เทวทูตที่รัก
เปลือยกายล่อนจ้อน !

ประโยคท้ายวิ่งวนอยู่ในความคิด ภาพของราฟาเอลในสภาพเปลือยเปล่าผุดขึ้นมาในหัวเหมือนภาพยนต์ที่ฉายซ้ำไปมา หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความแกร่งของแผ่นอกหรือมัดกล้ามอันงดงามบนหน้าท้อง หากแต่เป็นตำแหน่งประจำกายที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางของลำตัว น้ำทิพย์นึกทบทวนถึงเรื่องราวที่ศึกษาค้นคว้ามาไม่ว่าจะเป็นตำรา นิยายหรือแม้แต่กระทั่งสิ่งที่อาจารย์เพิ่งบอกไปเมื่อวันวาน ทุกคนล้วนกล่าวตรงกันว่าเทวดาทางฝั่งตะวันตกนั้นไม่มีเพศ

โกหกชัดๆ แล้วสิ่งที่เธอเห็นเมื่อครู่ล่ะ มันคืออะไร !

Tags: ราฟาเอล

ตอน: บทที่ 6 ลูซิเฟอร์

บทที่ 6 ลูซิเฟอร์

เช้าวันรุ่งขึ้นน้ำทิพย์ลืมตาตื่นด้วยความสดชื่นมากกว่าทุกวัน ไม่ใช่เพราะอากาศที่แจ่มใสหรือเสียงนกที่มาตั้งแถวจับกลุ่มร้องเพลงกันบนสายไฟฟ้า แต่เพราะการปรับตัวราฟาเอลที่ก้าวหน้ามากกว่าเดิม

จากที่ไม่เคยรับประทานอาหารอย่างมนุษย์ เย็นวานนี้เขาดูเอร็ดอร่อยกับแซลมอนแป๊ะซะฝีมือของเธอ ทั้งนี้รวมถึงการได้นั่งดื่มชาและพูดคุยถึงเรื่องราวในยุคสมัยต่างๆที่เขาเคยประสบ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข่าวของกาเบรียลหรือการทรยศของลูซิเฟอร์จนเกิดสงครามระหว่างเหล่าเทวดา

ความที่ไม่เคยได้ล่วงรู้ถึงรายละเอียดเกี่ยวกับศาสนา น้ำทิพย์จึงเพิ่งรู้ว่าอัครเทวทูตอย่างราฟาเอลเป็นเทวดาสำคัญแต่ไม่ใช่ลำดับสูงสุด กลุ่มเทวทูตชั้นสูงซึ่งมีหน้าที่รับใช้พระเจ้านั้นคือกลุ่มเซราฟีม(Seraphim) ผู้มีหน้าที่ขับลำนำสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า และที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือ
ลูซิเฟอร์เคยเป็นหนึ่งในนั้น และเขายังเป็นเทวดาที่มีใบหน้าหล่อเหลางดงามมากกว่าเทพทุกองค์ แต่ที่สร้างความอัศจรรย์ใจต่อหญิงสาวมากที่สุดเห็นจะเป็นจำนวนปีกของเทวดา ถึงจะเคยเห็นภาพของชาวต่างชาติที่มักจะวาดให้เหล่าเทวทูตมีปีกตั้งแต่หนึ่งไปจนถึงสามคู่ แต่เธอก็คิดแต่เพียงว่ามันเป็นเพียงจินตนาการที่ผู้วาดแต่งเติมเพื่อเพิ่มความศรัทธา จนเมื่อราฟาเอลกล่าวว่าภาพเหล่านั้นวาดตามความเป็นจริงเพราะลูซิเฟอร์จะมีปีกถึงหกคู่ในขณะที่คณะเซราฟีมท่านอื่นมีปีกเพียง 3 คู่เท่านั้น

“ปีกเยอะขนาดนั้นไม่เกะกะแย่เหรอ”

น้ำทิพย์จำได้แม่นว่าพอถามไปแบบนั้นแล้วสิ่งที่เธอได้รับคือรอยยิ้มเมตตาของราฟาเอล ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการฟังเรื่องราวของเหล่าเทวดาแล้วเธอคงละลายคาเก้าอี้หรือนอนระทดระทวยอยู่บนอกเทวดาเพราะรอยยิ้มที่ว่านั่น แต่สิ่งที่ได้ฟังต่อจากนั้นทำให้หญิงสาวลืมความตื่นเต้นกับใบหน้าอันหล่อเหลาของราฟาเอลไปจนหมด

“ปีกทุกคู่ของเทวดาล้วนมีความหมาย สำหรับเหล่าเซราฟีม ปีกคู่หนึ่งมีไว้เพื่อปกป้องดวงตาจากการมองพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง อีกคู่มีไว้สำหรับโบยบินและอีกหนึ่งคู่มีเพื่อปกคลุมเท้า”

“แล้วปีกของลูซิเฟอร์ล่ะ”

น้ำทิพย์ซัก ราฟาเอลเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่ยอมให้คำตอบ หญิงสาวจึงคิดเอาเองว่าเขาคงไม่อยากจะพูดถึงผู้ที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า เธอจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องอื่นไป

การพูดคุยดำเนินไปอย่างเพลิดเพลินจนเวลาล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืนน้ำทิพย์จึงยอมปล่อยให้เทวดาหนุ่มได้พักรักษาตัว ส่วนเธอเองกลับขึ้นห้องเพื่อทำการบ้านแต่วาดไปได้สักสองชั่วโมงก็ต้องนอนเพราะทนง่วงไม่ไหว ความที่มัวแต่คุยจนดึกทำให้หญิงสาวลืมตั้งนาฬิกาปลุกตอนแรกเธอคิดเหมือนกันว่าคงจะตื่นสายแต่พอหันไปมองเวลาเธอก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าเพิ่งจะหกโมงเช้าเท่านั้น แถมเธอยังกระปรี้กระเปร่าไม่ง่วงเหงาหาวนอนเลยสักนิด

