แผนร้ายหมายรัก
ทาริกาคิดว่าชีวิตของตัวเองเหมือนละครน้ำเน่าที่ พ่อต้องมาตายตั้งแต่อายุ 15 เลยต้องมาอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงและพี่สาวใจร้ายแถม เคราะห์ซ้ำกรรมซัด แม่เลี้ยงที่เคยใจดียื่นคำขาดว่าต้องเรียนสายอาชีพ เพื่อมาช่วยทำงานร้านอาหาร ทาริกา ไม่เคยขัด แม้จะไม่ใช่คนที่ยอมคนเหมือนนางเอกละครน้ำเน่าแต่ก็ต้องอดทนกัดฟัน เธออดทนมาถึงสามปีจนเรียนจบคหกรรมมาอยู่ช่วยงานที่ร้านไม่ได้เรียนปริญญาเหมือนคนอื่น แต่มารดาของเธอคนนี้ก็ยังใจร้าย ขายเธอให้กับผู้ชายคนหนึ่งด้วยเงินสามแสนบาท !!!
อะไรนะ ?? เข้าใจผิด !!
แล้วเรื่องจริงมันคืออะไรกันแน่
ตกลง นี่จากนิยายเรื่อง "บำเรอรักซาตาน" กลายเป็น " ทายาทคืนเหย้า " ไปแล้วเหรอ ??
ทำไมล่ะ ????
อะไรนะ ?? เข้าใจผิด !!
แล้วเรื่องจริงมันคืออะไรกันแน่
ตกลง นี่จากนิยายเรื่อง "บำเรอรักซาตาน" กลายเป็น " ทายาทคืนเหย้า " ไปแล้วเหรอ ??
ทำไมล่ะ ????
Tags: สมบัติ,น่ารัก,วางแผน,แกล้ง
ตอน: ตอนที่ 2 สายฝน [ฉบับแก้คำผิดค่ะ]
คุยกันเล็กน้อย
สวัสดีค่ะ อิษฏาค่ะ
วันนี้เอาตอนที่ 2 มาฝากกัน
และจะขอคุยอะไรด้วยนิดหน่อย
คือ ตัวผู้แต่งเองเนี่ย ไม่ได้มีเชื้อจีนเลยสักกระพีกเดียวค่ะ
แต่เรื่องนี้ตัวละครเกือบทั้งหมดมีเชื้อจีน
การลำดับญาติ อีกทั้งการสะกดคำไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า
เช่นคำว่า " เตีย " ที่พระเอกใช้เรียกพ่อ เพราะปกติจะได้ยิน " เตี่ย"
คำว่า " ม๊า " ที่ถ้าจะสะกดให้ถูก ต้องเป็น " ม้า "
และคำว่า " อาอึ่ม " ที่เหมือนจะเคยได้ยินว่าเป็น " อาอึ้ม "
แต่ที่หาข้อมูลมา เขาเขียนกันแบบที่เขียนในนิยายนี่ึ่ค่ะ
ส่วนอื่น ๆที่พิมพ์ผิดก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ มันสดจริง ๆ -_-"
น้อมรับคำวิจารณ์จากทุกท่านนะคะ
อิษฏา
********************************************
ทาริกาก้มหน้านิ่งเดินตามเชฟร่างท้วมมาติด ๆ ตลอดทางเดินระหว่างห้องครัวมายังห้องอาหารของร้าน เธอโดนเทศน์ยับนับได้เกือบครบสิบสามกัณฑ์พอดี เนื้อหาทั้งหมดก็เกี่ยวข้องกับหัวใจของการบริการบ้างล่ะ การใส่ใจในการทำอาหารบ้างล่ะ เชื่อว่าถ้าทางเดินระหว่างห้องครัวกับห้องอาหารยาวขึ้นอีกสักหน่อยเธอคงได้รับปริญญาตรีทางด้านการโรงแรมโดยไม่ต้องเรียนเลยทีเดียว หญิงสาวไม่เข้าใจเลยว่าทำไม เธอผิดอะไรงั้นหรือที่ใส่พริกไทยลงไปในถ้วยซุปครีมเห็ดนั่น มันก็เป็นปกติธรรมดาของซุปครีมเห็ดนี่นา ที่จะต้องโรยพริกไทยนิด พาสลีย์หน่อย
‘ แต่นี่ไม่ธรรมดา ’ เชฟเป็นคนบอกคำนี้กับเธอเอง
เธอจำได้เลย ว่าตอนนั้นที่เธอทราบเรื่องจากบริกรที่วิ่งโร่เข้ามาบอกว่ามีลูกค้าท่านหนึ่งถามว่าใครเป็นคนโรยพริกไทยในซุปเห็ด เธอเองก็ยกมือสารภาพ และตอบไปแบบนั้น ว่าเป็นธรรมดาของซุปที่ต้องโรยพริกไทย เชฟจึงได้เฉลยว่า ลูกค้าท่านนี้ แพ้พริกไทยป่น
คนไทย แต่แพ้พริกไทยป่นเนี่ยนะ จะกินอะไรได้ !!
แต่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นความผิดของเธอและเชฟคนละครึ่ง ที่เขาไม่ได้บอกเธอก่อนว่าห้ามโรยพริกไทย จึงไม่ค่อยมีใครกล้าต่อว่า เพราะคนไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่เนื่องจากอย่างไรก็ตาม คนที่โรยพริกไทยก็ต้องออกมาสารภาพและขอโทษลูกค้าอยู่ดี เธอจึงต้องเดินออกมาให้เขาด่าอยู่นี่ เมื่อถึงโต๊ะอาหาร หญิงสาวก็ยังคงก้มหน้าสำนึกผิดอยู่ จนเมื่อเสียงเข้มของใครคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
“ ใครเป็นคนโรยพริกไทย ” ทาริกาทำหน้าเมื่อย ก่อนจะยกมือขึ้นอย่างกล้าๆกลัว ๆ พลางคิดในใจว่าเสียงแบบนี้คงต้องเป็นพวกลูกค้าไฮโซเขี้ยวลากดินแน่ ๆ
และเมื่อหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาพบกับความจริง
“ ดิฉันเองค่ะท่าน ….” เสียงของเธอขาดห้วงลงไปในทันที เมื่อเห็นว่าคนที่เธอกำลังจะมาขอโทษนั้นคือใคร
พงศกรแทบจะลืมตัวอ้าปากค้างเลยทีเดียว เมื่อเห็นว่าคนที่โรยพริกไทยใส่ในถ้วยซุปครีมเห็ดเป็นใคร ซึ่งตอนนี้มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือภาพพจน์ของเขา เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน นี่เธอคงจะรู้หมดแล้วว่าเขาแกล้งทำเป็นชาวต่างชาติเพราะแก้เก้อที่มัวแต่มองเธออยู่งั้นสินะ
“ คุณนี่เอง ” ทาริกาทัก ก่อนจะยิ้มหวานเหมือนผู้มีชัยเหนือกว่า เมื่อเห็นว่าหน้าของคู่กรณีที่เผือดลงเล็กน้อย “ เป็นคุณใช่ไหมคะที่ต้องการที่จะพบฉัน ”
พงศกรยืดหลังตรง จ้องคนที่กำลังลอยหน้าลอยตามถามนิ่ง
“ ใช่ ผมเอง ” เขาบอก ก่อนจะชี้ไปที่ถ้วยซุปชามนั้น “ คุณไม่ได้รับออร์เดอร์หรือยังไง ถึงได้ใส่พริกไทยลงไปในชาม รู้หรือเปล่าว่าผมแพ้พริกไทยป่นขนาดไหน มันอาจจะทำให้ผมช็อคจนอาจเข้าโรงพยาบาลได้ ”
ทาริกายักไหล่
“ ดิฉันไม่ทราบนี่คะ ” หญิงสาวตอบอย่างยียวน “ มันเป็นความผิดของทางร้านเรา ที่การสื่อสารของเราไม่ดีพอ ทำงานไม่เป็นระบบเท่าที่ควร ขอให้ท่านโปรดอภัยด้วย ยังไงซะ ดิฉันจะเปลี่ยนชามใหม่ให้นะคะ ”
หญิงสาวบอก ก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้หมายจะหยิบชามเก่าออกมา
“ แต่หน้าคุณไม่เหมือนคนรู้สำนึก มันเหมือนคนขอโทษส่ง ๆ มากกว่า ”
ทาริกาทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างไม่พอใจ ก่อนจะถอยหลังมาตั้งหลัก
“ แล้วจะให้ทำยังไงล่ะคะ ก็มันไม่รู้ ไม่ได้ตั้งใจ ” เธอตอบกระแทกเสียงด้วยความไม่พอใจ “ ต้องให้ฉันยกธูปเทียนแพมาขอขมาเลยมั๊ยล่ะ ”
ทาริกาไม่รู้หรอกว่าตัวเองพูดอะไรออกไปก้าวร้าวแค่ไหน รู้แต่ว่าตอนที่พูดน่ะมันโกรธมาก เลยยังไม่ได้ทันคิดอะไรให้ถ้วนที่ พอมารู้สึกตัวอีกที ตอนนี้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมองมายังเธอเป็นตาเดียว โดยเฉพาะเชฟข้างกายที่มองเธอตาเขียว แถมแยกเขี้ยวใส่อีกต่างหาก
“ ก็ได้นะถ้าเธออยากทำ ” พงศกรบอกอย่างพอใจ
“ ไม่ต้องหรอกค่ะ ” ผู้หญิงเพียงคนเดียวในโต๊ะบอกปัดแทน ทำให้คนข้างตัวหันมาทำท่าประท้วง แต่ก็โดนสายตาดุๆของมณีมาลาปรามไว้จนต้องทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างเงียบ ๆ “ ให้มันแล้วกันไปเถอะค่ะฟง โรสไม่อยากให้มีปัญหาใหญ่โต เป็นผู้ใหญ่ก็อย่าไปรังแกเด็กสิคะ ”
พงศกรขมวดคิ้ว อ้าปากเถียงอีกครั้ง
“ ผมก็ไม่ได้อยากรังแกเด็ก..แต่เด็กนี่มัน.....” เขาพยายามจะเถียง พยายามจะบอกว่าเด็กคนนี้มันแสบกว่าที่คิดเยอะ ที่หาเรื่องต่อความยาวสาวความยืดอยู่นี่ ไม่เพราะต้องการจะแก้เผ็ดที่โดนเขาหลอก ก็คงจะรู้อยู่นานแล้วน่ะสิว่าเขาเป็นคนไทย ก็เลยไม่ตกใจเลยตอนที่เห็นเขาพูดภาษาไทยออกมา ใช่...ต้องเป็นอย่างหลังมากกว่า นี่คงจะสนุกมากกว่าที่หลอกด่าเขาอยู่ตั้งนานสองนาน
มณีมาลาจ้องคนรักนิ่ง
“ เด็กเขาทำไม....” มณีมาลาถามซ้ำ เมื่อไม่ได้รับคำตอบ หญิงสาวจึงหันไปพูดกับทาริกาแทน “ น้องไปเอาถ้วยใหม่มาให้พี่เถอะค่ะ อย่าโรยพริกไทยอีกนะ ”
พูดกับทาริกาจบ เธอก็หันไปอธิบายเรื่องราวทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษให้เพื่อนร่วมโต๊ะอีกคนหนึ่งฟังต่อ
ทาริยกซุปถ้วยใหม่มาเสิร์ฟด้วยตนเองถึงโต๊ะ ก่อนจะลอบมองหญิงสาวสวยคนนั้นอย่างชื่นชม ผู้หญิงที่เธอแอบได้ยินเรียกแทนตัวเองว่า ‘โรส’ นั้น ไม่ได้สวยผุดผาดฉูดฉาดให้สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นอย่างพวกหญิงสาวหลายๆคนที่ทาริกาเคยพบ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับทำให้เธอปฎิเสธไม่ได้เลยว่าดูดี ถ้าจะถามว่าอะไรดูดีที่สุดในตัวของผู้หญิงคนนี้ คงจะตอบได้ในทันทีเลยว่าเป็นแววตาและรอยยิ้มแสนสดใสเปล่งประกายงดงามจับหัวใจ ที่สามารถรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและจริงใจส่งให้เธองดงามออกมาจากภายใน หรือถ้ามองลึกลงไปแบบแยกส่วนก็คงจะต้องชมฝีมือการวาดคิ้วโก่งของเธอที่สวยได้รูป ดวงตาก็กลมเล็กเป็นประกายน่ารัก ขนตาปลอมที่เขานิยมกันเธอก็ไม่ได้ติด ทำเพียงแค่ปัดมาสคาร่าเล็กน้อย ปากบางเล็กพอเหมาะเคลือบลิปกรอสงามวับทำให้ดูอวบอิ่ม เมื่อนำทุกสิงมาพิจารณาแบบองค์รวมแล้ว เธอก็งดงามไม่แพ้ใครเลยทีเดียว
งดงามจนทาริกาลืมตัว หลังจากเสิร์ฟอาหารเสร็จก็ยังคงยืนนิ่ง มองมณีมาลาด้วยสายตาชื่นชมอยู่นาน นานจนหญิงสาวผู้ถูกจ้องรู้สึกตัว
“ มีอะไรหรือเปล่าคะ ” มณีมาลาถามอย่างสุภาพ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองเบา ๆ “ หรือว่าหน้าพี่มีอะไรติด ”
ทาริกาส่ายหน้ารวดเร็ว ก่อนจะตอบเสียงใส
“ หน้าคุณไม่มีอะไรติดค่ะ ” หญิงสาวตอบ ก่อนจะยิ้มจนตาหยี แก้มระเรื่อขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย “ แต่คุณสวย สวยจริงๆ สวยจนฉันที่เป็นผู้หญิงด้วยกันยังชอบเลย ”
มณีมาลาย่นคอ ก่อนจะหัวเราะและบอกกับเธอว่าเธอไม่ได้ชอบผู้หญิง คราวนี้จึงเป็นทาริกาบ้างที่จะโบกมือปฎิเสธเป็นพัลวัล
“ ไม่ได้หมายความอย่างนั้นค่า ” เธอบอกเสียงกลั้วหัวเราะ “ แค่ชอบความสวยของคุณ คิดว่าอยากสวยแบบคุณบ้างน่ะค่ะ ”
คนที่นั่งเงียบมาตลอดหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างจงใจ ก่อนจะตีหน้าขรึม ต่อเมื่อเห็นว่าทาริกาจ้องลงมาอย่างไม่พอใจ เพราะสิ่งที่เขาต้องการก็คือได้เห็นว่าเด็กคนนั้นอารมณ์ขุ่นนั่นแหละ
“ ฟง...เอาอีกแล้วนะคะ ทำเป็นเด็กๆอีกแล้ว ” เธอตีเบาๆ ที่ต้นแขนของคนรัก “ นี่แน่ะ ! แกล้งน้องเขาดีนัก ตีซะให้เข็ดเลย ”
พูดจบเธอก็ลงมือตีเบาๆอีกสองสาวครั้ง เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมโต๊ะชาวต่างชาติอีกคนหนึ่ง ซึ่งถึงจะฟังไม่เข้าใจ แต่เป็นใคร ใครเห็นภาพนั้นก็อดหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูไม่ได้อยู่ดีรวมทั้งทาริกาด้วย จนเมื่อโดนสายตาเขียวๆจากนวมมีชีวิต ที่ส่งมาเหมือนกับต้องการบอกว่าเธอชักจะมีส่วนร่วมมากเกินหน้าที่แล้วทาริกาก็สะดุดกึก และก้มศีรษะเป็นเชิงอำลา...
