ความทรงจำในผืนทราย(My Last Memory)
บทสวดแห่งความตายนำวิญญาณของฟาโรห์หนุ่มให้คืนชีพ
ทว่า แผ่นดินที่เขายืนอยู่หลังจากมีชีวิตอีกครั้ง กลับไม่ใช่อาณาจักรของตน
หากเป็นห้องพักของนักศึกษาสาวคนหนึ่ง
ความอลเวง วุ่นวายและภยันตราย
สร้างรักแท้ร้อยรัดมัดคุณหนูผู้เอาแต่ใจและฟาโรห์หนุ่มไว้ด้วยกัน
แต่เมื่อความทรงจำเริ่มเรียกหาบุรุษจากอดีตกาล
เธอจะทำเช่นไรเพื่อรักษาความรักนี้ไว้
ไม่ให้หายไปกับ....ผืนทราย
Tags: รัก,ฟาโรหื

ตอน: บทที่ 9 คำถามกับความสงสัย

บทที่ 9

คำถามกับความสงสัย

“อย่างที่รู้ ชาวอียิปต์เชื่อว่าเทพเจ้าโอซิริสเคยเป็นฟาโรห์บนโลก ดังนั้นต่อมาฟาโรห์แต่ละพระองค์จึงทรงถือตัวเองว่าเป็นตัวแทนของเทพเจ้าฮอรัส” เสียงอาจารย์ผู้สอนวิชาอารยธรรมตะวันออกกำลังบรรยายอยู่หน้าห้อง เขากดปุ่มเครื่องฉายสไลด์และพูดต่อ

“ต่อมาฟาโรห์ในแต่ละอาณาจักรได้ตกแต่งมงกุฎให้สวยงามตามความเหมาะสม ด้วยเหตุนี้จึงมีมงกุฎลักษณะต่างๆที่ฟาโรห์ทรงสวมทั้งในขณะที่ยังทรงพระชนม์ชีพและสวรรคตไปแล้ว”

แผ่นภาพฉายภาพมงกุฎฟาโรห์ทรงสูงที่มีลักษณะเกลี้ยงเกลา แป้งนั่งมองด้วยความสนใจ

“มงกุฎแบบที่หนึ่งเรียกว่าเฮดเจ็ต เป็นมงกุฎของเทวีและฟาโรห์แห่งอาณาจักรบน มีลักษณะกลมสูงหรือรูปร่างคล้ายกรวยกลม สันนิษฐานว่าอาจทำจากป่านลินิน เฮดเจ็ตเป็นสัญลักษณ์ของเทพีเน็คคีเบ็ต เทวีแห่งอาณาจักรไอยคุปต์ทางใต้”

ภาพสไลด์เปลี่ยนไป เสียงอาจารย์ผู้สอนอธิบายอย่างช้าๆและชัดเจน

“มาที่มงกุฎแบบที่สอง มงกุฎชนิดนี้ถูกเรียกว่าเด็ซเร็ต เป็นมงกุฎของเทพเจ้า เทวีหรือ
ฟาโรห์แห่งอาณาจักรล่าง.........”

“วันนี้ตั้งอกตั้งใจเรียนจังเลยนะยายปาน” เสียงมนกระซิบขัดการบรรยาย แป้งบันทึกคำอธิบายของอาจารย์ขณะที่ตอบพื่อนของเธอ

“ก็ฉันชอบอารยธรรมอียิปต์นี่นา” เธอหันไปมองหน้ามนทิรา “มันดูลึกลับและมีเสน่ห์ออกจะตายไป”

“แต่ฉันชอบพวกสุเมเรียนมากกว่า” มนทำตาฝัน “ลองคิดภาพสวนลอยแห่งบาบิโลนดูสิ ไหนจะหอคอยบาเบลที่สูงค้ำฟ้าแล้วยังประตูอิชทาร์สีน้ำเงินเข้มที่น่าหลงใหลอีก มันน่าทึ่งกว่า
ปิระมิดทึบๆของอียิปต์ตั้งแยะ”

