเรื่องผู้หญิงคนนั้นหรือ”

ภูตหนุ่มถามด้วยความเป็นห่วง พิมมาดาสั่นศีรษะ

“ฉันไม่สนเรื่องไร้สาระ”

“งั้นเจ้าสนเรื่องอะไร” ภูธราถาม หญิงสาวไม่ตอบแต่กลับตักข้าวใส่ปากเคี้ยวเหมือนไม่ได้ยินส่งที่อีกฝ่ายถาม แต่เมื่อเห็นดวงตาที่มองมาอย่างห่วงใยแล้วเธอจึงถอนใจ

“ฉันกลุ้มเรื่องขโมย” เธอรวบช้อนและยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม ภูตหนุ่มขมวดคิ้ว

“หมายถึงภาพที่เจ้านั่งมองเป็นชั่วโมงนั่นหรือเปล่า”

“ใช่” พิมมาดาตอบพลางดึงแผ่นฟิล์มถนอมอาหารมาห่อกับข้าวที่เหลือใส่ตู้เย็นจากนั้นจึงนำจานทั้งหมดไปล้าง “นั่งดูมาสองวันแล้วยังไม่เห็นใครสักคน ฉันกลัวว่าคนร้ายจะไม่ได้ขโมยของในโกดังแต่เป็นระหว่างการขนส่ง ถ้าเป็นแบบนั้นจริงล่ะก็ลำบากแน่ๆ”

พูดพลางถอนใจ ภูธรายืนนิ่งคิดก่อนถาม

“ให้ข้าช่วยไหม”

หญิงสาวหันไปมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ

“นายว่าไงนะ”

“ถ้าเจ้ากลัวว่าจะจับโจรคนนี้ไม่ได้ ข้าจะช่วย”

“ยังไง” พิมมาดายังคงถามต่อ ภูตหนุ่มจึงยิ้ม ในความรู้สึกของหญิงสาวแล้วมันเป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความน่าขนลุก

“จัดการกับโจรมีแค่วิธีเดียว” เขาตอบเสียงเย็น พิมมาดาขมวดคิ้วด้วยความงงแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าความหมายนั้นคืออะไร หญิงถึงกับเบิกตาโพลง

“นายจะฆ่าเขาไม่ได้นะ”

“ไม่ได้ฆ่า แค่เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นอาหารของพืชเหมือนที่ทำกับกับพวกคนที่เข้าไปตัดต้นไม้ในป่า”

“แต่ที่นี่มันในเมือง กฏของเราคือจับคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฏหมาย ไม่ใช่ฆ่ากันตามอำเภอใจ”

พิมมาดาพูดรัวเร็วด้วยความรู้สึกทั้งโกรธและกลัว ภูธราขมวดคิ้ว

“ก็บอกแล้วว่า ไม่ได้ฆ่า”

“จะยังไงก็เหมือนกัน เอาเป็นว่านี่เป็นงานของฉัน ฉันขอจัดการด้วยตัวเอง”

เธอรีบสรุป อีกฝ่ายจึงพยักหน้า

“งั้นก็ตามใจ” ภูตหนุ่มพูดแค่นั้นแล้วยืนนิ่ง แต่แล้วเขาก็กลับเผยอยิ้มออกมา พิมมาดามองด้วยความระแวง

“อะไรอีกล่ะ”

“ผมของเจ้าหอมดี”

เขาตอบสั้นๆ ใบหน้าของหญิงสาวร้อนผ่าวขึ้นมาในทันทีเพราะคิดไม่ถึงว่าภูตหนุ่มจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา เธอรีบหันหน้าหลบโดยไม่ยอมกล่าวอะไรโต้ตอบ เมื่อล้างจานเสร็จหญิงสาวจึงเดินไปเปิดโทรทัศน์แต่เพราะเลยช่วงเวลาข่าวไปแล้วจึงมีแต่ละครซึ่งมีเนื้อหาคล้ายกันคือทะเลาะตบตีแย่งผู้ชาย หลังจากเปิดวนกลับไปกลับมาอยู่สองสามรอบเธอจึงปิดและเปลี่ยนเป็นเปิดเครื่องเสียงเพื่อฟังเพลงโปรดซึ่งเมื่อหมดอัลบั้มแล้วก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน ความที่ยังไม่ง่วงหญิงสาวจึงปรับเป็นวิทยุเพื่อฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีอันเป็นรายการโปรดของเธอ สามเรื่องแรกเป็นการเล่าถึงวิญญาณทั่วไปแต่พอถึงเรื่องที่สี่พิมมาดาถึงกับหูผึ่งเมื่อพิธีกรบอกว่าเป็นเรื่องราวของผีโขมด ผู้เล่าบรรยายเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างน่ากลัว โดยเฉพาะตอนที่ผีโขมดย่องลงไปดูดเลือดหัวแม่เท้าของพรานยามหลับ หญิงสาวถึงกับเผลอตัวเก็บขาขึ้นมาบนเก้าอี้ กิริยาของเธอทำให้ภูธราอมยิ้มแต่ก็ยังไม่เอ่ยปากพูดอะไรออกมากระทั่งรายการจบลงและหญิงสาวปิดวิทยุเรียบร้อยแล้วเขาถึงเอ่ยปากถาม