“ เดี๋ยวก่อนจ้ะ ” มณีมาลาเรียกหญิงสาวที่หมุนตัวกลับไปแล้วเอาไว้ ก่อนจะส่งยิ้มหวาน “ แล้วคงได้เจอกันอีกนะคะ พี่รู้สึกถูกชะตากับน้องยังไงก็ไม่รู้ คิดว่าต้องได้เจอกันอีกแน่ๆ ”
ทาริกายิ้มรับจนตาหยี
“ ดิฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ ”
หลังจากให้มณีมาลามาส่งที่คอนโด ยังไม่ทันที่พงศกรจะจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับตัวเอง เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากนักสืบที่ให้ไปสืบเรื่องเกี่ยวกับอาไค ทางนั้นแจ้งว่าได้พบตัวทายาทของผู้ชายคนนั้นแล้ว พงศกรไม่นึกเลยว่า จากข้อมูลคำบอกเล่าเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับอาไคที่เขาได้ให้ไป จะสามารถทำให้หาทายาทได้เร็วเพียงนี้ เขาตกลงนัดกับนักสืบคนนั้นทันทีในวันพรุ่งนี้ ก่อนจะโทรไปปรึกษามารดา
“ ม๊าพอจะมีเงินสดติดตัวอยู่สี่ห้าแสน เงินนี้เราสามารถเอามาใช้ได้โดยที่ไม่มีใครรู้ พรุ่งนี้ ก่อนที่ฟงจะไปทำงาน แวะมาหาม๊าที่สวนสาธารณะนะลูก ”
คุณวิยะดาเอ่ยเสียงกระซิบ เพราะรู้ดีว่าบ้านนี้ ‘หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง’ มากมายแค่ไหน
“ เอาเงินนั่นไว้ใช้กับทายาทของอาไค ลูกพิจารณาเอาเองนะว่าจะใช้ยังไง ม๊าไม่เก่งเท่าลูกหรอก ”
พงศกรหัวเราะเบา ๆ กับคำพูดของมารดา
“ แสดงว่าผมนี่จอมวางแผนใช่ไหมครับม๊า ” เขาผ่อนลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเครียดขึ้น “ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าญาติของอาเจ๊กไคจะยอมทำตามข้อเสนอของเราหรือเปล่า แต่ผมจะพยายาม ”
คุณวิยะดายิ้ม ก่อนจะเอ่ยให้กำลังใจ
“ ฟงของม๊าเก่งอยู่แล้ว ฝันดีนะลูก ”
มารดาวางสายไปแล้ว แต่เขายังคงจมอยู่กับความคิดของตัวเองในเรื่องที่มารดาของเขาบอก พงศกรไม่มีความมั่นใจเลย เวลานี้ก็ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้ญาติของอาไคหัวอ่อน ยอมฟังข้อเสนอของเขาก็แล้วกัน
หลังจากนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงตรง พงศกรก็รีบออกมาจากที่ทำงานทันที สร้างความแปลกใจให้กับคนในแผนกวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นเล็กน้อยไม่ได้ เพราะปกติแล้ว เจ้านายของพวกเขาจะออกจากออฟฟิศเป็นคนสุดท้ายเสมอ
และเหตุผลเดียวที่ทำให้เขาต้องรีบออกจากออฟฟิศ ก็เป็นเพราะนักสืบที่เขานัดไว้ได้โทรมาบอกว่ามาถึงที่หมายแล้ว พงศกรรีบรุดออกมาจากที่ทำงานทันที เมื่อมาถึง ชายคนนั้นก็ทักทายเขาเพียงเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเล่าข้อมูลที่ตนได้สืบมาให้กับพงศกรได้รับรู้
“ จากข้อมูลเพียงเล็กน้อยที่คุณให้มา มันทำให้เราทราบว่าหลังจากที่ผู้ชายคนนั้นไม่ได้เป็นหุ้นส่วนของบริษัทพ่อคุณแล้ว เขาก็ระหกระเหเร่ร่อนกับภรรยาไปเปิดร้านกาแฟอยู่แถวห้างไนติงเกล ไม่นานภรรยาของท่านก็ป่วยและเสียชีวิตลง ” นักสืบคนนั้นเริ่มเล่า ก่อนจะยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้ชายหนุ่ม “ ต่อมา ลูกของท่านก็เติบโตเป็นหนุ่ม เลี้ยงดูท่านมาตลอด ก่อนจะแต่งงานกับหญิงไทยเชื้อสายจีน เมื่อปี 2534 หนึ่งปีต่อมาเขาก็มีลูกสาวให้กับครอบครัว เด็กในรูปนั่นแหละครับ...”
พงศกรก้มหน้าลงมองรูปถ่ายที่หยิบมาจากในซองเอกสารรูปหนึ่ง เป็นภาพของเด็กสาววัยประมาณยี่สิบปีท่าทางปราดเปรียวทันสมัย เขาขมวดคิ้วอย่างสงสัย ดูอย่างไรเธอก็ไม่น่าจะมีเชื้อสายจีนเลย
“ เด็กคนนี้เหรอครับ ” เขาชูรูปขึ้นเพื่อถามนักสืบหนุ่ม หากแต่เขากลับส่ายหน้าปฎิเสธ
“ ไม่ใช่คนนั้นครับ เด็กคนนั้นเป็นลูกติดของแม่เลี้ยงเธอ ” เขาบอกก่อนจะยื่นมือมาขอซองเอกสาร และทำท่าค้นอยู่สักพัก ก่อนจะหยิบรูปภาพใบใหม่ให้ “ เด็กคนนี้ต่างหากครับ ”
พงศกรเอื้อมมือไปรับรูปใบนั้นมา ก่อนจะก้มลงมอง
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขานั้นทำให้ชายหนุ่มไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เขาจำคนในรูปนี้ได้ขึ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นจมูกรั้น ๆ ปากเชิด ๆ ผิวขาวอมชมพูธรรมชาติ และโดยเฉพาะ สีผมแสบทรวงนั่น !!!
เด็กที่เขามีเรื่องด้วยเมื่อวานนี้ !
“ เด็กคนนี้แน่เหรอครับ ” เขาถามซ้ำ
“ เด็กคนนี้ครับ เธอชื่อบะหมี่ อายุ 19 ปี เป็นหลานของอาไค คุณอาของคุณอย่างแน่นอน จากการสอบถามคนรอบหมู่บ้าน เด็กคนนี้น่าสงสารมากครับ หลังจากคุณธงชัยเสียไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อสี่ปีก่อน เธอก็ถูกบังคับให้เรียนต่อสายอาชีพ และพอเรียนจบก็ต้องมาดูแลกิจการร้านอาหารตามสั่งของพ่อแกต่อ ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยอย่างคนอื่นเขา คนแถวนั้นยังบอกอีก แม่เลี้ยงของเธอใจร้ายกับเธอมาก ก่อนพ่อเธอจะเสีย ดีกับเด็กคนนี้ยังไง พอพ่อเธอเสียก็ไม่เคยดีกับเธอแบบนั้นอีกเลย เด็กคนนี้ยังเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวทั้งหมด แถมยังให้ค่าขนมพี่สาวเธอไปเรียนแฟชั่นดีไซน์อีกด้วย ”
เขาฟังเรื่องราวดราม่าสุดรันทดของหญิงสาวแล้วอดสงสารไม่ได้ ชายหนุ่มก้มลงมองภาพในมือ มันเป็นภาพที่เด็กบะหมี่นั่นกำลังก้มหน้าก้มตาทำอาหารหน้ามัน โดยมีผู้หญิงสาวใหญ่คนหนี่งนั่งอ่านนิตยสารบันเทิงอยู่ไม่ไกล
“ ผมขอบคุณมากครับ ” เขาบอก ก่อนจะยื่นซองเล็ก ๆ สีขาวให้ “ เอาไปขึ้นเงินได้เลยนะครับ ”
“ ขอบคุณครับคุณ ” เขาเอ่ย ก่อนจะยื่นมือมารับซองเช็คนั้น และมอบกระดาษใบเล็กๆให้พงศกร “ ที่อยู่ของเด็กคนนั้นครับคุณ ”
เขารับมันมาดูอย่างใช้ความคิด
เสียงตะโกนโหวกเหวกของชายสี่ห้าคนที่เร่งให้เธอทำอาหารเสิร์ฟให้รวดเร็วทันใจ มันไม่น่ารำคาญเท่ากับเสียงหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขของใครบางคนที่นั่งพัดเยิบๆอยู่บนเก้าอี้ตัวกลมหน้าจอทีวีรุ่นเก่า ทาริกามองร่างนั้นด้วยสายตารังเกียจ แต่เธอก็ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดบ่นแม่เลี้ยงของเธอสักเท่าไหร่นัก เพราะรู้ว่าบ่นไปก็ไม่ได้อะไร มีแต่จะทำให้เธอต้องปวดหูเพิ่มขึ้นเสียเปล่า ๆ จึงปล่อยให้แกนั่งดูละครรีรันยามบ่ายให้สนุกเสียให้พอ
จนเวลาเกือบบ่ายสองโมง แขกเริ่มบางตา หญิงสาวจึงได้หยุดพักดื่มน้ำและนั่งบ้าง
“ อ้าว...นั่นจะพักทำไมน่ะ ไปล้างจานสิไป ” เกสรชี้นิ้ว ก่อนจะเบ้ปากบ่น “ ทำตัวว่างงานอยู่ได้ ”
“ เสิน จิง ปิ้ง ….” ทาริกาบ่นออกมาดัง ๆ เพราะรู้ว่ายายเกสรอุตพิตนี่ฟังไม่รู้เรื่องแน่นอน
“ แกด่าฉันใช่ไหม ด่าว่าอะไรนังบะหมี่ ” เกสรชี้หน้า เอ็ดเสียงดัง หากแต่ทาริกากลับยักไหล่
“ หนูบ่นเป็นภาษาจีนต่างหาก...เหนื่อยน่ะ เข้าใจไหม ! ” พูดจบหญิงสาวก็หันไปยืนจัดบริเวณที่ทำอาหารให้ดูดี เก็บเศษผักที่กระเด็นตกไปจากเขียงลงไปในถังขยะอย่างอารมณ์ดี...จะไม่ให้อารมณ์ดีได้ยังไงล่ะ ก็เธอได้ด่าคนโดยที่เขาไม่รู้ตัวอีกแล้วล่ะสิ
เสิน จิง ปิ้ง ประสาทไม่ดี !!