“ฉันว่าเธอคลั่งไคล้พวกเจ้าชายอาหรับมากกว่า” เสียงแก้วพูดขึ้นด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ “เห็นอ่านแต่นิยายแนวนี้จนลืมกินข้าวกินปลา”

“แหมก็พวกเขาหล่อนี่นา” มนเถียง “ลองคิดดูสิ ตาคม ผมยาวขี่ม้าถือดาบท่าทางดุดัน เฮ้อ...ถ้าได้เป็นแฟนจะเอาอกเอาใจทุกอย่างไม่ให้เขากระดิกตัวทำอะไรเลย”

“พอแก่ตัวลงก็เป็นง่อยหรือไม่ก็อัมพาตถามหา” แก้วประชด “ฝันเฟื่องอะไรไม่เข้าท่า พวกเจ้าชายอะไรนั่นก็แค่ดูหล่อดูเท่แต่ในนิยาย ตัวจริงน่ะอาจจะเจ้าชู้มีเมียแยะแถมชอบกดขี่ทางเพศก็ได้ก็ได้ใครจะรู้”

“แล้วทำไมต้องเอาชีวิตจริงมาปนกับความฝันด้วยเล่ายายแก้ว ฉันขอมีความสุขกับการคลั่งเจ้าชายในฝันแบบนี้ยังไงก็ยังดีกว่าพวกบ้าดาราหน้าตี๋อย่างเธอก็แล้วกัน”

“ดาราผิวขาวตาคมต่างหากหน้าตี๋ที่ไหนกัน” แก้วแหวขึ้นมาด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก แป้งนั่งมองสงครามคลั่งตัวละครระหว่างเพื่อนทั้งสองแล้วยิ้มเมื่อนึกถึงบุรุษจากอดีตกาลที่ป่านนี้คงกำลังนั่งรอเธออยู่ในห้อง

“คาเฟรคงไม่ปลอดภัยแน่ถ้าเจอยายสองคนนี่เข้า”

“เธอว่าอะไรนะปาน” มนหันไปถามเพื่อน หญิงสาวรีบสั่นหน้าทันที

“ฉันแค่กำลังลำดับไล่เรียงราชวงศ์ต่างๆของอียิปต์” เธอหันไปให้ความสนใจการบรรยายของอาจารย์อีกครั้ง มนกับแก้วมองหน้ากันแล้วยิ้ม

“สงสัยยายปานคงตกหลุมรักฟาโรห์เข้าให้แล้ว ระวังจะหลุดมิติย้อนกลับไปหาพระเอกในยุคโบราณนะ” แก้วกระเซ้า แป้งจรดปากกาบนสมุดและเริ่มบันทึกสิ่งที่อาจารย์กำลังสอนพลางตอบเพื่อนด้วยน้ำเสียงไม่ดังนัก

“ตอนนี้มีแต่ฟาโรห์จากอดีตหลุดหลงมาที่นี่ต่างหาก”

เธอเงยหน้าขึ้นมองภาพจากสไลด์ที่ปรากฏขึ้นบนจอ และจ้องมงกุฎทรงสูงที่มีเครื่องหมายของการรวมอาณาจักรทั้งสองของไอยคุปต์อย่างสนอกสนใจ

“เมื่อแผ่นดินไอยคุปต์บนและล่างถูกผนวกเข้าไว้ด้วยกัน มงกุฎของฟาโรห์ในยุคนั้นจึงเปลี่ยนไปเป็นมงกุฎที่รวมเอาแบบของเฮดเจ็ตและเด็ซเร็ตเข้าไว้ด้วยกัน เราเรียกมงกุฎชนิดนี้ว่า มงกุฎเซ็ต”