“เพิ่งรู้ว่าเจ้าชอบฟังเรื่องพวกนี้”

“ก็มันสนุกนี่นา”พิมมาดาตอบและหันไปทางภูตหนุ่ม”ผีขโมดมีจริงไหม”

ภูธราผงกศีรษะ หญิงสาวรีบขยับเข้าไปใกล้และถามอย่างตื่นเต้น

“แล้วหน้าตามันเป็นยังไง”เธอซักเร็วปรื๋อ “ตอนกินเลือดคนมันทำเหมือนอย่างที่เขาเล่าหรือเปล่า”

“มีแต่ไม่ได้เป็นอย่างที่วิทยุนั่นเล่า”

“แล้วมันเป็นยังไงเหรอ” ไม่ถามเปล่าหญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้และคว้าหมอนมากอดเอาไว้เหมือนเตรียมตัวฟังอย่างตั้งใจ ภูธราจึงถาม

“เจ้ารู้จักผีกระสือหรือเปล่า”

“รู้สิ ผีที่มีแต่หัวกับไส้ใช่หรือเปล่า”

คำตอบของหญิงสาวทำให้ภูตหนุ่มส่ายหน้า

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไปได้ยินเรื่องแบบนี้มาจากไหน แต่ผีกระสือน่ะก็คล้ายๆกับมนุษย์แต่ต่างกันตรงที่มีแสงไฟออกมาจากจมูก โขมดก็เหมือนกัน แต่แสงของมันจะสว่างกว่ากระสือมาก บางครั้งพวกมนุษย์เองยังหลงว่าเป็นคนถือคบไฟ แถมรูปร่างของโขมดก็ไม่เหมือนกระสือเลยสักนิด มันจะดูคล้ายค่างมากกว่าเพราะผีพวกนี้เกิดจากวิญญาณของสัตว์ป่าไม่ได้เกิดจากอาคมหรือจิตของมนุษย์”

“มีผีที่เกิดจากอาคมจริงๆด้วยเหรอ””พิมมาดาซักด้วยความอยากรู้ ภูธราพยักหน้ารับ

“ก็พวกผีโพงบางจำพวกแล้วก็สมิง”

“ฉันเคยได้ยินคุณตาเล่าว่าสมิงคือคนกลายร่างเป็นเสือ” พิมมาดารีบพูด ภูตหนุ่มจึงตอบ

“ใช่”

หญิงสาวทำท่าคิด เมื่อนึกถึงเรื่องเล่าที่ได้ฟังเมื่อครู่เธอจึงถาม

“แล้วผีที่กินเลือดจากเท้าคนน่ะมีจริงไหม”

“มี กองกอย” ภูธราตอบพร้อมกับอธิบาย”แต่ผีพวกนี้เกิดจากการรวมตัวของสัตว์กับจิตวิญญาณของป่า ถึงจะมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ก็มีขาเดียว ไม่มีหัวเข่า เวลาไปไหนมาไหนก็ใช้วิธีกระโดด เจ้าพวกนี้แหละที่คอยดักกินมนุษย์ มันจะรอจนกระทั่งทุกคนหลับถึงจะค่อยๆย่องออกมาดูดเลือดจากหัวแม่เท้า”

“ทำไมต้องหัวแม่เท้า ที่อื่นไม่ง่ายกว่าเหรอ” หญิงสาวถาม ภูธราทำหน้าเหมือนนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะถามอะไรแบบนี้ออกมา เขาส่ายหน้า

“ข้าไม่ใช่ผีกองกอย”

คำพูดที่เหมือนประชดทำให้หญิงสาวทำหน้ามุ่ย แต่เมื่อได้มองสีหน้าเรียบเฉยปราศจากความรู้สึกใดกับแววตาที่ฉายความจริงใจทำให้เธอรู้ว่าเขาพูดออกมาตามตรง หญิงสาวจึงวางหมอนลงบนเก้าอี้

“แต่นายเป็นภูตคราม แถมยังน่ากลัวกว่าผีพวกนั้นตั้งหลายเท่า”

“ข้าน่ากลัวตรงไหน”

ภูตหนุ่มย้อนถาม พิมมาดาเม้มปากก่อนตัดสินใจตอบ

“นายกินคน”

“ส่วนใหญ่แล้วพวกข้าจะดูดกลืนแต่วิญญาณของสัตว์ มนุษย์คือตัวเลือกเมื่อถึงคราวจำเป็น ที่สำคัญผีป่าพวกนั้นคงไม่มีวันเข้าเมืองเพียงเพื่อเฝ้าดูหญิงที่ถูกใจ”

ประโยคสุดท้ายเรียกความร้อนจากใบหน้าให้พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวรีบเบือนหน้าหลบและแสร้งลุกขึ้นเดินไปที่บันได