อาบน้ำแต่งตัวเสร็จหญิงสาวก็ลงมายังชั้นล่างเพื่อรดน้ำต้นไม้และให้อาหารปลา เสร็จเรียบร้อยแล้วเธอจึงเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าซึ่งก็เหมือนกับเมื่อวานคือขนมปังปิ้งไข่ดาว พิเศษขึ้นมาหน่อยตรงที่มีเบคอนทอดกรอบ ตอนที่กำลังจัดวางทุกอย่างลงบนโต๊ะเสียงราฟาเอลก็เอ่ยทัก

“อรุณสวัสดิ์”

“อรุณสวัสดิ์”น้ำทิพย์ตอบพร้อมกับส่งยิ้มให้เขา”วันนี้เป็นยังไงบ้าง”

“ดีขึ้นมาก” อีกฝ่ายตอบพลางรับจานเบคอนไปวาง หญิงสาวจึงเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อจะรินนมสดให้เแต่เขากลับสั่นศีรษะ

“ผมขอแค่ชาก็พอ”

ทั้งสองนั่งลงรับประทานอาหารและสนทนากันแต่ครั้งนี้ราฟาเอลจะเป็นฝ่ายถามโดยส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องราวความเป็นอยู่ของมนุษย์ในแผ่นดินที่เขาไม่คุ้นเคยซึ่งน้ำทิพย์ได้อธิบายให้เขาฟังอย่างเต็มใจ ทั้งประเพณี วัฒนธรรมหรือขนบธรรมเนียมต่างๆของชาวไทย แม้จะเป็นความเชื่อที่แตกต่างกันแต่ดูเหมือนเทวดาหนุ่มจะทำความเข้าใจได้พอสมควร

รับประทานอาหารเสร็จน้ำทิพย์จึงเตรียมตัวไปมหาวิทยาลัย ก่อนขึ้นรถเธอยังไม่วายหันกลับมากำชับราฟาเอลถึงเรื่องการพูดคุยกับคนแปลกหน้ากับห้ามเขาออกไปปรากฏตัวให้ใครเห็น เมื่อได้ยินอีกฝ่ายรับปากเป็นมั่นเหมาะแล้วหญิงสาวจึงขับรถออกไป

การจราจรในวันนี้ไม่ติดขัดนักด้วยเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงหญิงสาวก็เดินทางถึงมหาวิทยาลัย ระหว่างกำลังเดินเข้าอาคารเรียนสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นกฤตชัยเข้าพอดี ความที่ไม่อยากจะพูดคุยอะไรกับเขาหญิงสาวจึงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นและเร่งเท้าก้าวขึ้นบันได โชคร้ายที่อีกฝ่ายหันมาพบเธอเข้าพอดี

“คุณน้ำทิพย์”

กฤตชัยเอ่ยเรียกและรีบเดินเข้ามาหา น้ำทิพย์เหลือกตาขึ้นมองเพดานก่อนจะปั้นหน้าแย้มยิ้ม

“คุณคริส”

“วันนี้มาแต่เช้าเลยนะครับ” เขาทักด้วยท่าทางสนิทสนม หญิงสาวค่อยๆถอยออกห่างจากเขาก่อนจะตอบ

“พอดีมีนัดกับเพื่อนค่ะ”

กฤตชัยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและพยายามขยับเข้าไปใกล้

“พอจะบอกได้ไหมครับว่าเป็นใคร”เขาถามด้วยใบหน้ากรุ้มกริ่ม น้ำทิพย์มองหน้าเขาอย่างไม่พอใจ

“คุณจะอยากรู้ไปทำไมกันคะ”

“อย่าเพิ่งโกรธสิครับ ที่ถามเพราะความหวังดี ถ้าเกิดคุณมีนัดกับเพื่อนผู้ชายบางคนผมจะได้ตามไปเป็นเพื่อน”

คำพูดก้อร่อก้อติกแบบไร้ยางอายทำให้น้ำทิพย์นึกรังเกียจจนอยากจะเตะเขาให้กระเด็นไปไกล แต่ความที่ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่เธอจึงทำเพียงแค่อมยิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงที่กระด้างขึ้นกว่าเดิม

“ทิพย์คิดว่าคงไม่ต้องรบกวนคุณคริสถึงขนาดนั้นเพราะเพื่อนที่ว่าเป็นผู้หญิงและเราก็สนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม”

คำพูดของเธอทำให้กฤตชัยหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย เมื่อตั้งตัวได้เขาก็ฉีกยิ้มอีกครั้ง

“คุณคงจะหมายถึงคนที่ชื่อจันทร...เอ่อ ขอโทษพอดีผมเป็นคนที่จำชื่อคนไม่ค่อยเก่ง แต่ผมต้องขอเตือนไว้ก่อนว่าคบคนแบบนั้นคุณน้ำทิพย์อาจจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ”

คำพูดของเขาทำให้น้ำทิพย์หน้าตึงขึ้นมาในทันที เธอมองหน้าชายหนุ่มเขม็งพร้อมกับถามอย่างไม่พอใจ

“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงกันคะ”

กฤตชัยรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นโบกพร้อมกับรีบพูดเป็นเชิงแก้ตัว

“อย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิครับ ผมไม่ได้หมายความว่าเพื่อนของคุณเป็นคนเลว เพียงแค่อยากจะเตือนเอาไว้ด้วยความเป็นห่วงเพราะความสามารถของคุณน้ำทิพย์เหนือกว่าทุกคนในห้อง สองคนนั่นอาจคบคุณเพราะต้องการผลประโยชน์”

“พูดจบหรือยังคะ” น้ำทิพย์ขัดขึ้น เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเธอจึงพูด”ก่อนอื่นฉันต้องขอย้ำให้คุณฟังอีกครั้งว่า จรายุทธ จันทรนิภาและฉันเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม พวกเรามีความไว้วางใจกันมากกว่าที่คุณคิด ถึงฉันจะเก่งแต่ในด้านความคิดสร้างสรรค์แล้วยังด้อยกว่าจรายุทธ ส่วนจันทรนิภาถึงจะด้อยกว่าเรื่องการวาดรูป แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิชาการแล้ว ฉันไม่มีทางสู้ได้”