สัญญาณบอกเวลาพักเที่ยงดังขึ้น อาจารย์วิชาอารยธรรมตะวันออกที่กำลังเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้าต่างๆของอียิปต์ชะงัก สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเสียดายก่อนจะบอกให้นักศึกษาของตนทำรายงานเกี่ยวกับความหมายของเครื่องประดับและค้นคว้าที่มาของเครื่องรางไอยคุปต์มาส่งในอาทิตย์หน้าก่อนจะเดินออกไปจากห้อง แป้งจัดแจงเก็บสมุดและตำราเรียนของเธอลงกระเป๋าสะพายใบโตพร้อมกับลุกขึ้น

“จะรีบกลับไปไหนปานตา” เสียงธวัชชัย หัวหน้าชั้นปีร้องถามเสียงไม่ดังนัก แป้งหันไปตอบเขา

“ฉันจะไปห้องสมุด อาจารย์สั่งให้ทำรายงานนายลืมไปแล้วหรือไงติ่ง”

“รายงานนั่นส่งอาทิตย์หน้าไม่ต้องรีบนักก็ได้” ธวัชชัยขยับแว่นตาขณะที่พูด “เธอต้องอยู่ประชุมเรื่องการรับน้องลืมไปแล้วหรือ”

“ไม่ได้ลืม” แป้งวางกระเป๋าและนั่งลงตามเดิม “แค่คิดว่าเดี๋ยวค่อยกลับมาฟังสรุปการประชุมจากยายมนก็ได้”

“เราต้องจับสลากเลือกน้องรหัส” ธวัชชัยพูดต่อโดยไม่สนใจฟังคำของหญิงสาว “ซึ่งจำเป็นมากเพราะปีนี้จำนวนรุ่นน้องของพวกเรามีมากกว่าพวกรุ่นพี่ ดังนั้นจะต้องมีคนที่ต้องคอยดูแลน้องรหัสสองคนพร้อมกัน”

“งานนี้หมดตัวแน่” เสียงดาวสาวสวยประจำคณะเปรยออกมาเบาๆ ธวัชชัยหันไปมองเธอทันที

“หน้าที่ของรุ่นพี่คือคอยดูแลและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเรียนกับน้องใหม่ไม่ใช่พาไปเลี้ยงดูปูเสื่อหรือซื้อของฟุ่มเฟือยแจกอย่างที่พวกเธอชอบทำ”

“รู้แล้วน่าตาแก่” ดาวย้อนเสียงไม่ดังนัก ธวัชชัยขยับแว่นของเขาอีกครั้งก่อนจะเริ่มอธิบายแผนการเกี่ยวกับการต้อนรับนักศึกษาใหม่ที่จะจัดขึ้นภายในมหาวิทยาลัย หลังจากแจกแจงรายละเอียดของงานให้เพื่อนทั้งหมดได้ทราบ เขาจึงหยิบกระป๋องมันฝรั่งกรอบใบหนึ่งขึ้นมา

“นี่เป็นหมายเลขและชื่อของน้องรหัสของพวกเรา” เขาเขย่ากระป๋องสองสามครั้ง “ให้เลือกหยิบกันคนละใบ แต่ถ้าใครได้ชื่อพร้อมกับเครื่องหมายบวกไปก็หมายความว่าเป็นผู้โชคดีได้ดูแลรุ่นน้องถึงสองคน”

“แล้วไอ้สลากที่ว่านั่นมันมีกี่ใบกัน” แก้วยกมือถาม ธวัชชัยแสยะยิ้ม

“ใบเดียวเอง” เขาตอบเสียงสูงขณะเปิดฝากระป๋อง “เอ้าเข้าแถวมาแล้วหยิบกันไปคนละใบ ขอให้ทุกคนโชคดี” เขาทิ้งท้ายด้วยสีหน้ากวนๆ

“แล้วนายล่ะไม่หยิบด้วยหรือ” ดาวถามหลังจากเปิดสลากของตัวและส่งเสียงหัวเราะดังลั่นเมื่อพบว่าตนเองได้รุ่นน้องชายคนหนึ่งซึ่งเธอจำได้ว่ามีหน้าตาน่ารัก ธวัชชัยล้วงมือเข้าไปในกระป๋องและดึงกระดาษสีขาวขนนาดเล็กออกมา