“เจ้าง่วงแล้วหรือ”

“อื้อ” พิมมาดาตอบเบาๆโดยไม่หันหน้ากลับไปมองด้วยความกลัวว่าอีกฝ่ายจะเห็นสีหน้าแดงก่ำของเธอ ภูธรายิ้ม

“งั้นก็ขึ้นไปนอนเถอะ ข้าจะดูแลข้างล่างนี่ให้เอง”

ไม่ต้องรอให้บอกซ้ำ หญิงสาวเดินขึ้นไปอย่างว่าง่าย ภูธรายืนรอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าของเธอเงียบลงจึงตรวจตรารอบบ้านอย่างที่พิมมาดาทำ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วภูตหนุ่มจึงเลื่อนกายขึ้นไปยังชั้นสองและเฝ้ามองหญิงสาวที่กำลังหลับไหลด้วยดวงตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักไปจนตลอดทั้งคืน

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเข้าห้องพระเพื่อสวดมนต์ขอพรให้สิ่งศักดิ์คุ้มครองแล้วพิมมาดาจึงลงมายังชั้นล่างเพื่อจัดการกับมื้อเช้า ขณะก้าวลงจากบันไดจมูกของเธอก็ได้กลิ่นกาแฟโชยมาจากห้องครัว คิ้วสวยขมวดมุ่นด้วยความสงสัยและยิ่งเพิ่มความประหลาดใจมากขึ้นเมื่อเห็นถ้วยที่เธอใช้ประจำวางอยู่บนโต๊ะพร้อมกาแฟที่ชงเสร็จเรียบร้อย ตอนที่กำลังตั้งคำถามว่าใครเป็นคนทำ กลิ่นดอกมณฑาก็อบอวลไปทั่งห้องยังไม่ทันจะมองหาเสียงภูตหนุ่มก็ดังมาจากทางด้านหลัง

“อรุณสวัสดิ์”

หญิงสาวหันไปมองและยิงคำถามใส่ทันที

“นายเป็นคนทำเหรอ”

“อะไร” อีกฝ่ายส่งคำถามกลับและยิ้มเมื่อเห็นเธอชี้มือไปที่ถ้วยกาแฟ”ข้าเห็นเจ้าชอบดื่มมันทุกเช้าเลยเตรียมไว้ให้”

“ได้ยังไง” พิมมาดามองเขาด้วยความแปลกใจ”นายเป็นภูตที่ไม่มีตัวตน ไม่น่าจะจับต้องอะไรได้เลยนี่นา”

“จะว่าไม่มีตัวตนก็ไม่ถูกนัก ถึงจะไม่มีร่างกายแบบมนุษย์แต่หากรวบรวมพลังจิตได้มากพอเราก็สามารถจับต้องสิ่งของบางอย่างได้ในบางครั้ง”

ภูธราอธิบาย หญิงสาวถึงกับกุมขมับด้วยความคาดไม่ถึงมากกว่าหวาดกลัว

“นายนี่มีอะไรให้แปลกใจได้ทุกวัน” เธอพูดเบาๆพลางเดินไปหยิบกับข้าวมาอุ่น เมื่อรับประทานมื้อเช้าจนอิ่มหญิงสาวจึงมองกาแฟที่ภูตหนุ่มชงไว้ให้อย่างลังเลเพราะกลัวว่าเขาจะแอบใส่ยาลงไปด้วย

“เขาเป็นภูต จะทำแบบนั้นทำไม”

พิมมาดาแย้งกับตัวเองและแอบชำเลืองมองภูตหนุ่ม เมื่อพบว่าเขากำลังจ้องเขม็งมาที่เธอเช่นเดียวกัน หญิงสาวจึงรีบตวัดสายตากลับ มือเลื่อนไปหยิบถ้วยกาแฟพลางคิด

“มันก็มาจากขวดเดียวกัน คงไม่เป็นไรหรอกน่า”

คิดแบบนั้นแล้วเธอจึงยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด เมื่อวางถ้วยลงบนโต๊ะ ภูธราจึงเอ่ยปากถาม

“เป็นยังไง”

“หวานไปนิดแต่ก็อร่อย นายรู้ได้ยังไงว่าจะต้องใส่อะไรลงไปบ้าง”

หญิงสาวหันไปถาม ภูตหนุ่มยิ้ม

“ดูเจ้าทำทุกวันเลยจำได้”

“น่าประทับใจจัง” พิมมาดาพูดพลางเก็บจานชามไปล้าง เมื่อเก็บข้าวของทุกอย่างแล้วหญิงสาวจึงไปทำงาน