เธอจ้องหน้ากฤตชัยด้วยความโกรธ

“และถ้ามีใครพยายามเข้าใกล้ฉันเพื่อผลประโยชน์ คนนั้นก็คงจะเป็นคุณ อย่าพยายามทำตัวสนิทสนมกับฉันจะดีกว่านะคะ คุณกฤตชัย”

พูดจบเธอก็สะบัดหน้าเดินจากไป ทิ้งให้กฤตชัยยืนหัวฟัดหัวเหวี่ยงด้วยความโมโห
“ระวังตัวเอาไว้ให้ดีน้ำทิพย์” เขาพูดพลางจ้องหญิงสาวด้วยความแค้น”สักวันคุณจะต้องตกเป็นของผม และเมื่อวันนั้นมาถึงสมบัติทุกชิ้นของตระกูลจิตเกื้อการุณย์ก็จะกลายเป็นของนาย
กฤตชัยคนนี้แต่เพียงผู้เดียว”

น้ำทิพย์เดินลงส้นเท้าเพื่อระบายความหงุดหงิดจนกระทั่งถึงหน้าห้องเรียนจึงหยุด หลังจากปรับอารมณ์ให้สงบลงแล้วหญิงสาวจึงก้าวเข้าไปในห้องพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง จากนั้นจึงเดินตรงไปหาเพื่อนรักทั้งสองที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว

“อรุณสวัสดิ์” เธอเอ่ยทักจันทรนิภาและนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นจรายุทธนั่งหน้าตาบูดบึ้งเหมือนไปเจออะไรบางอย่างที่ไม่สบอารมณ์

“โมโหใครมานะเต่า”

เธอถาม อีกฝ่ายกลับพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดแทนคำตอบ จันทรนิภาจึงเป็นคนพูดแทน

“เขากำลังโมโหเรื่องน้ำอัดลมน่ะ”

“น้ำอัดลม ทำไม?”น้ำทิพย์ถามด้วยความสงสัย สาวแว่นหัวเราะเบาๆในขณะที่จรายุทธหันมาตอบ

“มันหลอกผม”

“น้ำอัดลมมันจะมาหลอกคนได้ยังไงนายเต่า” น้ำทิพย์ถามเพราะเริ่มงงหนักขึ้น จรายุทธไม่ตอบแต่ก้มลงหยิบขวดน้ำสีเขียวสดขึ้นมากระแทกบนโต๊ะ

“ดูเอาเองก็แล้วกัน” พูดพลางชี้ไปที่ตัวอักษรและรูปบนฉลากข้างขวด หญิงสาวจึงก้มหน้าลงไปอ่าน

“น้ำเมล่อนโซดา”เธอมองหน้าเพื่อน”มันหลอกอะไรนายตรงไหน”

“ก็ตรงเมล่อนโซดานี่ไง ผมอุตส่าห์จินตนาการว่ามันต้องมีกลิ่นแสนหวานของเมล่อนกับความซาบซ่าของโซดา แต่พอซดเข้าไปจริงๆมันก็แค่น้ำเขียวดีๆนี่เอง”

คำอธิบายของจรายุทธแทบจะทำให้น้ำทิพย์ลงไปกลิ้งกับพื้นด้วยความขบขัน แต่พอเห็นสีหน้าของเพื่อนแล้วเธอจึงพยายามกลั้นเสียงหัวเราะพร้อมกับพูด

“เขาก็บอกไว้ข้างขวดแล้วไม่ใช่เหรอว่า ภาพที่เห็นตกแต่งเพื่อการโฆษณาเท่านั้น ก็เหมือนพวกขนมขบเคี้ยวห่อละห้าบาทที่มีรูปไก่ ปลา ผักแต่ข้างในไม่มีอะไรสักอย่างนอกจากแป้งนั่นแหละ”

จรายุทธนั่งกอดอกฟังน้ำทิพย์พูดจนจบ เขาถอนใจออกมาค่อนข้างแรง

“ถึงจะรู้อย่างนั้นก็เถอะแต่มันอดเจ็บใจไม่ได้ เจ้าน้ำอัดลมเจ้าเล่ห์บังอาจมาหลอกเต่าน้อยน่ารักคนนี้ได้ คอยดูเถอะเลิกเรียนแล้วเราได้เห็นดีกันแน่”

“นายจะทำอะไร ส่งเมล์ไปต่อว่าบริษัทเหรอ” จันทรนิภารีบถาม จรายุทธสั่นศีรษะ

“เปล่า ผมจะเทน้ำเขียวๆนี่ทิ้งแล้วกรอกปัสสาวะผมลงไปแทน จากนั้นจะจับเจ้าขวดนี่มัดกับไม้กวาดทางมะพร้าวแล้วแห่ประจานรอบมหาวิทยาลัย”

คำตอบของเพื่อนทำให้จันทรนิภาแทบอยากจะหยิบปากกาทุกด้ามในกระเป๋ามาปักบนศีรษะของเขาด้วยความหมั่นไส้

“ไม่ทิ้งลายเสื่อมเลยจริงๆ”จากนั้นเธอก็หันกลับมาที่น้ำทิพย์และเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นสมุดร่างภาพวางอยู่บนกองตำราเรียน

“วันนี้ไม่มีวิชาออกแบบนี่นา เธอหอบสมุดนี่มาด้วยทำไม”

ไม่ถามเปล่ามือยังเอื้อมไปหยิบสมุดเพื่อนมาเปิดดูด้วยความสนใจกระทั่งถึงภาพหนึ่งจึงหยุดเพราะมันเป็นภาพร่างของใครบางคนที่มีลายเส้นยุ่งเหยิงจนมองไม่ออกว่าเป็นใคร น้ำทิพย์มองสีหน้าสงสัยของจันทรานิภาแล้วยิ้ม