“หมายเลข 5 น้องขวัญ” เขายิ้ม “ไม่มีเครื่องหมายบวกด้วย โชคดีจริง”

“ของฉันก็ไม่มีเครื่องหมายบวก” มนส่งกระดาษให้แก้ว “แต่เสียดายชะมัดที่ได้น้องผู้หญิง”

“ของฉันสิโชคดีได้น้องป้อง” แก้วทำสีหน้าระรื่น “หน้าตาน่ารักอย่างกับนักร้องเกาหลี”

“แล้วยายปานล่ะได้รุ่นน้องผู้หญิงหรือผู้ชาย” มนหันไปถามแป้ง หญิงสาวยิ้มแห้งๆ

“ผู้หญิงแล้วก็มีนี่...” เธอชูกระดาษให้เพื่อนทั้งสองดู เสียงธวัชชัยหัวเราะร่า

“ยินดีด้วยปานตา เธอได้ดูแลน้องสองคน เอานี่ชื่อของคนที่เหลือ”

เขาส่งชื่อรุ่นน้องคนสุดท้ายให้แป้งจากนั้นจึงจัดแจงหยิบซองกระดาษสีน้ำตาลใบหนึ่งออกมาและเปิดมันออก

“นี่เป็นรายละเอียดของงานและหน้าที่ของรุ่นพี่แต่ละคน” เขาแจกแผนงานที่ทำมาให้กับเพื่อนคนละใบ “เราต้องจัดซุ้มรับน้อง ดังนั้นวันศุกร์นี้ทุกคนคงต้องอยู่ช่วยกันทำ บางทีอาจจะต้องค้าง ห้ามหาข้ออ้างเลี่ยงอย่างเด็ดขาดและอย่าลืมบอกทางบ้านให้รู้ด้วย”

“แล้วพวกอาจารย์รู้แล้วหรือยัง” นิด สาวน้อยผู้มีลักษณะเหมือนคนคงแก่เรียนถาม ธวัชชัยยักคิ้ว

“คิดว่าฉันเป็นพวกทำอะไรขอไปทีอย่างนั้นหรือ” เขาขยับแว่นและวางท่าเหมือนเป็นบุคคลสำคัญ “คนอย่างนายธวัชชัยต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนเสมอ”

“แล้วตกลงนายบอกอาจารย์เรื่องสถานที่แล้วหรือยัง” นิดถามย้ำ อีกฝ่ายพยักหน้า

“เรียบร้อยแล้ว”

“ก็แค่นั้น” หญิงสาวตัดบทด้วยท่าทางรำคาญก่อนจะหยิบกระเป๋าของเธอขึ้นมาสะพาย “เสร็จธุระแล้วใช่ไหมฉันจะได้ไปอ่านหนังสือ”

ธวัชชัยพยักหน้าแทนการตอบแต่ยังช้ากว่าเพื่อนสาวของเขาที่ก้าวออกไปจากห้องเรียบร้อยแล้ว แป้งอ่านรายละเอียดในแผ่นกระดาษนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจ

“ต้องค้างคืนด้วยหรือนี่” เธอพับกระดาษแผ่นนั้นและใส่ไว้ในกระเป๋าถือ “คงต้องซื้ออาหารตุนเอาไว้แล้วสิเรา”

*/*/*/*/*

คาเฟรมองแป้งที่กำลังวางกระเป๋าสะพายไว้บนโต๊ะก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นและหยิบขวดน้ำดื่มออกมาวาง

“กลับมาแล้วหรือ” ชายหนุ่มทักและลุกขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้ด้านตรงข้ามกับหญิงสาว เธอยิ้มขณะที่รินน้ำใส่แก้ว

“ไปจำคำพูดนี้มาจากไหน”