ความที่ไม่อยากกลับบ้านดึกเหมือนทุกครั้งวันนี้หญิงสาวจึงเข้าบริษัทเช้ากว่าปรกติ เมื่อไปถึงสิ่งแรกที่ทำก็คือดูเทปจากกล้องวงจรปิดด้วยเร่งอัตราความเร็วแปดเท่า ดังนั้นจึงใช้เวลาเพียงแค่สองชั่วโมงกว่าๆเท่านั้นการตรวจดูจึงเสร็จสิ้นซึ่งก็พอดีกับที่พนักงานเริ่มทยอยเข้ามาทำงาน
นิลเนตรที่เพิ่งมาถึงเห็นเพื่อนกำลังสาละวนอยู่กับการจัดเตรียมเทปชุดใหม่จึงเดินเข้ามาถาม

“เจออะไรไหม”

“ไม่ สงสัยจะไม่ใช่ช่วงที่คนร้ายลงมือ”

พิมมาดาตอบ นิลเนตรกอดอกทำท่าคิด

“หรือมันจะรู้ว่าเราติดกล้อง”

“ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะการติดตั้งเป็นความลับ นอกจากเราแล้วไม่มีใครู้เรื่องนี้แน่”

“จะเป็นความลับไปได้ยังไง ก็คุณองอาจสั่งให้เพิ่มกล้องตรงทางเข้าบริษัทอีกตัว” ไม่พูดเปล่านิลเนตรยังชี้ไปยังด้านนอกบริเวณบันได้ทางขึ้น”อย่าบอกนะว่าเธอไม่เห็นตอนเข้ามา”

“ฉันเห็นแล้ว แต่มันเป็นระบบรักษาความปลอดภัยปรกติ คนร้ายคงไม่คิดว่าเราจะเพิ่มกล้องในโกดังด้วย”

“รู้ทุกเรื่อง ตอบได้ทุกคำถาม ฉันล่ะยอมแพ้เธอจริงๆ”นิลเนตรพูดพร้อมกับทำท่าเหมือนกับเบื่อหน่ายเสียเต็มประดาแต่ก็เดี๋ยวเดียวเท่านั้นเพราะสีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันควัน

“แล้วเรื่องภูตครามล่ะเป็นยังไง”

นิลเนตรกระซิบถาม พิมมาดายักไหล่

“เขาก็ยังอยู่เหมือนเดิม”

การตอบแบบทองไม่รู้ร้อนของเพื่อนสร้างความแปลกใจต่อนิลเนตรเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อวันก่อนพิมมาดายังดูหวาดผวาจนนั่งแทบไม่ติดแถมยังอ้อนวอนขอไปนอนค้างบ้านเธอด้วยซ้ำ แต่วันนี้กลับมีท่าทางสบายอกสบายใจชนิดที่พูดได้ว่าผ่อนคลายมากกว่าเดิม

“ไม่กลัวเขาแล้วเหรอ”

นิลเนตรซักไซ้ด้วยความสงสัย พิมมาดาส่งยิ้มให้กับเธอ

“ก็มีบ้างแต่ไม่มากเท่ากับที่เจอกันวันแรก”พูดพลางหยิบเอกสารมาไล่ตรวจดูทีละแผ่น”อย่างที่บอก เมื่อต้องอยู่ร่วมกันมันก็ต้องทำใจและปรับตัว”

“สุดยอดเลยนะเธอเนี่ย เป็นฉันป่านนี้ได้วิ่งแจ้นไปหาหมอผีหรือไม่ก็พระมาทำพิธีขับไล่ให้กระเจิงไปแล้ว”

“เขาบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่มีประโยชน์”พิมมาดาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย นิลเนตรตั้งท่าเตรียมจะแย้งแต่ต้องหยุดเมื่อได้ยินเสียงร้องถามดังมาจากด้านนอก

“นิลเนตรมาหรือยัง”

นายองอาจถามฤทธิ์ที่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ เขาชี้ไปที่ห้องทำงานของพิมมาดาพร้อมกับพูดอย่างสุภาพ

“มาแล้วครับ”

ผู้เป็นนายหันมามองทันที นิลเนตรขยับเตรียมจะเดินเข้าไปหาแต่นายองอาจกลับสั่งเสียงห้วน

“ขอกาแฟผมแก้วนึง”

พูดจบก็ก้าวเข้าไปในห้องโดยไม่รอคำตอบรับจากเลขานุการสาว นิลเนตรกลืนน้ำลายและหันไปส่งยิ้มแหยกับเพื่อน

“สงสัยจะอารมณ์ไม่ดี”

“งั้นก็รีบไปเตรียมกาแฟสิ เดี๋ยวก็โดนดุอีกหรอก”