“ลูซิเฟอร์น่ะ คิดไม่ตกสักทีว่าเขาควรจะมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน”

“ไม่ยาก ก็วาดหน้าให้ดูเป็นปิศาจถ้านึกไม่ออกก็เอาอย่างผีตาโขน มีเขาแบบแพะ ปีกเหมือนค้างคาวหรือถ้าอยากจะเพิ่มความน่ากลัวก็ให้เขาถือปืนกล มีมิซายน์ห้อยคอกับขีปนาวุธคาดเอวเอาไว้ด้วยก็ได้”

จรายุทธซึ่งยื่นหน้าเข้ามาดูตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้เสนอความคิดจึงถูกปากกาในมือจันทรนิภาจิ้มเข้าไปในปาก

“ของแบบนั้นเอาไปใช้กับลูซิเฟอร์ของนายเถอะ”

กำราบเพื่อนเสร็จหญิงสาวก็หันไปที่น้ำทิพย์อีกครั้ง

“ฉันเห็นเธอศึกษาข้อมูลตั้งเยอะ ยังคิดอะไรไม่ออกอีกหรือ” เธอถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายสั่นศีรษะจึงพูดต่อ”งั้นทำไมไม่ดูที่คนอื่นวาดล่ะ ในอินเตอร์เน็ตมีรูปลูซิเฟอร์สวยๆเยอะแยะไป”

“สวยแค่ไหนก็ไม่ใช่งานของฉัน”น้ำทิพย์พูดพลางนึกถึงเรื่องราวบนสรวงสวรรค์ที่ได้ฟังจากราฟาเอล เธอทำยังไงก็นึกไม่ออกว่า ลูซิเฟอร์ที่มีใบหน้าหล่อเหลางดงามนั้นเป็นอย่างไร

”ฉันอยากจะวาดลูซิเฟอร์ในแบบของตัวเอง”

หญิงสาวสรุปเป็นจังหวะเดียวกับที่อาจารย์เดินเข้าห้องพอดี แม้จะไม่เห็นกฤตชัยเข้ามาในห้องแต่น้ำทิพย์ก็ไม่ได้แปลกใจอะไรนักเพราะเขามักจะโดดเรียนเป็นประจำและที่สำคัญหลังจากที่โดนตอกหน้าไปแบบนั้นเป็นเธอก็คงไม่กล้าเข้ามา

หลังหมดชั่วโมงเรียนคาบบ่ายน้ำทิพย์พูดคุยกับเพื่อนรักทั้งสองอยู่พักใหญ่จึงขอตัวกลับ ซึ่งเมื่อถึงบ้านหญิงสาวก็ต้องพบกับความประหลาดใจที่ราฟาเอลเตรียมน้ำเย็นใส่แก้วไว้ให้เธอดื่ม พอถามเขาก็ยิ้มและตอบสั้นๆเพียงว่า เป็นหน้าที่ จากนั้นเขาก็ขอตัวเข้าห้องเพื่อทำการรักษาอาการบาดเจ็บของตัวเอง

ด้านน้ำทิพย์หลังจากนั่งพักจนหายเหนื่อยแล้วเธอจึงเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็น เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอจึงจัดวางลงบนโต๊ะและเดินขึ้นห้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า พอกลับลงมาหญิงสาวก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความแปลกใจที่วันนี้ราฟาเอลอยู่ในห้องนานกว่าปรกติ ความที่ไม่อยากรบกวนเธอจึงตัดสินใจเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อทำงาน

น้ำทิพย์นั่งออกแบบรูปโดยไม่สนใจเวลาว่าจะผ่านไปนานเท่าใด มารู้ตัวอีกครั้งตอนที่ได้ยินเสียงกริ่งดังมาจากหน้าบ้าน เธอหันไปมองนาฬิกาและขมวดคิ้วเมื่อพบว่ามันเป็นเวลาห้าโมงเย็น เมื่อเสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้งหญิงสาวจึงวางเมาส์ปากกาลงบนโต๊ะและเดินไปที่ประตู คิ้วสวยขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยเมื่อเห็นร่างของใครบางคนกำลังยืนอยู่นอกรั้ว แม้การแต่งกายจะดูสุภาพเรียบร้อยแต่ช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมสำหรับงานจำพวกพนักงานขายของตามบ้านทำให้เธอไม่ยอมก้าวออกไปดู เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งไม่ยอมขยับหญิงสาวจึงร้องถาม

“มีธุระอะไรหรือคะ”

อีกฝ่ายไม่ตอบแต่กลับเลื่อนสายตามองผ่านลูกกรงรั้วเข้ามายังด้านในและเลยไปถึงภายในบ้าน แม้จะอยู่ในระยะค่อนข้างไกลแต่ความเย็นเยียบของดวงตาคู่นั้นสร้างความหนาวเยือกขึ้นมาอย่างฉับพลันจนน้ำทิพย์สั่นสะท้านไปทั้งตัว ลางสังหรณ์บางอย่างร้องเตือนให้เธอถอยห่างจากประตู แต่ยังไม่ทันได้ขยับหญิงสาวก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อพบว่าบัดนี้อาคันตุกะแปลกหน้าได้เข้ามายืนอยู่ภายในรั้วเรียบร้อยแล้ว

“เขาเข้ามาได้ยังไง”

น้ำทิพย์พึมพำด้วยความตระหนกเพราะเธอไม่เห็นเลยว่าชายผู้นั้นเข้ามาในบ้านตั้งแต่ตอนไหน จะบอกว่าปีนรั้วเข้ามาก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะไม่มีมนุษย์โลกไหนสามารถกระโดดข้ามรั้วสูงท่วมหัวได้ในพริบตา

ความฉงนแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวเมื่อชายผู้นั้นกำลังก้าวอย่างเนิบนาบตรงเข้ามาหา สิ่งที่สะดุดตาน้ำทิพย์ไม่ใช่ใบหน้าที่หล่อคมเข้มดุดัน หากเป็นสภาพแวดล้อมรอบตัวที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป สายลมที่พัดเอื่อยเมื่อครู่หยุดนิ่งอย่างฉับพลัน อากาศที่เคยเย็นสบายกลับหนักอึ้งเหมือนเธอกำลังลอยตัวอยู่ในสระ มันทั้งแน่นและกดดันอย่างรุนแรงจนเธอแทบจะหายใจไม่ได้ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือแสงสีเข้มสดของดวงตะวันยามเย็นที่อาบไล้บนร่างของเขา มันเปลี่ยนจากสีเหลืองส้มจนแดงฉานดุจเปลวเพลิง

ดูเหมือนผู้มาเยือนจะไม่ได้ใส่ใจกับน้ำทิพย์เท่าใดนักเพราะดวงตาคมกริบมองข้ามไหล่เธอไปทางด้านหลัง แม้ใบหน้าจะเฉยชาแต่ดวงตากลับเปล่งประกายของความปรีดาออกมาอย่างแจ่มชัด มันเต้นระริกอย่างเริงร่าเมื่อเห็นผู้ที่อยู่ด้านใน ลูซิเฟอร์ก้มศีรษะลงพอเป็นพิธีก่อนจะเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงต่ำทุ้มน่าขนลุก

“สวัสดีราฟาเอล”

ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรเผยอยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่ชวนหลงใหลอย่างยิ่งในสายตาของมนุษย์ แต่สำหรับเทวดาอย่างราฟาเอลแล้วความหมายของรอยยิ้มของผู้ที่อยู่ตรงหน้ามีเพียงประการเดียวเท่านั้น

ความตาย

มรณะอันร้ายกาจและเต็มไปด้วยความสยดสยองของลูซิเฟอร์ที่พร้อมจะมอบให้กับมนุษย์และศัตรูทุกคน รวมถึงตัวของราฟาเอลเอง

“เข้ามาข้างในเดี๋ยวนี้น้ำทิพย์!”

น้ำทิพย์หันหน้าไปมองราฟาเอลด้วยความแปลกใจ แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าตระหนกของอีกฝ่ายแล้วเธอจึงสำนึกได้ว่าบุรุษที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูนั้นไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน เท้าไวเท่าความคิด หญิงสาวรีบขยับถอยหลังกลับเข้ามาในบ้านพร้อมกับเตรียมจะปิดประตู แต่ยังไม่ทันสนิทมันก็ถูกกระชากให้เปิดออกอีกครั้ง น้ำทิพย์ยืนอ้าปากค้างเมื่อเห็นมือของอีกฝ่ายก็ยื่นมาคว้าขอบประตูด้านหนึ่งเอาไว้ ทันทีที่วางมือลงประกายไฟเจิดจ้าปะทุวาบขึ้นเผามันจนไหม้เกรียม ดูเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ได้สร้างความตระหนกต่อจอมปิศาจเท่าใดนักเพราะเขากระตุกยิ้มเย็นยะเยือกและมองเทวดาที่ยืนอยู่ภายใน

“ร้ายกาจไม่เคยเปลี่ยน” เขาพูดพลางเป่าลมหายใจลงบนมือของตัวเองโดยดวงตาทั้งคู่ยังคงจับจ้องอยู่ที่ราฟาเอล น้ำทิพย์ถึงกับเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อเห็นรอยไหม้ทั้งหมดหลุดหายไปเหมือนเศษฝุ่นต้องลม

“ข้าร้ายเฉพาะกับเจ้าเท่านั้น ลูซิเฟอร์”

เทวดารูปงามตอบเสียงเรียบพร้อมกับก้าวมาดึงหญิงสาวที่กำลังยืนอ้าปากค้างให้ไปหลบอยู่ทางด้านหลัง ลูซิเฟอร์หัวเราะกระหึ่มในลำคอ

“ปลื้มจริงที่ได้ยินเช่นนั้น” เขาพูดเสียงนุ่มแต่ดวงตาที่มองราฟาเอลกลับแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย มือข้างเดิมเลื่อนไปแตะขอบประตูอีกครั้งแต่คราวนี้กลับไม่มีเปลวไฟปะทุขึ้นมาเหมือนตอนแรก การกระทำของเขาทำให้น้ำทิพย์ต้องถอยหลังหนีด้วยความหวาดกลัวในขณะที่เทวดาหนุ่มกางแขนทั้งสองข้างออกเพื่อเตรียมรับการจู่โจม กิริยาของทั้งคู่ทำให้ลูซิเฟอร์ต้องเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน

“กลัวข้าถึงขนาดนี้เลยหรือ” เท้าเลื่อนไปข้างหน้าหมายจะก้าวล่วงเข้าไปภายในบ้านแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อปรากฏเปลวเพลิงสีทองอร่ามลุกโชติช่วงขึ้น จอมปิศาจจ้องด้วยดวงตาวาววับและส่งเสียงคำรามในลำคอ

“เพลิงสวรรค์” เขามองราฟาเอลอย่างพิจารณา ราวกับเห็นอาการบาดเจ็บทั้งมวลที่ถูกซ่อนเอาไว้ ลูซิเฟอร์เหยียดยิ้ม

“ดูเหมือนปีกของเจ้าจะหัก ไม่คิดเลยว่าการต่อสู้ในครั้งก่อนจะทำให้จอมทัพสวรรค์อย่างราฟาเอลบาดเจ็บได้ถึงขนาดนี้”

“เช่นเดียวกับเจ้า” เทวดาหนุ่มโต้เสียงเย็นและส่งรอยยิ้มน่าขนลุกไม่แพ้กันให้กับจอมมาร “ของฝากก่อนจากสร้างรอยแผลบนอกของเจ้าไว้ไม่ใช่น้อยเลยใช่ไหม”