แล้วอารมณ์ดี ๆ ของทาริกาก็ต้องถูกขัดขึ้นอีกจากเสียงร้องตะโกนบอกของเกสร
“ นังหมี่...ลูกค้ามา ” หลังจากร้องสั่งลูกเลี้ยงเสร็จ เกสรก็เดินย้ายก้นเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว ทาริกามองอย่างนึกรังเกียจ แล้วพาลถึงคนที่เพิ่งเข้ามาในร้านใหม่เสียด้วย
คนอะไร บ่ายสองเพิ่งจะกินข้าวกลางวัน !
“ นั่งเลย พะ.....” คำเอ่ยทักทายลูกค้าคนใหม่ของทาริกาต้องถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อเห็นว่าคนที่มาเป็นลูกค้าของเธอคือใคร
ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาในร้านของเธออย่างเชื่องช้า สบตาเธอเพียงครู่เดียว สายตาคมคู่นั้นก็เคลื่อนมองไปรอบ ๆ เหมือนกับต้องการจะหาอะไรสักอย่าง จนสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะนั่งลงบนโต๊ะสะอาด ที่ไม่มีจานข้าวทานแล้วของใครวางอยู่ แต่กว่าเขาจะนั่งได้ คุณชายก็กรีดนิ้วลงไปในกล่องใสกระดาษชำระสีบานเย็นซีดจากการที่โดนแดดเลีย เพื่อหยิบเอากระดาษเนื้อสากขึ้นมายาวยืด ก่อนจะเช็ดทำความสะอาดทั้งโต๊ะ และก็เก้าอี้อีกรอบอย่างน่าหมั่นไส้
ทาริกาเห็นภาพนั้นแล้วอดหมั่นไส้ไม่ได้
“ คุณมาที่นี่ทำไม ”
หญิงสาวเดินเข้ามาจนชิดโต๊ะที่พงศกรนั่งอยู่ ก่อนจะกอดอกมองอย่างหาเรื่อง
“มาที่ร้านอาหาร...ก็ต้องกินอาหารน่ะสิ ” เขาตอบโดยไม่สบตา
“ ฉันไม่เชื่อหรอก....” หญิงสาวเบ้ปาก “ ท่าทางขยะแขยงร้านฉันของคุณเมื่อสักครู่นี้มันไม่ได้บอกอย่างนั้นเลย คุณทำเหมือนกับว่าต้องฝืนใจมาที่นี่ ”
พงศกรยิ้มมุมปาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่ยืนกอดอกมองเขาอยู่
“ ตกลงว่าฉันจะได้กินข้าวไหมวันนี้ ”
ทาริกาหรี่ตามอง ก่อนจะพยักหน้ารับและตั้งท่าจะจดเมนูที่เขาต้องการ พลางถามห้วนๆว่าเขาต้องการจะกินอะไร ชายหนุ่มนิ่งนึกอยู่นาน ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ร้านอีกครั้ง
“ นึกไม่ออก...เอาเป็นว่า วันนี้มีเมนูประจำวันอะไร แนะนำหน่อย ”
ทาริกามองหน้าคนที่ถามหา ‘เมนูประจำวัน’ อย่างเหลือเชื่อ
หญิงสาวหลุดหัวเราะพรืดอย่างขบขัน ยิ่งเห็นหน้าเข้ม ๆ นั่นถามหาเมนูประจำวันอย่างจริงจังก็ยิ่งขำ
“ โอ๊ยยย บ้าไปแล้วแน่ ๆ ” ทาริกาบอก ก่อนจะระเบิดหัวเราะอีกครั้งเมื่อพงศกรทำหน้าเหรอหรากว่าเก่า หญิงสาวงอตัวลงกับพื้นอย่างสุดจะทน
“ เป็นอะไรของเธอ ” พงศกรร้องถาม คนที่หัวเราะตัวงอลงไปนั่งกุมท้องอยู่กับพื้นอย่างสงสัย ไม่รู้ว่าจะขำอะไรนักหนา นี่เธอขำจนหน้าขาว ๆ ของเธอแดงไปทั้งหน้าหมดแล้วนะนี่
เขายังไม่รู้เลยว่ามันขำตรงไหน !
“ หยุดเดี๋ยวนี้นะ ” เขาก้มลงไปออกคำสั่งกับหญิงสาว “ ฉันชักจะทนรำคาญเธอไม่ไหวแล้วนะ ฉันถามอะไรก็ไม่ตอบสักอย่างเอาแต่หัวเราะ เมาแดดหรือเปล่า เธอน่ะ”
“ เมาแดด !! ” หญิงสาวยืนขึ้น ก่อนจะหัวเราะคิกๆอีกรอบ “ คุณอานี่พูดเรื่องตลกหน้าตายเลยนะคะ”
พงศกรขมวดคิ้ว ก่อนจะเม้มริมฝีปากอย่างอดทน
“ อย่าเสียเวลา ” เขาตัดบท เพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเด็กที่พูดไม่รู้เรื่อง “ ฉันเอา..ผัดกะเพราหมูสับ ไข่ดาวก็ได้ ...แต่...” เขายังไม่ทันจะพูดจบ หญิงสาวก็เอ่ยขัดขึ้นทันที
“ แต่อย่าใส่พริกไทยป่น ” ทาริกาบอก ก่อนจะเดินกลับไปประจำหน้าเตา “ กินเผ็ดได้หรือเปล่าเนี่ย...เคยได้ยินว่าคนแก่กินเผ็ดมากไม่ดี งั้นเอาแบบไม่เผ็ดแล้วกันนะ”
พงศกรมองคนที่อยู่หน้าเตาอย่างเหลืออด ได้แต่นับหนึ่งถึงสิบในใจ
ระหว่างที่ทาริกากำลังขะมักเขม้นอยู่กับการผัดกะเพราะกลิ่นฉุนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณให้กับพงศกรอยู่นั้นเอง สาวใหญ่นางหนึ่งก็เดินนวยนาดเข้ามาที่โต๊ะ ก่อนถือวิสาสะนั่งลงตรงข้ามกับพงศกรหน้าตาเฉย
“ น้องมาจากไหนคะเนี่ย พี่ไม่เคยเห็นหน้าเลย ”
พงศกรมองหน้าหญิงวัยสี่สิบกว่า ๆ ที่กล้าเรียกแทนตัวเองว่า ‘พี่’ นิ่ง
“ ผมไม่ใช่คนแถวนี้หรอกครับ...คุณน้า ”
เขาเปลี่ยนคำแทนตัวของเกสรเสียใหม่ จนสาวใหญ่หน้าหงาย
“ แล้วพ่อรูปหล่อมาทำอะไรที่นี่จ้ะ ” เธอถาม พลางมองสำรวจเครื่องแต่งกายมีระดับของคู่สนทนาที่ประเมินด้วยสายตาแล้วท่าทางจะเป็นของแท้ “ แต่งตัวก็ดีด้วย มีธุระอะไรหรือเปล่าเอ่ย ”
“ มีธุระแน่ครับ ” เขาตอบยิ้ม ๆ ก่อนจะรับจานข้าวหอมกรุ่นที่ทาริกายื่นให้มาตั้งตรงหน้า
หลังจากเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าแล้ว ทาริกาก็อดจะแขวะแม่เลี้ยงตัวเองไม่ได้
“ นี่ น้าเกสร มานั่งจ้องหน้าลูกค้าทำไมน่ะ ” ทาริกาถาม ก่อนจะก้มลงไปจ้องหน้าเกสรใกล้ๆ “ นี่ไปแต่งหน้าเพิ่มมาด้วยเหรอเนี่ย หนาเชียว ”
ทาริกากล่าวจบก็หัวเราะคิก และหมุนตัวกลับจะไปทำงานต่อ
แต่คนที่ เพิ่งไปโบ๊ะหน้ามาใหม่ใช้เท้ายันจนเซ
“ ถีบหนูทำไม ! ” ทาริกาถาม ก่อนจะเหลือบมองลูกค้าหนุ่ม ว่าเขาจะคิดอย่างไรเมื่อเห็นภาพที่ไม่สมควรจะเห็นเช่นนี้ แต่ดีที่เขาทำเหมือนไม่ได้สนใจอะไร ยังคงง่วนกับการใช้ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองเช็ดช้อนส้อมอยู่
“ ก็แกมันปากเสียน่ะสิ ไป เข้าไปล้างจานได้แล้ว ทางนี้ฉันจัดการเอง ” เกสรร้องบอก ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าเทพบุตรสุดหล่อตรงหน้าต่อ “ แล้วมีธุระอะไรเหรอจ้ะ ”
“ เป็นเรื่องดีๆแน่นอนครับคุณน้า ” เขาตอบ ก่อนจะยื่นกระดาษจดเบอร์โทรศัพท์ที่เตรียมมาให้ “ หลังจากที่บะหมี่ไปแล้ว ก็โทรเรียกผมนะครับ ผมจะเข้ามาเจรจาอะไรกับคุณสักหน่อย ”
เกสรรับกระดาษใบนั้นมาอย่างงงๆ แต่ก็พยักหน้าตอบรับไป
ฝนตกลงมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย ทาริกายื่นมือออกไปนอกหน้าต่างบนรถประจำทางเพื่อรองรับความชุ่มชื่นจากสายฝนเบื้องนอก ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
รถประจำทางไม่ปรับอากาศคันเก่าเปลี่ยนเลนส์เพื่อจะจอดเทียบป้ายรถเมล์หน้าโรงแรมหรูกลางเมือง ทาริกาและคนอีกหลายคนยืนออกันหน้าประตูแน่น ก่อนจะพุ่งตัวลงไปอย่างรวดเร็วราวกับเป็นนักกีฬา ทันทีที่ประตูทรุดโทรมนั้นจะเปิดออก ต่างคนต่างวิ่งอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะให้ถึงชายคาของโรงแรมเพื่อที่จะเปียกให้น้อยที่สุด โดยไม่ทันระวัง หญิงสาวจึงชนกับคนคนหนึ่งเข้าอย่างจัง จนทาริกาที่ตัวเล็กกว่าเสียหลักลงไปกองกับพื้นก้นจ้ำเบ้า คลุกกับน้ำฝนในที่สุด
“ ขอโทษครับ ” ใครคนนั้นเอ่ย ก่อนจะยื่นมือมาให้เธอเกาะอย่างมีน้ำใจ ที่ทาริกาคิดว่าจะไม่ได้รับเสียแล้วจากคนในยุคปัจจุบันนี้
“ ไม่เป็นไรค่ะ ” ทาริกาเงยหน้าขึ้นมองชายคนนั้น ซึ่งเขายืนโปรยยิ้มมองเธออยู่ก่อนแล้ว
“ มาสิครับ ” เขาบอกย้ำให้เธอวางมือบนมือของเขา ก่อนจะฉุดให้ยืนเรียบร้อย “ เปียกหมดแล้ว ”
เขายิ้มโปรยเสน่ห์ จนทาริการู้สึกได้
“ ขอบคุณนะคะ แต่ปล่อยมือได้แล้วค่ะ ” ทาริกาบอก พลางสะบัดมือเบาๆให้ผู้ชายคนนั้นรู้ตัว ว่าเธอไม่พอใจนักที่เขาฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งเธออย่างที่กำลังทำอยู่ ชายหนุ่มจึงชักมือกลับอย่างเก้อ ๆ
“ เดินไปกับผมสิครับ ผมมีร่ม ” เขาบอกพลางขยับร่มพลาสติกสีใสมาใกล้ “ ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ผมชอบบริการคนน่ารักอยู่แล้ว ”
ทาริกายิ้มแหย มองคนตรงหน้าแหยง ๆ รู้สึกเลี่ยนกับคำพูดของเขาอย่างบอกไม่ถูก
“ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันกลัวว่างูบนหัวคุณจะอยู่กันไม่พอ เดี๋ยวจะเปียกฝนเป็นหวัดกันเปล่า ๆ ฉันไม่ชอบรังแกสัตว์เล็กหรอกค่ะ ”
พูดจบ หญิงสาวก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้คนหัวงูยืนหัวเราะอยู่คนเดียวเบา ๆ เขายืนมองตามเธอไปจนสุดสายตาอย่างถูกใจ ก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้นขัดจังหวะ
“ สวัสดีครับ อาอึ่ม ผมกำลังไปพอดี ”
คุณดารา ภรรยาคนรองของเจ้าสัวสมพงษ์ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ เพื่อให้หลานชายคนเดียวของนางเห็น ไม่นานนักชายหนุ่มร่างสูงก็เดินมาถึงและทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามกับคุณป้าแท้ ๆ ที่อุปการะเขามาตั้งแต่เด็ก
“ สวัสดีครับ อาอึ่มมานานหรือยังครับ ” เขายกมือไหว้ ก่อนจะถามอย่างสุภาพ “ พอดีผมเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยข้างหน้าโรงแรมน่ะครับ ”
ตนุภัทรบอก ก่อนจะปัดน้ำฝนที่เกาะผมของเขาอยู่เบาๆ
“ อุบัติเหตุอะไรน็อต บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า ” คุณนายรองยกมือของหลานชายขึ้นพลิกไปมา ก่อนจะมองหาจุดอื่น ๆ รอบตัวของหลานรัก
“ อุบัติเหตุหัวใจครับอาอึ่ม ” เขาบอก พลางหลิ่วตาอย่างเจ้าชู้ “ เกิดบ่อยจะตาย อึ่มก็รู้ ”
“ จริง ๆ เลยนะอาน็อตเนี่ย ” เธอบอกอย่างเหนื่อยใจ “ มัวแต่สนใจแต่เรื่องแบบเนี้ยแหละ อาฟงเลยแซงหลานได้ตลอด ”
พอพูดถึงญาติผู้พี่ เขาก็ถึงกับอารมณ์เสีย
“ อึ่มจะพูดถึงเขาทำไมครับ ผมอุตส่าห์อารมณ์ดีแท้ ๆ ” เขาบอกอย่างเสียอารมณ์ ก่อนจะหันไปจัดทรงผมตัวเองให้เข้าที่จากกระจกของร้านที่อยู่ข้างตัว ซึ่งเห็นเพียงแค่เงาราง ๆ
“ แกไม่รู้อะไร ตอนนี้ที่บ้านกำลังวุ่นวายกันใหญ่ ” คุณดาราเริ่มเกริ่นนำ แต่เหมือนตนุภัทรจะทราบอยู่แล้วว่าที่บ้านกำลังวุ่นวายกันเรื่องอะไร เขาจึงเปรยขึ้น
“ ผมทราบครับ ว่าที่บ้านกำลังวุ่นวายเรื่องที่เจ้าสัวจะยกสมบัติให้คนอื่นที่ไม่ใช่ลูกชายคนเดียวอย่างเฮียฟง ” เขาบอก ก่อนจะหันกลับมาสบตากับผู้เป็นป้า “ แต่อึ่มครับ ผมยังสงสัยอยู่ดี ว่าทำไมท่านไม่ยกให้เฮียไปให้มันรู้แล้วรู้รอด ยังไงเฮียก็เป็นลูกแท้ ๆ ของเจ้าสัวนะครับ ”
คุณดาราทำท่าเหมือนมีพิรุธ ก่อนจะชวนคุยประเด็นอื่นต่อ
“ เรื่องนี้ไม่ต้องมาคิดมากหรอก เจ้าสัวก็บอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอว่าแกก็มีสิทธิในสมบัติของตระกูลเหมือนกัน แม้ไม่ใช่ญาติแท้ ๆ ของเจ้าสัว แต่เขาก็เลี้ยงแกมาเหมือนหลาน เพราะฉะนั้นถ้าตอนนี้เขาจะเปลี่ยนใจยกให้คนอื่นอีกมันก็ไม่แปลกหรอกน่า อย่าไปสนใจตรงจุดนี้เลย ” คุณนายรองถอนหายใจอย่างระอา ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก “ เออ...ตอนนี้ อึ่มสืบมาได้แล้วนะ ว่าฟงกับม๊าของมันตามหาทายาทของคนที่เจ้าสัวจะยกสมบัติให้เจอแล้ว อึ่มคิดว่ามันคงจะต้องเอาคนคนนั้นไปเป็นพวกแน่ ๆ คนใจอ่อนอย่างอาฟงคงไม่กล้ากำจัดใคร ”
ตนุภัทรเห็นด้วยกับผู้เป็นป้า เขาเติบโตมากับพงศกรก็พอจะรู้จักคนคนนั้นดี ว่าเขาเป็นคนอย่างไร
“ อึ่มไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมจะพยายามจัดการเรื่องนี้ให้เอง ”
แม้ว่าตอนนี้ เวลาจะล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่ฝนก็ยังคงลงเม็ดปรอย ๆ อยู่ ทาริการีบสาวเท้าเร็ว ๆ เพื่อที่จะถึงที่หมายโดยไม่ต้องเปียกปอนมากนัก จนกระทั่งถึงบ้านก็ต้องแปลกใจ เมื่อเธอเห็นไทยมุงนับสิบคน ยืนกางร่มทำอะไรกันอยู่หน้าบ้านของเธอ
“ ดูอะไรกัน ” หญิงสาวร้องถาม ก่อนที่คนเหล่านั้นจะแหวกทางให้หญิงสาวเดินเข้ามาโดยที่ไม่ต้องเอ่ยขอทางเหมือนทุกครั้งที่มีเรื่องให้ ‘มุง’
และเธอก็ทราบเหตุผล เมื่อพบว่าสิ่งที่พวกเขามุงดูกันคือสมบัติส่วนตัวมากมายของเธอ ถูกโยนออกมาจากบ้านทีละชิ้น กองเกลื่อนพื้นไปหมด หญิงสาวร้องสบถอย่างตกใจ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ทำไมของของเธอจึงมากองอยู่กับพื้นเช่นนี้
“ นี่มันบ้าอะไรกันวะ !! ” เธอร้องถามอย่างเหลืออด จนเมื่อเห็นว่าพี่สาวของเธอหยิบรูปบิดาออกมาทำท่าจะโยน หญิงสาวก็ปราดเข้าไปจนชิด “ ลองโยนดูดิ เดี๋ยวก็รู้ว่าจะเธอจะเจออะไรบ้าง ”
พี่สาวของเธอหยุดชะงัก ก่อนจะยื่นรูปส่งให้ดีๆ แล้ววิ่งหายเข้าไปในตัวบ้าน
“ มาโยนของหนูแบบนี้ทำไม หนูทำอะไรให้น้าไม่พอใจอีกล่ะ ”
หญิงสาวตะโกนถาม เมื่อเห็นว่าเกสรเดินนวยนาดออกมาพร้อมกับอัลบั้มรูปครอบครัวของเธอสามสี่เล่มในมือ หากแต่เกสรไม่ตอบ กลับทำเพียงแค่โยนของในมือลงกับพื้นอย่างไร้ค่า
“ นี่มันอะไรกัน !!! ” หญิงสาวตะโกน หากแต่ไร้คำตอบเช่นเดิม เธอกำหมัดแน่นอย่างเหลืออด ก่อนจะทำท่าเหมือนจะถลาเข้าไปต่อยหน้าคนใจร้ายสักหมัดหากแต่ก้าวได้เพียงสามก้าว ร่างของเธอก็ถูกกระชากหวือจากมือหนาที่อยู่เบื้องหลัง
ทาริกาเอี้ยวคอมองอย่างยากลำบาก เพื่อที่จะรู้ว่าใครกันที่กล้ามาล็อคตัวเธอไว้อย่างนี้
ผู้ชายคนนั้น !!
ทาริกาพยายามสะบัดตัวให้หลุดจากการเกาะกุมของแขนแข็งแรง หากแต่มันไม่ง่ายอย่างที่ใจคิด แถมยิ่งดิ้น ก็เหมือนกับว่าร่างสูงก็จะยิ่งบีบไหล่เธอแน่นยิ่งขึ้นไปอีก
“ ปล่อยฉันนะ !! ” เธอร้อง พลางดิ้นสุดแรง “ คุณมาอยู่ที่นี่ได้ไง ยุ่งอะไรด้วย ”
เขาไม่ตอบ ก่อนจะส่งสัญญาณให้ชายในชุดซาฟารีสีดำสามสี่คนช่วยกันขนของของเธอทั้งหมดออกไปจากหน้าบ้าน หญิงสาวมองอย่างไม่เข้าใจ
“ อะไรกัน คุณจะทำอะไร เอาของฉันไปไหน ”
พงศกรก้มลงมองร่างที่อยู่ในอาณัติของเขานิ่ง
“ มองเฉย ๆ ทำไม ทำไมถึงไม่พูดล่ะ พูดสิวะ !! ” หญิงสาวเริ่มอดรนทนไม่ไหวกับท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของคนตรงหน้าอีกต่อไป “ นี่คิดจะทำอะไรกันแน่ !! ”
“ ฉันยกแกให้คุณผู้ชายคนนั้นไปแล้ว !! ”
เกสรนั่นเอง เกสรเป็นคนตอบแทนทุกอย่าง สร้างเสียงฮือฮาให้กับไทยมุงรอบตัว
“ มะ...หมายความว่าไง..”
หญิงสาวถามซ้ำด้วยเสียงแผ่วเบา ไร้เรี่ยวแรง
“ ก็หมายความว่า....แม่ของฉันขายแกให้พี่สุดหล่อคนนั้นไปเรียบร้อยแล้วล่ะสิ ” ผู้เป็นพี่สาวต่อให้
โลกทั้งโลกหมุนคว้างทันทีที่พี่สาวพูดจบ ขาที่เคยยืนหยัดต่อสู้กับทุกสถานการณ์กลับอ่อนแรงจนยืนไม่ไหว ร่างบางทรุดฮวบลงไปกับพื้น ริมฝีปากซีดสั่นผวา เธอไม่แน่ใจว่ามันสั่นเพราะว่าเธอตากฝนนานจนหนาวไปทั้งกาย หรือสั่นเพราะสิ่งที่ได้รับรู้กันแน่น
“ ไปจากที่นี่กันก่อนบะหมี่ ” เสียงกระซิบข้างหูทำให้เธอหันไปมองช้า ๆ ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาของผู้ชายที่เธอเพิ่งเจอเมื่อวานอยู่ใกล้จนชิด ทาริกามองเข้าไปในดวงตาคมเข้มของเขา
คนที่เธอไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ
“ ทำไม....” หญิงสาวถามคนที่กำลังโอบเธออยู่อย่างอ่อนแรง “ ทำแบบนี้ทำไม ”
“ ฉันจะพาเธอไปในที่ที่มันดีกว่านี้ ” เขาบอก ซึ่งมันไม่ได้ทำให้ทาริกาเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการได้ชัดเจนขึ้นเลย “ ไปกับฉันก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
พูดจบเขาก็ถือวิสาสะอุ้มร่างบางของทาริกาขึ้นอย่างง่ายดาย
หญิงสาวรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายหันกลับไปมองที่ที่เธอเพิ่งจากมา....
นั่น...น้าเกสรใช่ไหม.....