คาเฟรชี้นิ้วหัวแม่มือไปทางจอโทรทัศน์แทนการตอบ เขามองอีกฝ่ายซึงกำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม

“แรดแปลว่าอะไร”

จู่ๆชายหนุ่มก็ถามขึ้นมา แป้งพ่นน้ำออกมาจากปากทันทีพร้อมกับสำลักไอสองสามครั้ง

“นายถามว่าอะไรนะ”

“คำว่าแรด” คาเฟรเน้นย้ำทีละคำ “มันแปลว่าอะไร”

“นี่นายไปเอาคำนี้มาจากไหน” แป้งถามเสียงสูง ฟาโรห์หนุ่มเลิกคิ้ว

“นั่นไง” เขาพยักหน้าไปทางด้านหลัง “ฉันดูสิ่งที่เธอเรียกว่า ละคร เห็นพวกผู้ชายชอบพูดคำคำนี้กับผู้หญิงบ่อยมาก”

“ฉันเคยบอกนายแล้วใช่ไหมว่าห้ามจำคำพูดมาจากละครทีวี” หญิงสาวพูดและถอนหายใจ “ให้ตายเถอะนี่ขนาดโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ”

“แล้วตกลงคำนี้มันแปลว่าอะไร” คาเฟรยังคงถาม แป้งนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเดินไปหยิบสมุดรวมภาพสัตว์ป่าออกมาจากชั้นหนังสือ

“แรดเป็นชื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” เธอเปิดหน้าที่มีภาพสัตว์ชนิดนี้แล้วส่งให้ชายหนุ่มดู “จัดเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่ง”

“ดึกดำบรรพ์”

“ของที่เก่ามากๆน่ะ” แป้งอธิบายด้วยความรู้สึกอ่อนอกอ่อนใจ ฟาโรห์หนุ่มมองรูปสัตว์สี่เท้าที่มีนออยู่บนปลายจมูก

“ฉันเคยเห็นเขาแบบนี้ พวกนูเบียเคยนำมามอบให้ตอนแพ้สงคราม”

“นั่นเขาเรียกว่า นอ” หญิงสาวพูดขณะหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ คาเฟรมองสัตว์ที่อยู่ในหนังสือด้วยความสนใจ

“เป็นสัตว์ที่ดูแข็งแรงมาก น่านำมาปล่อยไว้ในทุ่งปาปิรัสแล้วไล่ล่าเล่น”

“คิดอะไรบ้าๆ!” แป้งร้องลั่นด้วยความไม่พอใจจนชายหนุ่มสะดุ้ง “การฆ่าสัตว์มันสนุกตรงไหน”

“ก็มากกว่าการไล่ล่าคน” คาเฟรตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนสิ่งที่เขาพูดออกมานั้นมันแสนธรรมดาเสียเหลือเกิน “ยิ่งถ้าคนไหนสามารถล้มสิงโตได้ จะถูกนับถือว่าเป็นผู้กล้าที่มีฝีมือ”

“คนขลาดที่ชอบเอาเปรียบคนอื่นล่ะไม่ว่า” หญิงสาวยื่นหน้าเข้าไปหาฟาโรห์หนุ่ม “ฉันเกลียดพวกกีฬาลูกผู้ชายแบบนี้ที่สุด”

“การล่าสัตว์ไม่ดีตรงไหน”

“ตรงที่พวกมันไม่มีทางสู้” แป้งจ้องหน้าคาเฟร “พวกผู้กล้ามันก็เก่งแต่ปาก บอกว่าเป็นนักล่าแต่ที่จริงแล้วก็แค่เอาจำนวนคนมากเข้ารุมสัตว์ที่กำลังตกใจตื่นเพียงตัวเดียว แถมยังใช้อาวุธสารพัดทั้งยิงทั้งแทงมัน ลองคิดดูสิว่าสัตว์เหล่านั้นมันจะเจ็บปวดทรมานขนาดไหนกว่าจะตาย”