ลูซิเฟอร์ไม่ตอบแต่กลับมองราฟาเอลแน่วนิ่ง แม้ภายนอกจะดูสงบเย็นเยือกแต่คลื่นความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างบ่งบอกถึงโทสะที่คุกรุ่นและเตรียมพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเวลา มวลอากาศรอบตัวของลูซิเฟอร์เต้นระริกราวพื้นผิวของถนนยามเที่ยงวัน มันแผดเผากอกุหลาบที่อยู่ข้างประตูจนไหม้เกรียม

“คิดบ้างหรือเปล่าว่าคำพูดเมื่อครู่อาจสร้างความพินาศให้กับมนุษย์”

“มันเป็นสิ่งที่เจ้าทำอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”

ราฟาเอลสวนคำตอบทันควันและรีบกางแขนออกบังร่างของน้ำทิพย์เอาไว้เมื่อเห็นจ้าวนรกเปลี่ยนสายตาจากเขาไปยังคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง

“เป็นหญิงที่งดงามหมดจด”

“นางไม่รู้เรื่องอะไรด้วย”

เทวดาหนุ่มสวนคำพูดอย่างเร็ว ลูซิเฟอร์เหยียดยิ้มก่อนจะสะบัดมือปล่อยเพลิงเข้าใส่ร่างของอีกฝ่ายโดยที่ยังไม่ทันจะได้รู้ตัว แม้จะปัดมันออกได้ทันแต่ราฟาเอลก็ต้องใจหายวาบเมื่อร่างของน้ำทิพย์พุ่งถลาไปนอกบ้านเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นลากออกไป เทวดาหนุ่มอุทานด้วยความตระหนกและขยับตัวเพื่อจะเข้าไปช่วยแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อลูซิเฟอร์เอ่ยเสียงห้วน

“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละราฟาเอล”

น้ำเสียงกร้าวของจอมปิศาจทำให้ฝ่ายเทวดาจำต้องหยุดตามคำสั่ง เขามองหญิงสาวที่บัดนี้ยืนตัวแข็งราวกับหุ่นอยู่ตรงหน้าลูซิเฟอร์ด้วยความเป็นห่วงก่อนจะตัดสินใจพูด

“คนที่เจ้าแค้นคือข้า ปล่อยผู้หญิงคนนั้นไปเถอะลูซิเฟอร์”

จ้าวแห่งนรกเหยียดยิ้มพลางไล้ใบหน้าน้ำทิพย์อย่างแผ่วเบา ดวงตาซึ่งบัดนี้แปรเปลี่ยนไปเป็นสีแดงดุจเลือดตวัดมองไปยังราฟาเอล

“จะปล่อยหรือไม่อยู่ที่ความพอใจของข้า”เขาหรี่ตาลง”นอกเสียจากว่าเจ้าจะยอมก้มหัวลงขอร้อง”

ราฟาเอลกำหมัดแน่นด้วยความแค้นใจ หากเป็นในสนามรบเขาคงไม่มีวันทำตาม แต่เพราะไม่อยากให้น้ำทิพย์ต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วยเขาจึงจำต้องก้มศีรษะลงพร้อมกับกล่าว

“โปรดปล่อยนางไปเถิด ข้าขอร้อง”

การกระทำของเขาสร้างความพึงพอใจให้กับลูซิเฟอร์เป็นอย่างยิ่ง จอมปิศาจเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นก่อนจะใช้คำพูดเยาะหยัน

“น่าดีใจจริงที่อัครทูตสวรรค์อย่างราฟาเอลก้มหัวให้กับข้า” น้ำเสียงลดต่ำลงจนน่าขนลุก
”แต่ต้องขอโทษที่ไม่อาจทำตามคำร้องขอนั้นได้”

มือที่กำลังลูบใบหน้าของน้ำทิพย์เลื่อนลงไปยังลำคอ จอมมารจ้องเทวดาหนุ่มแน่วนิ่งขณะเริ่มกดน้ำหนักมือลงไป แรงเค้นที่เพิ่มขึ้นทีละน้อยทำให้หญิงสาวไม่อาจลมหายใจได้ตามปรกติ เธออ้าปากเพื่อสูดอากาศเข้าปอดแต่ไม่สำเร็จ ความอึดอัดจนแทบจะขาดใจทำให้น้ำทิพย์ดิ้นรนขัดขืนเพื่อให้หลุดจากความทรมาน แตก็ไม่ว่าจะออกแรงเท่าใดก็ไม่อาจหลุดพ้นจากอุ้งมือที่แข็งราวกับคีมของลูซิเฟอร์

“พวกที่อยู่ฝ่ายเทวดาคือศัตรูของข้า”

จอมปิศาจพูดด้วยเสียงคำรามและยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นผู้ที่อยู่ในเงื้อมมือมรณะกำลังเหลือบตาไปทางราฟาเอล

“ราฟาเอลช่วยอะไรเจ้าไม่ได้หรอก”

ยังไม่ทันพูดจบร่างของลูซิเฟอร์ก็ถูกแสงสีทองกระแทกเข้าใส่จนเซถลา มือที่จับหญิงสาวเอาไว้คลายออก ทันทีที่เป็นอิสระหญิงสาวจึงรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน ราฟาเอลจึงรีบสร้างม่านป้องกันเธอเอาไว้ทันที

“เจ้าราฟาเอล”

เสียงจอมปิศาจคำรามอย่างคั่งแค้นขณะก้มลงมองรอยไหม้บนแผ่นอก เขาปัดมันเบาๆให้ร่อยรอยเหล่านั้นหายไปก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องผู้ที่อยู่ในบ้านด้วยดวงตาน่ากลัว

“โง่มากที่บังอาจทำร้ายข้า”