พิมมาดาเตือนเมื่อนิลเนตรเดินออกไปจากห้องแล้วเธอจึงเริ่มลงมือทำงาน หลังจากตรวจเอกสารไปได้ครู่ใหญ่หญิงสาวก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อพบว่าใบเบิกชุดหนึ่งขาดไป หลังจากตรวจดูอย่างละเอียดแล้วเธอจึงรู้ว่ามันมาจากแผนกสินค้า ตอนแรกหญิงสาวต่อโทรศัพท์สายตรงไปยังห้องทำงานของสิทธิศักดิ์แต่ไม่มีคนรับ ความที่อยากไม่อยากให้งานคั่งค้าง เธอจึงตัดสินใจลงไปทวงถามด้วยตัวเอง ระหว่างที่ลงจากบันไดพิมมาดาต้องถอนใจอย่างเบื่อหน่ายเมื่อเห็นนงนภัสกำลังเดินสวนขึ้นมาพอดี ความที่ไม่อยากให้มีเรื่องเธอจึงแสร้งทำเป็นไม่มองแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่คิดแบบนั้นเพราะทันทีที่เห็นพิมมาดา นงนภัสก็เริ่มเปิดศึกด้วยการพูดลอยๆ

“ตัวซวย”

หญิงสาวเม้มปากแน่นและพยายามเดินเลี่ยงแต่นงนภัสกลับขยับมายืนขวางและจ้องหน้าเธออย่างเอาเรื่อง

“กล้าดียังไงถึงได้มาแส่กับเรื่องของฉัน”

“ไม่ทราบว่าคุณนงนภัสกำลังพูดเรื่องอะไร”พิมมาดาตอบอย่างใจเย็น อีกฝ่ายมองเธอด้วยดวงตาวาว

“อย่ามาทำเป็นไร้เดียงสา”น้ำเสียงที่แม้จะไม่ดังเท่าไหร่นักแต่ก็เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด”แกไม่ใช่เหรอที่ใส่ไฟจนคุณองอาจไม่ยอมซื้อรถคันใหม่ให้ฉัน”

“นั่นเป็นการตัดสินใจของท่าน ฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง”

“อย่ามาโกหก ถ้าไม่ใช่แกแล้วจะเป็นใคร นังนิลเนตรน่ะเหรอ เฮอะ มันก็ดีแต่ชงกาแฟกับคอยรับคำสั่งเท่านั้น ในบริษัทนี้คนที่พูดให้คุณองอาจเชื่อได้น่ะมีแค่แกเพียงคนเดียว”

“คุณกำลังเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ฉันไม่ได้...”

“พอทีฉันไม่อยากฟัง” นงนภัสตัดบทและยื่นหน้าเข้าไปหาพิมมาดา “ฉันจะทำให้แกรู้ว่าคนที่มากล้าตอแยกับฉันน่ะจะมีผลลัพท์ยังไง”

พูดจบนงนภัสก็เอาหัวโขกกำแพงและส่งเสียงกรี๊ดออกมาดังลั่นตามด้วยแกล้งทำเป็นหงายหลังล้มกลิ้งขลุกๆลงจากบันได เสียงของเธอทำให้คนทั้งบริษัทรีบวิ่งออกมาดู นิลเนตรเบิกตากว้างเมื่อเห็นนงนภัสกำลังนอนร้องครวญครางอยู่ที่พื้นในขณะที่พิมมาดายืนตกตะลึงอ้าปากค้างอยู่ด้านบน

“มีอะไร” เสียงนายองอาจร้องถามและอุทานด้วยความตระหนกเมื่อเห็นสภาพของ
นงนภัส เขารีบวิ่งลงไปประคองและมองหน้าผากที่บวมปูดของเธอ”เกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณถึงเป็นแบบนี้”

นงนภัสแสร้งบีบน้ำตาและกอดนายองอาจแน่น

“คุณพิมผลักนงค่ะ”

“ว่าไงนะ” นายองอาจเงยหน้าขึ้นมองพิมมาดาที่ยืนหน้าซีด”ทำไมคุณถึงทำแบบนั้นพิมมาดา”

“คุณองอาจกำลังเข้าใจผิด พิมไม่ได้...”

“เข้าใจผิด ก็เห็นอยู่ทนโท่ว่านงนอนกองอยู่กับพื้น หรือคุณจะบอกว่าเธอโกหก”

น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธ นงนภัสแอบยิ้มมุมปากก่อนจะเอียงใบหน้าซบไหล่ของนายองอาจพร้อมกับพูด

“อย่าไปโกรธคุณพิมเลยค่ะ นงผิดเองที่เข้าไปขอโทษเธอถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนโดยไม่สังเกตให้ดีว่าคุณพิมกำลังหงุดหงิด” เธอมองพิมมาดาและพูดด้วยใบหน้าที่น่าสงสาร

“ขอโทษนะคะคุณพิม”

พิมมาดายืนตัวสั่นทำอะไรไม่ถูกเพราะคิดไม่ถึงว่านงนภัสจะใช้วิธีสกปรกแบบนี้ เธอหันไปมองเพื่อนร่วมงานที่กำลังยืนตกตะลึงกับเหตุการณ์ก่อนจะหันกลับไปที่เจ้านายของตัวเอง

“แต่ฉันไม่ได้ทำ คุณนงเขาตกลงไปเอง”

เธอหลุดปากพูดออกมาในที่สุด แต่ในเวลานี้คำอธิบายจะไม่เป็นผลเพราะนายองอาจเห็นว่ามันเป็นเพียงแค่คำแก้ตัว

“คุณกำลังจะบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะนงกระโดดลงมาเอง” พูดพลางพยุงให้นงนภัสยืนขึ้น”คุณกล้าพูดแบบนี้ได้ยังไงน่ะพิมมาดา”

“แต่มัน”

“พอที!”เสียงนายองอาจดังลั่นจนพนักงานทุกคนสะดุ้ง “ถ้าหงุดหงิดมากนักก็กลับบ้านไปซะไม่ต้องมาทำงาน”

เขาประคองนงนภัสไปนั่งที่เก้าอี้และหันไปสั่งนิลเนตรที่ยืนนิ่งไม่ยอมขยับ

“มัวทำอะไรอยู่ โทร.เรียกรถพยาบาลเร็ว”

“ค่ะ”

เมื่อเห็นเลขานุการสาววิ่งหายขึ้นไปชั้นบนแล้วดวงตาของนายองอาจจึงปรายไปที่พิมมาดา

“ยังจะมายืนอยู่อีก เก็บของแล้วกลับบ้านไปซะ ผมไม่ต้องการฟังคำอธิบายอะไรจากคุณ พวกที่เหลือก็กลับไปทำงานได้แล้ว หรือถ้าใครไม่พอใจจะกลับไปพร้อมพิมมาดาก็ได้นะ”

ลงท้ายประโยคเสียงห้วน พนักงานทุกคนจึงรีบกลับไปนั่งประจำที่ มีเพียงพิมมาดาเท่านั้นที่ยังคงยืนนิ่ง หัวใจของเธอร่ำร้องให้เจ้านายหันมาฟังความจริงแต่ท่าทางที่ไม่แยแสของเขาทำให้หญิงสาวสำนึกว่าต่อให้พูดอย่างไรก็คงไม่เป็นผล ยิ่งเมื่อเห็นสายตาเย้ยหยันจากนงนภัสแล้ว
พิมมาดาแทบอยากจะกรีดร้องออกมา แต่จิตใจที่เข้มแข็งเตือนไม่ให้กระทำเช่นนั้น เธอจึงจำต้องเดินกลับไปที่ห้องเพื่อหยิบกระเป๋าและก้าวออกจากบริษัทด้วยอาการสงบนิ่งกระทั่งถึงบ้าน หลังจากวางกระเป๋าไว้บนโต๊ะแล้วหญิงสาวจึงเปิดตู้เย็นหยิบน้ำมารินใส่แก้ว ความที่จิตใจไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัวมันจึงถูกรินไปเรื่อยจนล้นออกจากแก้ว ภูธรายืนมองน้ำที่ไหลนองเต็มโต๊ะด้วยความแปลกใจแต่พอจะขยับปากถามก็ต้องชะงักเมื่อเห็นหยาดน้ำหยดแหมะลงบนหลังมือของเธอ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองภูตหนุ่มจึงรู้ว่ามันคือน้ำตาของหญิงสาวนั่นเอง

“พิมมาดา”

แม้เสียงจะไม่ดังนักแต่ผู้ถูกเรียกก็สะดุ้งขึ้นสุดตัว เธอมองน้ำที่นองเต็มโต๊ะด้วยความตกใจเมื่อตั้งสติได้จึงรีบหันไปคว้าผ้าขี้ริ้วมาเพื่อทำความสะอาดแต่ต้องหยุดชะงักเพราะลมกลุ่มหนึ่งพัดมาปะทะ ภูธราเลื่อนกายมายืนใกล้เธอพร้อมกับพูด

“เจ้าร้องไห้”

มือข้างหนึ่งยื่นออกมาหมายจะแตะพวงแก้มของหญิงสาวแต่สิ่งกระทบกลับเป็นเพียงกระแสลม พิมมาดารีบยกมือขึ้นเช็ดหน้าของตัวเอง

“แค่ฝุ่นเข้าตาเท่านั้น”

“ลืมไปแล้วหรือว่าข้าก็อยู่ที่นั่นด้วย” ภูตหนุ่มพูดและมองหญิงสาวด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย”ผู้หญิงคนนั้นร้ายกาจมาก หากเจ้าไม่ต้องการเห็นนางอีกต่อไปข้าก็จะจัดการให้”

“นายจะทำแบบนั้นไมได้นะภูธรา” พิมมาดารีบห้าม เมื่อเห็นเขาขมวดคิ้วเหมือนจะไม่เข้าใจแล้วเธอจึงก้มหน้าลง

“ฉันไม่อยากให้นายทำร้ายมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะเป็นคนเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม”

น้ำตาที่เหือดแห้งไปเมื่อครู่กลับรื้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงสายตาตำหนิรวมทั้งคำพูดเชิงขับไล่อย่างไร้เหตุผลจากนายองอาจ

“แต่ผู้หญิงคนนั้นทำให้เจ้าเสียใจ”