น้าเกสร...คนที่ครั้งหนึ่งเคยกล่อมให้เธอนอนหลับบนตักอบอุ่นนั้นใช่ไหม…
ทำไมน้าทำกับหนูแบบนี้...
และดวงตาพร่าเลือนของทาริกาก็ปิดลงช้าๆ ปล่อยให้สายฝนชะล้างน้ำตาของเธอจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อที่ใครจะได้ไม่รู้ ว่ากำลังร้องไห้...
สวัสดีค่ะ อิษฏาค่ะ
วันนี้เอาตอนที่ 2 มาฝากกัน
และจะขอคุยอะไรด้วยนิดหน่อย
คือ ตัวผู้แต่งเองเนี่ย ไม่ได้มีเชื้อจีนเลยสักกระพีกเดียวค่ะ
แต่เรื่องนี้ตัวละครเกือบทั้งหมดมีเชื้อจีน
การลำดับญาติ อีกทั้งการสะกดคำไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า
เช่นคำว่า " เตีย " ที่พระเอกใช้เรียกพ่อ เพราะปกติจะได้ยิน " เตี่ย"
คำว่า " ม๊า " ที่ถ้าจะสะกดให้ถูก ต้องเป็น " ม้า "
และคำว่า " อาอึ่ม " ที่เหมือนจะเคยได้ยินว่าเป็น " อาอึ้ม "
แต่ที่หาข้อมูลมา เขาเขียนกันแบบที่เขียนในนิยายนี่ึ่ค่ะ
ส่วนอื่น ๆที่พิมพ์ผิดก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ มันสดจริง ๆ -_-"
น้อมรับคำวิจารณ์จากทุกท่านนะคะ
อิษฏา
********************************************
ทาริกาก้มหน้านิ่งเดินตามเชฟร่างท้วมมาติด ๆ ตลอดทางเดินระหว่างห้องครัวมายังห้องอาหารของร้าน เธอโดนเทศน์ยับนับได้เกือบครบสิบสามกัณฑ์พอดี เนื้อหาทั้งหมดก็เกี่ยวข้องกับหัวใจของการบริการบ้างล่ะ การใส่ใจในการทำอาหารบ้างล่ะ เชื่อว่าถ้าทางเดินระหว่างห้องครัวกับห้องอาหารยาวขึ้นอีกสักหน่อยเธอคงได้รับปริญญาตรีทางด้านการโรงแรมโดยไม่ต้องเรียนเลยทีเดียว หญิงสาวไม่เข้าใจเลยว่าทำไม เธอผิดอะไรงั้นหรือที่ใส่พริกไทยลงไปในถ้วยซุปครีมเห็ดนั่น มันก็เป็นปกติธรรมดาของซุปครีมเห็ดนี่นา ที่จะต้องโรยพริกไทยนิด พาสลีย์หน่อย
‘ แต่นี่ไม่ธรรมดา ’ เชฟเป็นคนบอกคำนี้กับเธอเอง
เธอจำได้เลย ว่าตอนนั้นที่เธอทราบเรื่องจากบริกรที่วิ่งโร่เข้ามาบอกว่ามีลูกค้าท่านหนึ่งถามว่าใครเป็นคนโรยพริกไทยในซุปเห็ด เธอเองก็ยกมือสารภาพ และตอบไปแบบนั้น ว่าเป็นธรรมดาของซุปที่ต้องโรยพริกไทย เชฟจึงได้เฉลยว่า ลูกค้าท่านนี้ แพ้พริกไทยป่น
คนไทย แต่แพ้พริกไทยป่นเนี่ยนะ จะกินอะไรได้ !!
แต่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นความผิดของเธอและเชฟคนละครึ่ง ที่เขาไม่ได้บอกเธอก่อนว่าห้ามโรยพริกไทย จึงไม่ค่อยมีใครกล้าต่อว่า เพราะคนไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่เนื่องจากอย่างไรก็ตาม คนที่โรยพริกไทยก็ต้องออกมาสารภาพและขอโทษลูกค้าอยู่ดี เธอจึงต้องเดินออกมาให้เขาด่าอยู่นี่ เมื่อถึงโต๊ะอาหาร หญิงสาวก็ยังคงก้มหน้าสำนึกผิดอยู่ จนเมื่อเสียงเข้มของใครคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
“ ใครเป็นคนโรยพริกไทย ” ทาริกาทำหน้าเมื่อย ก่อนจะยกมือขึ้นอย่างกล้าๆกลัว ๆ พลางคิดในใจว่าเสียงแบบนี้คงต้องเป็นพวกลูกค้าไฮโซเขี้ยวลากดินแน่ ๆ
และเมื่อหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาพบกับความจริง
“ ดิฉันเองค่ะท่าน ….” เสียงของเธอขาดห้วงลงไปในทันที เมื่อเห็นว่าคนที่เธอกำลังจะมาขอโทษนั้นคือใคร
พงศกรแทบจะลืมตัวอ้าปากค้างเลยทีเดียว เมื่อเห็นว่าคนที่โรยพริกไทยใส่ในถ้วยซุปครีมเห็ดเป็นใคร ซึ่งตอนนี้มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือภาพพจน์ของเขา เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน นี่เธอคงจะรู้หมดแล้วว่าเขาแกล้งทำเป็นชาวต่างชาติเพราะแก้เก้อที่มัวแต่มองเธออยู่งั้นสินะ
“ คุณนี่เอง ” ทาริกาทัก ก่อนจะยิ้มหวานเหมือนผู้มีชัยเหนือกว่า เมื่อเห็นว่าหน้าของคู่กรณีที่เผือดลงเล็กน้อย “ เป็นคุณใช่ไหมคะที่ต้องการที่จะพบฉัน ”
พงศกรยืดหลังตรง จ้องคนที่กำลังลอยหน้าลอยตามถามนิ่ง
“ ใช่ ผมเอง ” เขาบอก ก่อนจะชี้ไปที่ถ้วยซุปชามนั้น “ คุณไม่ได้รับออร์เดอร์หรือยังไง ถึงได้ใส่พริกไทยลงไปในชาม รู้หรือเปล่าว่าผมแพ้พริกไทยป่นขนาดไหน มันอาจจะทำให้ผมช็อคจนอาจเข้าโรงพยาบาลได้ ”
ทาริกายักไหล่
“ ดิฉันไม่ทราบนี่คะ ” หญิงสาวตอบอย่างยียวน “ มันเป็นความผิดของทางร้านเรา ที่การสื่อสารของเราไม่ดีพอ ทำงานไม่เป็นระบบเท่าที่ควร ขอให้ท่านโปรดอภัยด้วย ยังไงซะ ดิฉันจะเปลี่ยนชามใหม่ให้นะคะ ”
หญิงสาวบอก ก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้หมายจะหยิบชามเก่าออกมา
“ แต่หน้าคุณไม่เหมือนคนรู้สำนึก มันเหมือนคนขอโทษส่ง ๆ มากกว่า ”
ทาริกาทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างไม่พอใจ ก่อนจะถอยหลังมาตั้งหลัก
“ แล้วจะให้ทำยังไงล่ะคะ ก็มันไม่รู้ ไม่ได้ตั้งใจ ” เธอตอบกระแทกเสียงด้วยความไม่พอใจ “ ต้องให้ฉันยกธูปเทียนแพมาขอขมาเลยมั๊ยล่ะ ”
ทาริกาไม่รู้หรอกว่าตัวเองพูดอะไรออกไปก้าวร้าวแค่ไหน รู้แต่ว่าตอนที่พูดน่ะมันโกรธมาก เลยยังไม่ได้ทันคิดอะไรให้ถ้วนที่ พอมารู้สึกตัวอีกที ตอนนี้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมองมายังเธอเป็นตาเดียว โดยเฉพาะเชฟข้างกายที่มองเธอตาเขียว แถมแยกเขี้ยวใส่อีกต่างหาก
“ ก็ได้นะถ้าเธออยากทำ ” พงศกรบอกอย่างพอใจ
“ ไม่ต้องหรอกค่ะ ” ผู้หญิงเพียงคนเดียวในโต๊ะบอกปัดแทน ทำให้คนข้างตัวหันมาทำท่าประท้วง แต่ก็โดนสายตาดุๆของมณีมาลาปรามไว้จนต้องทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างเงียบ ๆ “ ให้มันแล้วกันไปเถอะค่ะฟง โรสไม่อยากให้มีปัญหาใหญ่โต เป็นผู้ใหญ่ก็อย่าไปรังแกเด็กสิคะ ”
พงศกรขมวดคิ้ว อ้าปากเถียงอีกครั้ง
“ ผมก็ไม่ได้อยากรังแกเด็ก..แต่เด็กนี่มัน.....” เขาพยายามจะเถียง พยายามจะบอกว่าเด็กคนนี้มันแสบกว่าที่คิดเยอะ ที่หาเรื่องต่อความยาวสาวความยืดอยู่นี่ ไม่เพราะต้องการจะแก้เผ็ดที่โดนเขาหลอก ก็คงจะรู้อยู่นานแล้วน่ะสิว่าเขาเป็นคนไทย ก็เลยไม่ตกใจเลยตอนที่เห็นเขาพูดภาษาไทยออกมา ใช่...ต้องเป็นอย่างหลังมากกว่า นี่คงจะสนุกมากกว่าที่หลอกด่าเขาอยู่ตั้งนานสองนาน
มณีมาลาจ้องคนรักนิ่ง
“ เด็กเขาทำไม....” มณีมาลาถามซ้ำ เมื่อไม่ได้รับคำตอบ หญิงสาวจึงหันไปพูดกับทาริกาแทน “ น้องไปเอาถ้วยใหม่มาให้พี่เถอะค่ะ อย่าโรยพริกไทยอีกนะ ”
พูดกับทาริกาจบ เธอก็หันไปอธิบายเรื่องราวทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษให้เพื่อนร่วมโต๊ะอีกคนหนึ่งฟังต่อ
ทาริยกซุปถ้วยใหม่มาเสิร์ฟด้วยตนเองถึงโต๊ะ ก่อนจะลอบมองหญิงสาวสวยคนนั้นอย่างชื่นชม ผู้หญิงที่เธอแอบได้ยินเรียกแทนตัวเองว่า ‘โรส’ นั้น ไม่ได้สวยผุดผาดฉูดฉาดให้สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นอย่างพวกหญิงสาวหลายๆคนที่ทาริกาเคยพบ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับทำให้เธอปฎิเสธไม่ได้เลยว่าดูดี ถ้าจะถามว่าอะไรดูดีที่สุดในตัวของผู้หญิงคนนี้ คงจะตอบได้ในทันทีเลยว่าเป็นแววตาและรอยยิ้มแสนสดใสเปล่งประกายงดงามจับหัวใจ ที่สามารถรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและจริงใจส่งให้เธองดงามออกมาจากภายใน หรือถ้ามองลึกลงไปแบบแยกส่วนก็คงจะต้องชมฝีมือการวาดคิ้วโก่งของเธอที่สวยได้รูป ดวงตาก็กลมเล็กเป็นประกายน่ารัก ขนตาปลอมที่เขานิยมกันเธอก็ไม่ได้ติด ทำเพียงแค่ปัดมาสคาร่าเล็กน้อย ปากบางเล็กพอเหมาะเคลือบลิปกรอสงามวับทำให้ดูอวบอิ่ม เมื่อนำทุกสิงมาพิจารณาแบบองค์รวมแล้ว เธอก็งดงามไม่แพ้ใครเลยทีเดียว
งดงามจนทาริกาลืมตัว หลังจากเสิร์ฟอาหารเสร็จก็ยังคงยืนนิ่ง มองมณีมาลาด้วยสายตาชื่นชมอยู่นาน นานจนหญิงสาวผู้ถูกจ้องรู้สึกตัว
“ มีอะไรหรือเปล่าคะ ” มณีมาลาถามอย่างสุภาพ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองเบา ๆ “ หรือว่าหน้าพี่มีอะไรติด ”
ทาริกาส่ายหน้ารวดเร็ว ก่อนจะตอบเสียงใส
“ หน้าคุณไม่มีอะไรติดค่ะ ” หญิงสาวตอบ ก่อนจะยิ้มจนตาหยี แก้มระเรื่อขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย “ แต่คุณสวย สวยจริงๆ สวยจนฉันที่เป็นผู้หญิงด้วยกันยังชอบเลย ”
มณีมาลาย่นคอ ก่อนจะหัวเราะและบอกกับเธอว่าเธอไม่ได้ชอบผู้หญิง คราวนี้จึงเป็นทาริกาบ้างที่จะโบกมือปฎิเสธเป็นพัลวัล
“ ไม่ได้หมายความอย่างนั้นค่า ” เธอบอกเสียงกลั้วหัวเราะ “ แค่ชอบความสวยของคุณ คิดว่าอยากสวยแบบคุณบ้างน่ะค่ะ ”
คนที่นั่งเงียบมาตลอดหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างจงใจ ก่อนจะตีหน้าขรึม ต่อเมื่อเห็นว่าทาริกาจ้องลงมาอย่างไม่พอใจ เพราะสิ่งที่เขาต้องการก็คือได้เห็นว่าเด็กคนนั้นอารมณ์ขุ่นนั่นแหละ
“ ฟง...เอาอีกแล้วนะคะ ทำเป็นเด็กๆอีกแล้ว ” เธอตีเบาๆ ที่ต้นแขนของคนรัก “ นี่แน่ะ ! แกล้งน้องเขาดีนัก ตีซะให้เข็ดเลย ”
พูดจบเธอก็ลงมือตีเบาๆอีกสองสาวครั้ง เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมโต๊ะชาวต่างชาติอีกคนหนึ่ง ซึ่งถึงจะฟังไม่เข้าใจ แต่เป็นใคร ใครเห็นภาพนั้นก็อดหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูไม่ได้อยู่ดีรวมทั้งทาริกาด้วย จนเมื่อโดนสายตาเขียวๆจากนวมมีชีวิต ที่ส่งมาเหมือนกับต้องการบอกว่าเธอชักจะมีส่วนร่วมมากเกินหน้าที่แล้วทาริกาก็สะดุดกึก และก้มศีรษะเป็นเชิงอำลา...