พูดพลางย่างสามขุมเข้าไปหาแต่เพียงแค่รองเท้าสัมผัสกับขอบประตูเปลวไฟร้อนแรงก็พวยพุ่งขึ้นผลักร่างของเขาให้กระเด็นออกไป เมื่อลุกขึ้นมาได้ลูซิเฟอร์จึงตะโกนลั่นพร้อมกับยื่นมือออกไปข้างหน้าหมายจะดึงน้ำทิพย์ไปเป็นตัวประกันอีกครั้ง แต่สิ่งที่พุ่งสวนกลับออกมากลับเป็นกลุ่มเพลิงสีทองเจิดจ้า จ้าวนรกเบิกตากว้างด้วยความตระหนกและรีบปัดมันออกอย่างเร็ว ถึงจะพ้นจากอำนาจการทำลายล้างแต่ความร้อนของเพลิงได้แผดเผาเสื้อที่สวมจนมอดไหม้เป็นจุณ จอมปิศาจสูดลมหายเข้าและยืดตัวขึ้นจ้องราฟาเอลด้วยดวงตาอาฆาต

“กล้าใช้ปราณของตัวเองจัดการกับข้า ผู้หญิงคนนั้นสำคัญต่อเจ้ามากนักหรือ”

“นางเป็นผู้มีพระคุณ”

ราฟาเอลตอบสั้นๆ ลูซิเฟอร์นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะ

“ไม่คิดว่าพวกเทวดาจะรู้จักคำนี้” เขาจ้องน้ำทิพย์ด้วยดวงตามุ่งร้าย ตรงกันข้ามกับหญิงสาวที่จ้องกล้ามอกของเขาจนตาแทบถลน จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไงในเมื่อรูปร่างของลูซิเฟอร์น่ามองไม่แพ้ราฟาเอล

น้ำทิพย์ยอมรับกับตัวเองว่ากลัว แต่พอระเบิดเพลิงลูกแรกเผาเสื้อของจอมปิศาจเธอก็แทบจะหลุดปากส่งเสียงกรีดร้อง ไม่ใช่เพราะความตระหนกหากแต่มัดกล้ามหนั่นแน่นที่โผล่พ้นเศษเสื้อออกมา ถึงจอมมารจะใช้พลังสร้างชุดขึ้นใหม่แต่เปลวไฟของเทวดากลุ่มต่อไปทำลายมันเป็นวงกว้างมากกว่าเก่าทำให้หญิงสาวได้เห็นแผ่นอกแน่นกับลอนกล้ามท้องอันงดงามชัดเต็มตา ที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือตอนที่ลูซิเฟอร์อัดพลังสวนกลับ แรงปะทะทำให้เสื้อยืดของราฟาเอลถูกฉีกเป็นชิ้น ถึงจะเคยเห็นมาแล้วแต่พอได้เห็นรูปร่างกำยำแข็งแกร่งของเขาอีกครั้ง น้ำทิพย์ถึงกับรีบอุดปากตัวเองเพื่อไม่ให้หลุดเสียงกรี๊ดออกมา

หนุ่มหล่ออกแน่นสองคนมายืนอยู่ตรงหน้าแบบนี้ ต่อให้ต้องเสี่ยงตายแค่ไหนก็ยอม

ความที่อยากจะเห็นให้ชัดถนัดตาน้ำทิพย์จึงค่อยๆชะโงกหน้าออกไปมองซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ลูซิเฟอร์กำลังกางมือออกหมายจะสร้างเพลิงมารเผาบ้านและผู้ที่อยู่ตรงหน้าให้มอดไหม้อยู่พอดี ราฟาเอลรีบขยับปีกบังร่างหญิงสาวเอาไว้พร้อมกับกางแขนทั้งสองข้างออกในท่าปกป้อง การกระทำของเขาทำให้จอมปิศาจหยุดชะงัก เปลวไฟบนฝ่ามือดับวูบลงแต่ความปรารถนาอย่างอื่นกลับลุกโชนขึ้นมาแทน

จะเป็นเช่นไรหากหญิงสาวผู้นี้ต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของปิศาจ

รอยยิ้มสามานย์ผุดขึ้นบนมุมปาก ลูซิเฟอร์รู้ดีว่าเทวดาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอย่าง
ราฟาเอลคงไม่มีวันอยู่นิ่งเฉยแน่หากคนที่เขาถือว่าเป็นผู้มีพระคุณต้องตกอยู่ในอันตราย ภาพของจอมทัพแห่งสรวงสวรรค์ที่ต้องจ่อมจมกับความทุกข์จนต้องดิ้นทุรนทุรายด้วยความทรมานสร้างความพึงใจต่อจอมปิศาจจนเขาถึงกับเผลอตัวยิ้มออกมา มือที่เตรียมจะโจมตีอีกฝ่ายลดลงแนบลำตัวขณะที่ดวงตาเลื่อนไปจ้องราฟาเอล

“ไฟของข้าไม่มีทางสู้ปราณเทวดาได้ แต่เจ้าเองก็ไม่อาจดึงพลังนี้ให้คงอยู่ตลอดเวลาได้เช่นเดียวกัน”

“ถึงจะไม่คงอยู่ตลอดเวลาแต่ข้าก็สามารถเรียกมันออกมาได้ตามต้องการ” ราฟาเอลโต้เสียงกร้าว ลูซิเฟอร์หัวเราะลั่นราวกับสิ่งที่ได้ฟังนั้นเป็นรื่องขบขันเสียเหลือเกิน

“เรียกออกมาได้ตามต้องการ” เขาพูดทวนประโยคและจ้องอีกฝ่ายด้วยดวงตาวาว”คิดว่าข้าโง่อย่างนั้นหรือราฟาเอล ปราณเทวดาถึงจะทรงอานุภาพแต่การจะดึงออกมาใช้แต่ละครั้งพวกเจ้าต้องเสียพลังไปมากมาย มันไม่ใช่ของที่จะเรียกออกมาเมื่อไหร่ก็ได้อย่างที่เจ้าพูดเลยสักนิด”

คิ้วเรียวสวยของราฟาเอลขมวดเข้าหากันเพราะไม่คิดว่าเจ้าแห่งความมืดจะล่วงรู้ถึงแก่นพลังอำนาจของเหล่าเทวดา ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเดาความคิดของเขาออกเพราะลูซิเฟอร์ก้มศีรษะลงเล็กน้อยพร้อมกับยิ้ม