“ฉันก็แค่...” ชายหนุ่มชะงักคำพูดเมื่อเห็นท่าทางโกรธจัดของแป้ง

“อย่าให้ฉันได้ยินนายพูดถึงการล่าสัตว์อีก”

“ได้” คาเฟรรับคำเสียงอ่อน “ตกลงคำว่าแรดนี่คือเจ้าสัตว์ตัวนี้ใช่ไหม”

หญิงสาวมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกทั้งโกรธและขัน เธอทิ้งตัวกลับลงนั่งที่เก้าอี้แล้วระบายลมหายใจ

“ให้ตายสิคนอย่างนายนี่มัน” เธอหัวเราะออกมาเบาๆ “ความหมายโดยตรง ใช่ มันเป็นชื่อของสัตว์ที่นายเห็นในรูปนั่น”

“ฉันไม่เข้าใจ แล้วผู้ชายพวกนั้นจะพูดคำคำนี้กับผู้หญิงทำไม ฉันไม่เห็นว่าพวกนั้นจะมีหน้าตาเหมือนสัตว์นี่เลยสักนิด”

“มันยังมีความหมายอื่นอีก” แป้งพูดขึ้น “ตามธรรมชาติ แรดจะมีหนังที่หนามากชนิดที่ธนูหรือดาบฟันแทบจะไม่เข้า เราก็เลยนำชื่อของมันมาเปรียบเทียบกับคนที่ไม่รู้จักอายว่ามีใบหน้าที่หนาเหมือนกับหนังแรด ทำอะไรได้ทุกอย่างโดยไม่มีความรู้สึก”

“มันเป็นคำที่ไม่ดีหรือนี่”

“ใช่” หญิงสาวจ้องหน้าเขา “ห้ามพูดคำนี้กับคนอื่นอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะผู้หญิง”

“ตกลง” คาเฟรนิ่งไปเล็กน้อยคล้ายลังเลในสิ่งที่จะพูดออกมา แป้งจึงเป็นฝ่ายถามขึ้นมาเสียเอง

“สงสัยคำอะไรอีก”

“ก็ไม่เชิง” ฟาโรห์หนุ่มปิดหนังสือ “คราวนี้ไม่ใช่คำพูดแต่เป็นการกระทำ” เขานิ่วหน้าราวพยายามเรียบเรียงคำ

“ฉันสงสัยว่าทำไมผู้ชายกับผู้หญิงในละครถึงชอบใช้ปากกัดกัน”

“สงสัยเรื่องอะไรแบบนั้น!” แป้งพูดเสียงดังลั่น คาเฟรสะดุ้งสุดตัวและมองหน้าที่แดงจัดของหญิงสาว

“ก็ฉันเห็นพวกเขาชอบ.....”

“ต่อไปนี้ห้ามนายดูละครเด็ดขาด!” หญิงสาวคว้าหนังสือมาจากมือของเขา “ฉันจะตัดสัญญาณให้รับได้แต่สารคดี”

คาเฟรมองแป้งที่กำลังเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปที่ห้องสมุด เขาหันไปมองจอภาพโทรทัศน์แล้วเลื่อนสายตากลับไปทางหญิงสาวอีกครั้ง

“ก็แค่อยากรู้ว่ามันเป็นการต่อสู้อย่างหนึ่งหรือเปล่าเท่านั้น ทำไมต้องโกรธด้วย” ฟาโรห์หนุ่มยกมือขึ้นเกาศีรษะอย่างงุนงงแล้วส่ายหน้า

“ไม่เข้าใจผู้หญิงยุคนี้เลยจริงๆ”

*/*/*/*/*









มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 27 ก.ย. 2555, 18:09:40 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 27 ก.ย. 2555, 18:09:40 น.

จำนวนการเข้าชม : 1252





<< ความทรงจำในผืนทราย บทที่ 8 รัชทายาทนอกสมรส   บทที่ 10 ความร้ายกาจของน้องใหม่ >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account