“ เดี๋ยวก่อนจ้ะ ” มณีมาลาเรียกหญิงสาวที่หมุนตัวกลับไปแล้วเอาไว้ ก่อนจะส่งยิ้มหวาน “ แล้วคงได้เจอกันอีกนะคะ พี่รู้สึกถูกชะตากับน้องยังไงก็ไม่รู้ คิดว่าต้องได้เจอกันอีกแน่ๆ ”
ทาริกายิ้มรับจนตาหยี
“ ดิฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ ”
หลังจากให้มณีมาลามาส่งที่คอนโด ยังไม่ทันที่พงศกรจะจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับตัวเอง เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากนักสืบที่ให้ไปสืบเรื่องเกี่ยวกับอาไค ทางนั้นแจ้งว่าได้พบตัวทายาทของผู้ชายคนนั้นแล้ว พงศกรไม่นึกเลยว่า จากข้อมูลคำบอกเล่าเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับอาไคที่เขาได้ให้ไป จะสามารถทำให้หาทายาทได้เร็วเพียงนี้ เขาตกลงนัดกับนักสืบคนนั้นทันทีในวันพรุ่งนี้ ก่อนจะโทรไปปรึกษามารดา
“ ม๊าพอจะมีเงินสดติดตัวอยู่สี่ห้าแสน เงินนี้เราสามารถเอามาใช้ได้โดยที่ไม่มีใครรู้ พรุ่งนี้ ก่อนที่ฟงจะไปทำงาน แวะมาหาม๊าที่สวนสาธารณะนะลูก ”
คุณวิยะดาเอ่ยเสียงกระซิบ เพราะรู้ดีว่าบ้านนี้ ‘หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง’ มากมายแค่ไหน
“ เอาเงินนั่นไว้ใช้กับทายาทของอาไค ลูกพิจารณาเอาเองนะว่าจะใช้ยังไง ม๊าไม่เก่งเท่าลูกหรอก ”
พงศกรหัวเราะเบา ๆ กับคำพูดของมารดา
“ แสดงว่าผมนี่จอมวางแผนใช่ไหมครับม๊า ” เขาผ่อนลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเครียดขึ้น “ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าญาติของอาเจ๊กไคจะยอมทำตามข้อเสนอของเราหรือเปล่า แต่ผมจะพยายาม ”
คุณวิยะดายิ้ม ก่อนจะเอ่ยให้กำลังใจ
“ ฟงของม๊าเก่งอยู่แล้ว ฝันดีนะลูก ”
มารดาวางสายไปแล้ว แต่เขายังคงจมอยู่กับความคิดของตัวเองในเรื่องที่มารดาของเขาบอก พงศกรไม่มีความมั่นใจเลย เวลานี้ก็ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้ญาติของอาไคหัวอ่อน ยอมฟังข้อเสนอของเขาก็แล้วกัน
หลังจากนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงตรง พงศกรก็รีบออกมาจากที่ทำงานทันที สร้างความแปลกใจให้กับคนในแผนกวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นเล็กน้อยไม่ได้ เพราะปกติแล้ว เจ้านายของพวกเขาจะออกจากออฟฟิศเป็นคนสุดท้ายเสมอ
และเหตุผลเดียวที่ทำให้เขาต้องรีบออกจากออฟฟิศ ก็เป็นเพราะนักสืบที่เขานัดไว้ได้โทรมาบอกว่ามาถึงที่หมายแล้ว พงศกรรีบรุดออกมาจากที่ทำงานทันที เมื่อมาถึง ชายคนนั้นก็ทักทายเขาเพียงเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเล่าข้อมูลที่ตนได้สืบมาให้กับพงศกรได้รับรู้
“ จากข้อมูลเพียงเล็กน้อยที่คุณให้มา มันทำให้เราทราบว่าหลังจากที่ผู้ชายคนนั้นไม่ได้เป็นหุ้นส่วนของบริษัทพ่อคุณแล้ว เขาก็ระหกระเหเร่ร่อนกับภรรยาไปเปิดร้านกาแฟอยู่แถวห้างไนติงเกล ไม่นานภรรยาของท่านก็ป่วยและเสียชีวิตลง ” นักสืบคนนั้นเริ่มเล่า ก่อนจะยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้ชายหนุ่ม “ ต่อมา ลูกของท่านก็เติบโตเป็นหนุ่ม เลี้ยงดูท่านมาตลอด ก่อนจะแต่งงานกับหญิงไทยเชื้อสายจีน เมื่อปี 2534 หนึ่งปีต่อมาเขาก็มีลูกสาวให้กับครอบครัว เด็กในรูปนั่นแหละครับ...”
พงศกรก้มหน้าลงมองรูปถ่ายที่หยิบมาจากในซองเอกสารรูปหนึ่ง เป็นภาพของเด็กสาววัยประมาณยี่สิบปีท่าทางปราดเปรียวทันสมัย เขาขมวดคิ้วอย่างสงสัย ดูอย่างไรเธอก็ไม่น่าจะมีเชื้อสายจีนเลย
“ เด็กคนนี้เหรอครับ ” เขาชูรูปขึ้นเพื่อถามนักสืบหนุ่ม หากแต่เขากลับส่ายหน้าปฎิเสธ
“ ไม่ใช่คนนั้นครับ เด็กคนนั้นเป็นลูกติดของแม่เลี้ยงเธอ ” เขาบอกก่อนจะยื่นมือมาขอซองเอกสาร และทำท่าค้นอยู่สักพัก ก่อนจะหยิบรูปภาพใบใหม่ให้ “ เด็กคนนี้ต่างหากครับ ”
พงศกรเอื้อมมือไปรับรูปใบนั้นมา ก่อนจะก้มลงมอง
ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขานั้นทำให้ชายหนุ่มไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เขาจำคนในรูปนี้ได้ขึ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นจมูกรั้น ๆ ปากเชิด ๆ ผิวขาวอมชมพูธรรมชาติ และโดยเฉพาะ สีผมแสบทรวงนั่น !!!
เด็กที่เขามีเรื่องด้วยเมื่อวานนี้ !
“ เด็กคนนี้แน่เหรอครับ ” เขาถามซ้ำ
“ เด็กคนนี้ครับ เธอชื่อบะหมี่ อายุ 19 ปี เป็นหลานของอาไค คุณอาของคุณอย่างแน่นอน จากการสอบถามคนรอบหมู่บ้าน เด็กคนนี้น่าสงสารมากครับ หลังจากคุณธงชัยเสียไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อสี่ปีก่อน เธอก็ถูกบังคับให้เรียนต่อสายอาชีพ และพอเรียนจบก็ต้องมาดูแลกิจการร้านอาหารตามสั่งของพ่อแกต่อ ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยอย่างคนอื่นเขา คนแถวนั้นยังบอกอีก แม่เลี้ยงของเธอใจร้ายกับเธอมาก ก่อนพ่อเธอจะเสีย ดีกับเด็กคนนี้ยังไง พอพ่อเธอเสียก็ไม่เคยดีกับเธอแบบนั้นอีกเลย เด็กคนนี้ยังเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวทั้งหมด แถมยังให้ค่าขนมพี่สาวเธอไปเรียนแฟชั่นดีไซน์อีกด้วย ”
เขาฟังเรื่องราวดราม่าสุดรันทดของหญิงสาวแล้วอดสงสารไม่ได้ ชายหนุ่มก้มลงมองภาพในมือ มันเป็นภาพที่เด็กบะหมี่นั่นกำลังก้มหน้าก้มตาทำอาหารหน้ามัน โดยมีผู้หญิงสาวใหญ่คนหนี่งนั่งอ่านนิตยสารบันเทิงอยู่ไม่ไกล
“ ผมขอบคุณมากครับ ” เขาบอก ก่อนจะยื่นซองเล็ก ๆ สีขาวให้ “ เอาไปขึ้นเงินได้เลยนะครับ ”
“ ขอบคุณครับคุณ ” เขาเอ่ย ก่อนจะยื่นมือมารับซองเช็คนั้น และมอบกระดาษใบเล็กๆให้พงศกร “ ที่อยู่ของเด็กคนนั้นครับคุณ ”
เขารับมันมาดูอย่างใช้ความคิด
เสียงตะโกนโหวกเหวกของชายสี่ห้าคนที่เร่งให้เธอทำอาหารเสิร์ฟให้รวดเร็วทันใจ มันไม่น่ารำคาญเท่ากับเสียงหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขของใครบางคนที่นั่งพัดเยิบๆอยู่บนเก้าอี้ตัวกลมหน้าจอทีวีรุ่นเก่า ทาริกามองร่างนั้นด้วยสายตารังเกียจ แต่เธอก็ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดบ่นแม่เลี้ยงของเธอสักเท่าไหร่นัก เพราะรู้ว่าบ่นไปก็ไม่ได้อะไร มีแต่จะทำให้เธอต้องปวดหูเพิ่มขึ้นเสียเปล่า ๆ จึงปล่อยให้แกนั่งดูละครรีรันยามบ่ายให้สนุกเสียให้พอ
จนเวลาเกือบบ่ายสองโมง แขกเริ่มบางตา หญิงสาวจึงได้หยุดพักดื่มน้ำและนั่งบ้าง
“ อ้าว...นั่นจะพักทำไมน่ะ ไปล้างจานสิไป ” เกสรชี้นิ้ว ก่อนจะเบ้ปากบ่น “ ทำตัวว่างงานอยู่ได้ ”
“ เสิน จิง ปิ้ง ….” ทาริกาบ่นออกมาดัง ๆ เพราะรู้ว่ายายเกสรอุตพิตนี่ฟังไม่รู้เรื่องแน่นอน
“ แกด่าฉันใช่ไหม ด่าว่าอะไรนังบะหมี่ ” เกสรชี้หน้า เอ็ดเสียงดัง หากแต่ทาริกากลับยักไหล่
“ หนูบ่นเป็นภาษาจีนต่างหาก...เหนื่อยน่ะ เข้าใจไหม ! ” พูดจบหญิงสาวก็หันไปยืนจัดบริเวณที่ทำอาหารให้ดูดี เก็บเศษผักที่กระเด็นตกไปจากเขียงลงไปในถังขยะอย่างอารมณ์ดี...จะไม่ให้อารมณ์ดีได้ยังไงล่ะ ก็เธอได้ด่าคนโดยที่เขาไม่รู้ตัวอีกแล้วล่ะสิ
เสิน จิง ปิ้ง ประสาทไม่ดี !!