พิมมาดาส่ายหน้าช้าๆ

“นงนภัสไม่มีค่าขนาดนั้นหรอก”เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอและทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้พร้อมกับทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง “ที่ฉันเสียใจก็คือ ความเชื่อถือจากคนที่ฉันเคารพมากที่สุด”

“เจ้าหมายถึงผู้ชายที่ชื่อองอาจ เท่าที่ข้าสังเกตเขาเป็นคนมีเหตุผลและเชื่อใจเจ้ามาก”

“แต่สายตาในวันนี้มันบอกว่าคุณองอาจจะไม่มีวันเชื่อถือฉันอีกต่อไป” หยาดน้ำใสบริสุทธิ์ปริ่มที่ขอบตา”พรุ่งนี้ฉันคงไปทำงานไม่ได้แล้วล่ะภูธรา”

พูดจบน้ำตาที่เอ่อล้นก็ไหลพรากลงมาบนพวงแก้ม ภูธรายืนตัวแข็งค้างนิ่งเพราะคาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้พิมมาดาเศร้าโศกเสียใจถึงขนาดนี้ หัวใจของภูตหนุ่มปรารถนาที่จะเดินเข้าไปหาและโอบกอดหญิงสาวเอาไว้ในอ้อมแขนที่แข็งแกร่ง แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่ส่งสายลมให้ลูบเลื่อนไปตามร่างกาย มือที่หมายจะซับน้ำตาอยู่ห่างกันเพียงปลายนิ้ว มีแค่ลมเท่านั้นที่สามารถสัมผัสพวงแก้มอย่างแผ่วเบา แม้จะไล้อย่างอ่อนโยนแต่ก็ไม่อาจปาดหยาดน้ำที่เปรอะเปื้อนใบหน้าของเธอออกไปได้ ความเจ็บแปลบปะทุขึ้นในอก เป็นครั้งแรกที่ภูธรารู้สึกเจ็บใจที่แม้จะเอ่ยปากปลอบประโลมแต่ก็ไม่อาจเช็ดน้ำตาให้กับคนที่ตนรักได้เลย

“เจ้ามีหัวใจที่บริสุทธิ์ ข้าเชื่อว่าไม่ช้าคนพวกนั้นก็คงจะเข้าใจ”

“ไม่มีวัน” พิมมาดาพูดเสียงแห้ง ภูธราจึงถามเสียงนุ่ม

“ทำไมจึงคิดเช่นนั้นล่ะ”

“ก็เพราะ...”คำที่ต้องการจะแย้งถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอเมื่อเห็นใบหน้าที่แสดงความเชื่อถืออย่างจริงจังของภูตหนุ่ม หญิงสาวจึงก้มหน้าลงและถามเสียงแผ่ว”นายคิดแบบนั้นจริงๆเหรอภูธรา”

“ข้าเคยเห็นคนไม่ดีเข้าไปอยู่ในป่า ถึงจะซ่อนตัวดีแค่ไหนสุดท้ายก็ถูกเจ้าหน้าที่ตามจนเจอ”

“แต่นี่มันไม่เหมือนกัน นงนภัสก็เป็นภรรยาของคุณองอาจ ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องเชื่อเธอ”

พิมมาดาพูดเสียงเครือพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา ภูธราส่งยิ้มที่แสนอ่อนโยนให้กับเธอ

“คำพูดของมนุษย์มักถูกพิสูจน์ด้วยกาลเวลา วันหนึ่งข้างหน้าเขาจะต้องรู้ความจริง เจ้าเป็นคนเข้มแข็งคงไม่ยอมแพ้ด้วยเรื่องแค่นี้ใช่ไหม”

น้ำเสียงนุ่มสร้างความสบายใจได้อย่างประหลาด หญิงสาวบีบมือตัวเองพลางคิดตามสิ่งที่เขาพูดและนึกย้อนไปถึงคุณตาคุณยาย ตั้งแต่เล็กจนโตพวกท่านจะพร่ำสอนถึงการทำความดี มีหัวใจที่เข็มแข็งอดทนไม่ย่อท้อต่อสิ่งใด แม้จะมีอุปสรรคหนักหนาสาหัสแค่ไหนก็ให้ยืนหยัดเชิดหน้าขึ้นอย่าได้ยอมแพ้ ที่สำคัญคือสติที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปกับคำว่าร้ายของพวกนิสัยพาล สีหน้าที่ดูผ่อนคลายของเธอทำให้ภูตหนุ่มยิ้มอย่างยินดี

“สบายใจขึ้นแล้วใช่ไหม”

“ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย” พิมมาดาตอบพร้อมกับระบายลมหายใจค่อนข้างยาว”แต่พรุ่งนี้ฉันจะทำยังไงดี คุณองอาจคงเกลียดขี้หน้าฉันไปแล้วล่ะ”

“เจ้าก็นั่งทำงานอยู่แต่ในห้องไม่ต้องออกมาเจอเขาก็สิ้นเรื่อง”