“ข้าเคยเป็นอย่างเจ้ามาก่อน”

สิ่งที่หลุดมาจากปากของจอมมารทำให้น้ำทิพย์ขนลุกซู่ทั้งตัวเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเดิมทีนั้น
ลูซิเฟอร์ก็เคยเป็นหนึ่งในทูตสวรรค์มาก่อน แต่เพราะความคิดทรยศต่อพระผู้เป็นเจ้าเขาจึงถูกขับออกจากสวรรค์ ด้วยความแค้นเขาจึงสถิตย์อยู่ในนรกและคอยสร้างความพินาศให้กับมนุษย์รวมทั้งตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อเหล่าเทวทูตนับแต่นั้นเป็นต้นมา หญิงสาวมองใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรด้วยความรู้สึกครั่นคร้ามและสะดุ้งเฮือกสุดตัวเมื่อพบว่าอีกฝ่ายกำลังมองเธออยู่เช่นเดียวกัน แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเงาเลือนลางที่ปรากฏอยู่ด้านหลัง แม้จะมองได้ไม่ชัดนักแต่น้ำทิพย์ก็พอจะดูออกว่ามันคือปีกขนาดใหญ่ที่กำลังแผ่กางออก แม้จะมีลักษณะเหมือนกับปีกของราฟาเอลทุกประการ แต่สีของมันนั้นกลับดำสนิทดุจรัตติกาล

มันเป็นปีกที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากปีกของราฟาเอลอย่างสิ้นเชิง

ความดำมืดของมันเปรียบประดุจโพรงมรณะที่ส่งคลื่นพลังสร้างภาพมายาต่อผู้ได้พบให้งวยงงจนต้องหลงกลเดินเข้าไปหา น้ำทิพย์เองก็เช่นกัน มนต์มายาของจอมปิศาจดึงเธอให้หลุดเข้าไปในห้วงมิติแห่งความไหลหลง ภาพของสนามแข่งเทควันโดกับเสียงโห่ร้องของผู้เข้าชมทำให้หญิงสาวถึงกับหลงลืมตัวเผลอส่งยิ้มและโบกมือไปโดยรอบ ที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือเธอเห็นบิดามารดากำลังยืนปรบมือให้ด้วยความยินดี

“คุณพ่อคุณแม่ มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะ”

น้ำทิพย์ถามและเตรียมจะวิ่งเข้าไปหาแต่เธอกลับถูกใครบางคนคว้าไหล่เอาไว้พร้อมกับร้องเรียก

“น้ำทิพย์”

ปีกสีขาวขนาดใหญ่สะบัดกางออกปล่อยแสงสีขาวเจิดจ้าขับไล่ความดำมืดให้ถอยร่นออกไป น้ำทิย์สะบัดศีรษะสองสามครั้งอย่างงุนงงก่อนจะหันไปมองราฟาเอล

“ฉันเป็นอะไรไป”

“คุณถูกสะกด” เทวดาหนุ่มตอบและเลื่อนสายตาไปยังลูซิเฟอร์ซึ่งกำลังยืนกอดอกยิ้มเหมือนพอใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

“น่าเสียดาย” เขาพูดด้วยสีหน้าที่แสร้งทำให้เหมือนเศร้า ราฟาเอลมองเขาด้วยสายตาโกรธจัด

“ข้าขอเจ้าแล้วว่าอย่าทำอะไรผู้หญิงคนนี้”

“ข้าก็ไม่ได้ทำอะไร”รอยยิ้มเยาะเหยียดบนมุมปากขณะดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายเลื่อนไปทางน้ำทิพย์ ราฟาเอลขยับปีกบังร่างหญิงสาวเอาไว้พร้อมกับพูดเสียงห้วน

“คู่ต่อสู้ของเจ้าคือข้า”

“มันก็ใช่” จ้าวปิศาจพูดเสียงเนิบเย็นพลางเลื่อนสายตากลับมาที่เทวดาหนุ่มอีกครั้ง”ความตั้งใจแรกของข้าคือสังหารเจ้าทันทีที่พบ แต่ตอนนี้ข้ากลับพบเรื่องที่น่าสนุกกว่านั้น”

รอยยิ้มอำมหิตฉาบบนริมฝีปาก

“ระวังผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ให้ดี” เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย”แล้วพบกันใหม่ ราฟาเอล”

ลูซิเฟอร์หมุนตัวก้าวออกจากบ้าน ทันทีที่พ้นประตูรั้วร่างของเขาก็เลือนหายไปพร้อมกับสายลม มวลอากาศหนักอึ้งที่เริ่มผ่อนคลายลงจนกลับไปเป็นความปลอดโปร่งตามปรกติทำให้
ราฟาเอลรู้ว่าจอมปิศาจและเหล่าบริวารพ้นไปจากบริเวณนั้นแล้ว แม้จะโล่งใจที่ลูซิเฟอร์เป็นฝ่ายล่าถอยแต่เขาก็รู้ดีว่าจอมปิศ่าจไม่มีวันยอมหยุดอยู่แค่นั้น และบางทีสิ่งที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไปอาจเป็นเรื่องน่ากลัวจนแม้เทวดาอย่างเขาก็ไม่อยากจะคาดเดา ราฟาเอลนิ่วหน้าด้วยความหนักใจก่อนจะหันไปมองน้ำทิพย์

เขาไม่ยอมให้ลูซิเฟอร์ทำร้ายผู้หญิงคนนี้อย่างเด็ดขาด

ไม่มีวัน

*/*/*/*/*




มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 14 ต.ค. 2555, 12:04:11 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 14 ต.ค. 2555, 12:04:11 น.

จำนวนการเข้าชม : 846





<< เทวทูตที่รัก บทที่ 5 สัญญาปิศาจ   บทที่ 7 แผนการของจอมปิศาจกับความร้ายกาจของมนุษย์ >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account