แล้วอารมณ์ดี ๆ ของทาริกาก็ต้องถูกขัดขึ้นอีกจากเสียงร้องตะโกนบอกของเกสร
“ นังหมี่...ลูกค้ามา ” หลังจากร้องสั่งลูกเลี้ยงเสร็จ เกสรก็เดินย้ายก้นเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว ทาริกามองอย่างนึกรังเกียจ แล้วพาลถึงคนที่เพิ่งเข้ามาในร้านใหม่เสียด้วย
คนอะไร บ่ายสองเพิ่งจะกินข้าวกลางวัน !
“ นั่งเลย พะ.....” คำเอ่ยทักทายลูกค้าคนใหม่ของทาริกาต้องถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อเห็นว่าคนที่มาเป็นลูกค้าของเธอคือใคร
ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาในร้านของเธออย่างเชื่องช้า สบตาเธอเพียงครู่เดียว สายตาคมคู่นั้นก็เคลื่อนมองไปรอบ ๆ เหมือนกับต้องการจะหาอะไรสักอย่าง จนสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะนั่งลงบนโต๊ะสะอาด ที่ไม่มีจานข้าวทานแล้วของใครวางอยู่ แต่กว่าเขาจะนั่งได้ คุณชายก็กรีดนิ้วลงไปในกล่องใสกระดาษชำระสีบานเย็นซีดจากการที่โดนแดดเลีย เพื่อหยิบเอากระดาษเนื้อสากขึ้นมายาวยืด ก่อนจะเช็ดทำความสะอาดทั้งโต๊ะ และก็เก้าอี้อีกรอบอย่างน่าหมั่นไส้
ทาริกาเห็นภาพนั้นแล้วอดหมั่นไส้ไม่ได้
“ คุณมาที่นี่ทำไม ”
หญิงสาวเดินเข้ามาจนชิดโต๊ะที่พงศกรนั่งอยู่ ก่อนจะกอดอกมองอย่างหาเรื่อง
“มาที่ร้านอาหาร...ก็ต้องกินอาหารน่ะสิ ” เขาตอบโดยไม่สบตา
“ ฉันไม่เชื่อหรอก....” หญิงสาวเบ้ปาก “ ท่าทางขยะแขยงร้านฉันของคุณเมื่อสักครู่นี้มันไม่ได้บอกอย่างนั้นเลย คุณทำเหมือนกับว่าต้องฝืนใจมาที่นี่ ”
พงศกรยิ้มมุมปาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่ยืนกอดอกมองเขาอยู่
“ ตกลงว่าฉันจะได้กินข้าวไหมวันนี้ ”
ทาริกาหรี่ตามอง ก่อนจะพยักหน้ารับและตั้งท่าจะจดเมนูที่เขาต้องการ พลางถามห้วนๆว่าเขาต้องการจะกินอะไร ชายหนุ่มนิ่งนึกอยู่นาน ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ร้านอีกครั้ง
“ นึกไม่ออก...เอาเป็นว่า วันนี้มีเมนูประจำวันอะไร แนะนำหน่อย ”
ทาริกามองหน้าคนที่ถามหา ‘เมนูประจำวัน’ อย่างเหลือเชื่อ
หญิงสาวหลุดหัวเราะพรืดอย่างขบขัน ยิ่งเห็นหน้าเข้ม ๆ นั่นถามหาเมนูประจำวันอย่างจริงจังก็ยิ่งขำ
“ โอ๊ยยย บ้าไปแล้วแน่ ๆ ” ทาริกาบอก ก่อนจะระเบิดหัวเราะอีกครั้งเมื่อพงศกรทำหน้าเหรอหรากว่าเก่า หญิงสาวงอตัวลงกับพื้นอย่างสุดจะทน
“ เป็นอะไรของเธอ ” พงศกรร้องถาม คนที่หัวเราะตัวงอลงไปนั่งกุมท้องอยู่กับพื้นอย่างสงสัย ไม่รู้ว่าจะขำอะไรนักหนา นี่เธอขำจนหน้าขาว ๆ ของเธอแดงไปทั้งหน้าหมดแล้วนะนี่
เขายังไม่รู้เลยว่ามันขำตรงไหน !
“ หยุดเดี๋ยวนี้นะ ” เขาก้มลงไปออกคำสั่งกับหญิงสาว “ ฉันชักจะทนรำคาญเธอไม่ไหวแล้วนะ ฉันถามอะไรก็ไม่ตอบสักอย่างเอาแต่หัวเราะ เมาแดดหรือเปล่า เธอน่ะ”
“ เมาแดด !! ” หญิงสาวยืนขึ้น ก่อนจะหัวเราะคิกๆอีกรอบ “ คุณอานี่พูดเรื่องตลกหน้าตายเลยนะคะ”
พงศกรขมวดคิ้ว ก่อนจะเม้มริมฝีปากอย่างอดทน
“ อย่าเสียเวลา ” เขาตัดบท เพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเด็กที่พูดไม่รู้เรื่อง “ ฉันเอา..ผัดกะเพราหมูสับ ไข่ดาวก็ได้ ...แต่...” เขายังไม่ทันจะพูดจบ หญิงสาวก็เอ่ยขัดขึ้นทันที
“ แต่อย่าใส่พริกไทยป่น ” ทาริกาบอก ก่อนจะเดินกลับไปประจำหน้าเตา “ กินเผ็ดได้หรือเปล่าเนี่ย...เคยได้ยินว่าคนแก่กินเผ็ดมากไม่ดี งั้นเอาแบบไม่เผ็ดแล้วกันนะ”
พงศกรมองคนที่อยู่หน้าเตาอย่างเหลืออด ได้แต่นับหนึ่งถึงสิบในใจ
ระหว่างที่ทาริกากำลังขะมักเขม้นอยู่กับการผัดกะเพราะกลิ่นฉุนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณให้กับพงศกรอยู่นั้นเอง สาวใหญ่นางหนึ่งก็เดินนวยนาดเข้ามาที่โต๊ะ ก่อนถือวิสาสะนั่งลงตรงข้ามกับพงศกรหน้าตาเฉย
“ น้องมาจากไหนคะเนี่ย พี่ไม่เคยเห็นหน้าเลย ”
พงศกรมองหน้าหญิงวัยสี่สิบกว่า ๆ ที่กล้าเรียกแทนตัวเองว่า ‘พี่’ นิ่ง
“ ผมไม่ใช่คนแถวนี้หรอกครับ...คุณน้า ”
เขาเปลี่ยนคำแทนตัวของเกสรเสียใหม่ จนสาวใหญ่หน้าหงาย
“ แล้วพ่อรูปหล่อมาทำอะไรที่นี่จ้ะ ” เธอถาม พลางมองสำรวจเครื่องแต่งกายมีระดับของคู่สนทนาที่ประเมินด้วยสายตาแล้วท่าทางจะเป็นของแท้ “ แต่งตัวก็ดีด้วย มีธุระอะไรหรือเปล่าเอ่ย ”
“ มีธุระแน่ครับ ” เขาตอบยิ้ม ๆ ก่อนจะรับจานข้าวหอมกรุ่นที่ทาริกายื่นให้มาตั้งตรงหน้า
หลังจากเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าแล้ว ทาริกาก็อดจะแขวะแม่เลี้ยงตัวเองไม่ได้
“ นี่ น้าเกสร มานั่งจ้องหน้าลูกค้าทำไมน่ะ ” ทาริกาถาม ก่อนจะก้มลงไปจ้องหน้าเกสรใกล้ๆ “ นี่ไปแต่งหน้าเพิ่มมาด้วยเหรอเนี่ย หนาเชียว ”
ทาริกากล่าวจบก็หัวเราะคิก และหมุนตัวกลับจะไปทำงานต่อ
แต่คนที่ เพิ่งไปโบ๊ะหน้ามาใหม่ใช้เท้ายันจนเซ
“ ถีบหนูทำไม ! ” ทาริกาถาม ก่อนจะเหลือบมองลูกค้าหนุ่ม ว่าเขาจะคิดอย่างไรเมื่อเห็นภาพที่ไม่สมควรจะเห็นเช่นนี้ แต่ดีที่เขาทำเหมือนไม่ได้สนใจอะไร ยังคงง่วนกับการใช้ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองเช็ดช้อนส้อมอยู่
“ ก็แกมันปากเสียน่ะสิ ไป เข้าไปล้างจานได้แล้ว ทางนี้ฉันจัดการเอง ” เกสรร้องบอก ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าเทพบุตรสุดหล่อตรงหน้าต่อ “ แล้วมีธุระอะไรเหรอจ้ะ ”
“ เป็นเรื่องดีๆแน่นอนครับคุณน้า ” เขาตอบ ก่อนจะยื่นกระดาษจดเบอร์โทรศัพท์ที่เตรียมมาให้ “ หลังจากที่บะหมี่ไปแล้ว ก็โทรเรียกผมนะครับ ผมจะเข้ามาเจรจาอะไรกับคุณสักหน่อย ”
เกสรรับกระดาษใบนั้นมาอย่างงงๆ แต่ก็พยักหน้าตอบรับไป
ฝนตกลงมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย ทาริกายื่นมือออกไปนอกหน้าต่างบนรถประจำทางเพื่อรองรับความชุ่มชื่นจากสายฝนเบื้องนอก ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
รถประจำทางไม่ปรับอากาศคันเก่าเปลี่ยนเลนส์เพื่อจะจอดเทียบป้ายรถเมล์หน้าโรงแรมหรูกลางเมือง ทาริกาและคนอีกหลายคนยืนออกันหน้าประตูแน่น ก่อนจะพุ่งตัวลงไปอย่างรวดเร็วราวกับเป็นนักกีฬา ทันทีที่ประตูทรุดโทรมนั้นจะเปิดออก ต่างคนต่างวิ่งอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะให้ถึงชายคาของโรงแรมเพื่อที่จะเปียกให้น้อยที่สุด โดยไม่ทันระวัง หญิงสาวจึงชนกับคนคนหนึ่งเข้าอย่างจัง จนทาริกาที่ตัวเล็กกว่าเสียหลักลงไปกองกับพื้นก้นจ้ำเบ้า คลุกกับน้ำฝนในที่สุด
“ ขอโทษครับ ” ใครคนนั้นเอ่ย ก่อนจะยื่นมือมาให้เธอเกาะอย่างมีน้ำใจ ที่ทาริกาคิดว่าจะไม่ได้รับเสียแล้วจากคนในยุคปัจจุบันนี้
“ ไม่เป็นไรค่ะ ” ทาริกาเงยหน้าขึ้นมองชายคนนั้น ซึ่งเขายืนโปรยยิ้มมองเธออยู่ก่อนแล้ว
“ มาสิครับ ” เขาบอกย้ำให้เธอวางมือบนมือของเขา ก่อนจะฉุดให้ยืนเรียบร้อย “ เปียกหมดแล้ว ”
เขายิ้มโปรยเสน่ห์ จนทาริการู้สึกได้
“ ขอบคุณนะคะ แต่ปล่อยมือได้แล้วค่ะ ” ทาริกาบอก พลางสะบัดมือเบาๆให้ผู้ชายคนนั้นรู้ตัว ว่าเธอไม่พอใจนักที่เขาฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งเธออย่างที่กำลังทำอยู่ ชายหนุ่มจึงชักมือกลับอย่างเก้อ ๆ
“ เดินไปกับผมสิครับ ผมมีร่ม ” เขาบอกพลางขยับร่มพลาสติกสีใสมาใกล้ “ ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ผมชอบบริการคนน่ารักอยู่แล้ว ”
ทาริกายิ้มแหย มองคนตรงหน้าแหยง ๆ รู้สึกเลี่ยนกับคำพูดของเขาอย่างบอกไม่ถูก
“ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันกลัวว่างูบนหัวคุณจะอยู่กันไม่พอ เดี๋ยวจะเปียกฝนเป็นหวัดกันเปล่า ๆ ฉันไม่ชอบรังแกสัตว์เล็กหรอกค่ะ ”
พูดจบ หญิงสาวก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้คนหัวงูยืนหัวเราะอยู่คนเดียวเบา ๆ เขายืนมองตามเธอไปจนสุดสายตาอย่างถูกใจ ก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้นขัดจังหวะ
“ สวัสดีครับ อาอึ่ม ผมกำลังไปพอดี ”