ภูธราแนะนำไปตามตรง หญิงสาวฝืนยิ้ม

“พูดน่ะง่ายแต่เอาเข้าจริงคงลำบาก” เธอถอนใจออกมาอีกครั้งและลุกขึ้น “ตอนนี้กลุ้มไปก็เท่านั้น พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที”

เธอเดินไปหยุดที่หัวบันไดและนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะหันหน้ากลับมายังภูตหนุ่ม

“ขอบใจมากนะภูธรา”

พูดจบก็วิ่งหายขึ้นไปบนห้อง ส่วนภูธรายืนนิ่งเช่นนั้นอยู่ครู่หนึ่งจึงเลื่อนตัวผ่านผนังออกไปด้านนอกและลอยขึ้นไปหยุดอยู่ที่หน้าต่างห้องของพิมมาดา แม้ตอนนี้จะสามารถเรียกรอยยิ้มของเธอให้กลับคืนมาได้อีกครั้งแต่ภาพใบหน้านองน้ำตาของหญิงสาวบีบคั้นหัวใจของภูธราให้เจ็บปวดจนสุดจะทน เขาก้มหน้าลงมองมือของตัวเองด้วยความรวดร้าวใจ หากมีเลือดเนื้อเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ มือคู่นี้คงประคองกอดและซับน้ำตาให้เธอได้ แต่เพราะเขาเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนซ้ำยังเป็นภูตครามซึ่งไม่อาจสัมผัสหญิงสาวได้แม้ใช้เพียงปลายนิ้ว หากยังคงม่สภาพเช่นนี้ต่อไปเขาคงไม่มีวันทำให้เธอมีความสุขได้เลย

“ข้าต้องเป็นมนุษย์”

พูดพลางเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์เว้าแหว่งสีซีด ความคิดล่องลอยกลับไปยังผืนป่าอันเป็นถิ่นกำเนิด ถ้าความอัศจรรย์ของพลังธรรมชาติสามารถสร้างภูตครามขึ้นมาได้ก็ย่อมมีหนทางที่จะทำให้เขามีเลือดเนื้อได้เช่นเดียวกัน และผู้เดียวที่จะล่วงรู้วิธีนั้นคือหัวหน้าชนภูตคราม
นึกเช่นนั้นแล้วภูตหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะเดินทางกลับป่าแต่ความเป็นห่วงทำให้เขาจำต้องยับยั้งความคิดนั้นเอาไว้เพราะแม้ภูตครามไปไหนมาไหนได้อย่างรวดเร็วเหมือนสายลม แต่ภูธราก็ยังไม่อยากทิ้งให้หญิงสาวต้องอยู่ตามลำพัง ดวงตาสีสวยของภูตหนุ่มมองเข้าไปในห้อง ภาพของ
พิมมาดาที่ยังคงสะอื้นทั้งหลับไหลทำให้เขาต้องระบายลมหายใจออกมาและตัดสินใจว่าจะคอยให้กำลังใจเธออีกสักระยะ เมื่อหญิงสาวดีขึ้นกว่าเดิมแล้วเขาจึงจะกลับป่าเพื่อถามหาวิธีเป็นมนุษย์จากท่านวิษธร

*/*/*/*/*

คุณใบบัวน่ารัก – นั่นสิคะ ต้นไม้อายุเยอะบ้านเราคงหายาก ภูตหล่อๆเลยพลอยไม่มีไปด้วย เฮ้อ....
คุณดารานิล – ถ้ามีภูตอย่างภูธรา พี่คงไม่ปลูกแค่ดอกทิวลิปหรอกค่ะ อาจจะเพิ่มซากุระ เมเปิ้ล ลงไปด้วย จะได้มีบ้านบรรยากาศต่างประเทศไปเลย 5 55
คุณpulala – เอ่อ...น้ำทิพย์ นางเอกเรื่องเทวทูตที่รักค่ะ หลายเรื่องติดกันเลยชักเพี้ยน




มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 27 ก.ย. 2555, 18:06:07 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 27 ก.ย. 2555, 18:06:07 น.

จำนวนการเข้าชม : 1268





<< บทที่ 9 ภูตร้ายหรือองครักษ์   บทที่ 11 หวนคืนสู่ป่า >>
Pat 27 ก.ย. 2555, 19:06:14 น.
ตรงที่เกิดเหตุมีกล้องติดไว้บ้างไหมคะ คุณองอาจน่าจะรู้จักนิสัยลูกน้อง กับอีหนูของตัวเองดี ไม่น่าจะเข้าข้างกันขนาดนั้น


wii 27 ก.ย. 2555, 20:16:37 น.
อีตาองอาจเเค่อยากเเยกเสือสองตัวออกจากกันเเค่นั้นมั้ง ท่าทางจะรู้สันดานเมียน้อยของตัวเองดีนี่นา


ดารานิล 28 ก.ย. 2555, 11:28:29 น.
แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย พี่ภูจะกลายเป็นมนุษย์แล้วเหรอ!!! อยากให้เป็นเร็วๆ จัง จัดหนักเลยนะะคะพี่มูนนี่ กร๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account