คุณดารา ภรรยาคนรองของเจ้าสัวสมพงษ์ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ เพื่อให้หลานชายคนเดียวของนางเห็น ไม่นานนักชายหนุ่มร่างสูงก็เดินมาถึงและทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามกับคุณป้าแท้ ๆ ที่อุปการะเขามาตั้งแต่เด็ก
“ สวัสดีครับ อาอึ่มมานานหรือยังครับ ” เขายกมือไหว้ ก่อนจะถามอย่างสุภาพ “ พอดีผมเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยข้างหน้าโรงแรมน่ะครับ ”
ตนุภัทรบอก ก่อนจะปัดน้ำฝนที่เกาะผมของเขาอยู่เบาๆ
“ อุบัติเหตุอะไรน็อต บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า ” คุณนายรองยกมือของหลานชายขึ้นพลิกไปมา ก่อนจะมองหาจุดอื่น ๆ รอบตัวของหลานรัก
“ อุบัติเหตุหัวใจครับอาอึ่ม ” เขาบอก พลางหลิ่วตาอย่างเจ้าชู้ “ เกิดบ่อยจะตาย อึ่มก็รู้ ”
“ จริง ๆ เลยนะอาน็อตเนี่ย ” เธอบอกอย่างเหนื่อยใจ “ มัวแต่สนใจแต่เรื่องแบบเนี้ยแหละ อาฟงเลยแซงหลานได้ตลอด ”
พอพูดถึงญาติผู้พี่ เขาก็ถึงกับอารมณ์เสีย
“ อึ่มจะพูดถึงเขาทำไมครับ ผมอุตส่าห์อารมณ์ดีแท้ ๆ ” เขาบอกอย่างเสียอารมณ์ ก่อนจะหันไปจัดทรงผมตัวเองให้เข้าที่จากกระจกของร้านที่อยู่ข้างตัว ซึ่งเห็นเพียงแค่เงาราง ๆ
“ แกไม่รู้อะไร ตอนนี้ที่บ้านกำลังวุ่นวายกันใหญ่ ” คุณดาราเริ่มเกริ่นนำ แต่เหมือนตนุภัทรจะทราบอยู่แล้วว่าที่บ้านกำลังวุ่นวายกันเรื่องอะไร เขาจึงเปรยขึ้น
“ ผมทราบครับ ว่าที่บ้านกำลังวุ่นวายเรื่องที่เจ้าสัวจะยกสมบัติให้คนอื่นที่ไม่ใช่ลูกชายคนเดียวอย่างเฮียฟง ” เขาบอก ก่อนจะหันกลับมาสบตากับผู้เป็นป้า “ แต่อึ่มครับ ผมยังสงสัยอยู่ดี ว่าทำไมท่านไม่ยกให้เฮียไปให้มันรู้แล้วรู้รอด ยังไงเฮียก็เป็นลูกแท้ ๆ ของเจ้าสัวนะครับ ”
คุณดาราทำท่าเหมือนมีพิรุธ ก่อนจะชวนคุยประเด็นอื่นต่อ
“ เรื่องนี้ไม่ต้องมาคิดมากหรอก เจ้าสัวก็บอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอว่าแกก็มีสิทธิในสมบัติของตระกูลเหมือนกัน แม้ไม่ใช่ญาติแท้ ๆ ของเจ้าสัว แต่เขาก็เลี้ยงแกมาเหมือนหลาน เพราะฉะนั้นถ้าตอนนี้เขาจะเปลี่ยนใจยกให้คนอื่นอีกมันก็ไม่แปลกหรอกน่า อย่าไปสนใจตรงจุดนี้เลย ” คุณนายรองถอนหายใจอย่างระอา ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก “ เออ...ตอนนี้ อึ่มสืบมาได้แล้วนะ ว่าฟงกับม๊าของมันตามหาทายาทของคนที่เจ้าสัวจะยกสมบัติให้เจอแล้ว อึ่มคิดว่ามันคงจะต้องเอาคนคนนั้นไปเป็นพวกแน่ ๆ คนใจอ่อนอย่างอาฟงคงไม่กล้ากำจัดใคร ”
ตนุภัทรเห็นด้วยกับผู้เป็นป้า เขาเติบโตมากับพงศกรก็พอจะรู้จักคนคนนั้นดี ว่าเขาเป็นคนอย่างไร
“ อึ่มไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมจะพยายามจัดการเรื่องนี้ให้เอง ”
แม้ว่าตอนนี้ เวลาจะล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่ฝนก็ยังคงลงเม็ดปรอย ๆ อยู่ ทาริการีบสาวเท้าเร็ว ๆ เพื่อที่จะถึงที่หมายโดยไม่ต้องเปียกปอนมากนัก จนกระทั่งถึงบ้านก็ต้องแปลกใจ เมื่อเธอเห็นไทยมุงนับสิบคน ยืนกางร่มทำอะไรกันอยู่หน้าบ้านของเธอ
“ ดูอะไรกัน ” หญิงสาวร้องถาม ก่อนที่คนเหล่านั้นจะแหวกทางให้หญิงสาวเดินเข้ามาโดยที่ไม่ต้องเอ่ยขอทางเหมือนทุกครั้งที่มีเรื่องให้ ‘มุง’
และเธอก็ทราบเหตุผล เมื่อพบว่าสิ่งที่พวกเขามุงดูกันคือสมบัติส่วนตัวมากมายของเธอ ถูกโยนออกมาจากบ้านทีละชิ้น กองเกลื่อนพื้นไปหมด หญิงสาวร้องสบถอย่างตกใจ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ทำไมของของเธอจึงมากองอยู่กับพื้นเช่นนี้
“ นี่มันบ้าอะไรกันวะ !! ” เธอร้องถามอย่างเหลืออด จนเมื่อเห็นว่าพี่สาวของเธอหยิบรูปบิดาออกมาทำท่าจะโยน หญิงสาวก็ปราดเข้าไปจนชิด “ ลองโยนดูดิ เดี๋ยวก็รู้ว่าจะเธอจะเจออะไรบ้าง ”
พี่สาวของเธอหยุดชะงัก ก่อนจะยื่นรูปส่งให้ดีๆ แล้ววิ่งหายเข้าไปในตัวบ้าน
“ มาโยนของหนูแบบนี้ทำไม หนูทำอะไรให้น้าไม่พอใจอีกล่ะ ”
หญิงสาวตะโกนถาม เมื่อเห็นว่าเกสรเดินนวยนาดออกมาพร้อมกับอัลบั้มรูปครอบครัวของเธอสามสี่เล่มในมือ หากแต่เกสรไม่ตอบ กลับทำเพียงแค่โยนของในมือลงกับพื้นอย่างไร้ค่า
“ นี่มันอะไรกัน !!! ” หญิงสาวตะโกน หากแต่ไร้คำตอบเช่นเดิม เธอกำหมัดแน่นอย่างเหลืออด ก่อนจะทำท่าเหมือนจะถลาเข้าไปต่อยหน้าคนใจร้ายสักหมัดหากแต่ก้าวได้เพียงสามก้าว ร่างของเธอก็ถูกกระชากหวือจากมือหนาที่อยู่เบื้องหลัง
ทาริกาเอี้ยวคอมองอย่างยากลำบาก เพื่อที่จะรู้ว่าใครกันที่กล้ามาล็อคตัวเธอไว้อย่างนี้
ผู้ชายคนนั้น !!
ทาริกาพยายามสะบัดตัวให้หลุดจากการเกาะกุมของแขนแข็งแรง หากแต่มันไม่ง่ายอย่างที่ใจคิด แถมยิ่งดิ้น ก็เหมือนกับว่าร่างสูงก็จะยิ่งบีบไหล่เธอแน่นยิ่งขึ้นไปอีก
“ ปล่อยฉันนะ !! ” เธอร้อง พลางดิ้นสุดแรง “ คุณมาอยู่ที่นี่ได้ไง ยุ่งอะไรด้วย ”
เขาไม่ตอบ ก่อนจะส่งสัญญาณให้ชายในชุดซาฟารีสีดำสามสี่คนช่วยกันขนของของเธอทั้งหมดออกไปจากหน้าบ้าน หญิงสาวมองอย่างไม่เข้าใจ
“ อะไรกัน คุณจะทำอะไร เอาของฉันไปไหน ”
พงศกรก้มลงมองร่างที่อยู่ในอาณัติของเขานิ่ง
“ มองเฉย ๆ ทำไม ทำไมถึงไม่พูดล่ะ พูดสิวะ !! ” หญิงสาวเริ่มอดรนทนไม่ไหวกับท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของคนตรงหน้าอีกต่อไป “ นี่คิดจะทำอะไรกันแน่ !! ”
“ ฉันยกแกให้คุณผู้ชายคนนั้นไปแล้ว !! ”
เกสรนั่นเอง เกสรเป็นคนตอบแทนทุกอย่าง สร้างเสียงฮือฮาให้กับไทยมุงรอบตัว
“ มะ...หมายความว่าไง..”
หญิงสาวถามซ้ำด้วยเสียงแผ่วเบา ไร้เรี่ยวแรง
“ ก็หมายความว่า....แม่ของฉันขายแกให้พี่สุดหล่อคนนั้นไปเรียบร้อยแล้วล่ะสิ ” ผู้เป็นพี่สาวต่อให้
โลกทั้งโลกหมุนคว้างทันทีที่พี่สาวพูดจบ ขาที่เคยยืนหยัดต่อสู้กับทุกสถานการณ์กลับอ่อนแรงจนยืนไม่ไหว ร่างบางทรุดฮวบลงไปกับพื้น ริมฝีปากซีดสั่นผวา เธอไม่แน่ใจว่ามันสั่นเพราะว่าเธอตากฝนนานจนหนาวไปทั้งกาย หรือสั่นเพราะสิ่งที่ได้รับรู้กันแน่น
“ ไปจากที่นี่กันก่อนบะหมี่ ” เสียงกระซิบข้างหูทำให้เธอหันไปมองช้า ๆ ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาของผู้ชายที่เธอเพิ่งเจอเมื่อวานอยู่ใกล้จนชิด ทาริกามองเข้าไปในดวงตาคมเข้มของเขา
คนที่เธอไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ
“ ทำไม....” หญิงสาวถามคนที่กำลังโอบเธออยู่อย่างอ่อนแรง “ ทำแบบนี้ทำไม ”
“ ฉันจะพาเธอไปในที่ที่มันดีกว่านี้ ” เขาบอก ซึ่งมันไม่ได้ทำให้ทาริกาเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการได้ชัดเจนขึ้นเลย “ ไปกับฉันก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
พูดจบเขาก็ถือวิสาสะอุ้มร่างบางของทาริกาขึ้นอย่างง่ายดาย
หญิงสาวรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายหันกลับไปมองที่ที่เธอเพิ่งจากมา....
นั่น...น้าเกสรใช่ไหม.....
น้าเกสร...คนที่ครั้งหนึ่งเคยกล่อมให้เธอนอนหลับบนตักอบอุ่นนั้นใช่ไหม…
ทำไมน้าทำกับหนูแบบนี้...
และดวงตาพร่าเลือนของทาริกาก็ปิดลงช้าๆ ปล่อยให้สายฝนชะล้างน้ำตาของเธอจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อที่ใครจะได้ไม่รู้ ว่ากำลังร้องไห้...

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 18 พ.ค. 2554, 15:31:22 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 18 พ.ค. 2554, 18:54:39 น.
จำนวนการเข้าชม : 1707
<< ตอนที่ 1 ความจริง [เข้ามากันเร๊ววว ^^] | เป็นเอามาก 100% >> |

อิษฎา 18 พ.ค. 2554, 20:49:19 น.
เม้นบอกด้วยนะคะ ถ้าเกิดใช้คำผิด หรือพิมพ์ผิดอ่า
เพราะนี่ก็ตรวจแล้ว
ไม่แน่ใจเรื่องสะกดคำที่มาจากภาษาจีน
เม้นบอกด้วยนะคะ ถ้าเกิดใช้คำผิด หรือพิมพ์ผิดอ่า
เพราะนี่ก็ตรวจแล้ว
ไม่แน่ใจเรื่องสะกดคำที่มาจากภาษาจีน

suejeab 19 พ.ค. 2554, 12:44:03 น.
ที่น่าสนใจมาก
ที่น่าสนใจมาก