บ่วงรักแรงอธิษฐาน
รักในปัจจุบันผูกพันกับรักที่ปวดร้าวในอดีตชาติ
คำอธิษฐานและบุพเพสันนิวาสนำเขาและเธอกลับมาพบกันอีกครั้ง
แต่จะทำเช่นไรเมื่อหนึ่งคือเพื่อนรักที่ยอมสละชีพเพื่อเราและหนึ่งคือยอดดวงใจที่เฝ้ารักเฝ้ารอมาหลายภพชาติ
Tags: ย้อนอดีต ระลึกชาติ บุพเพสันนิวาส

ตอน: ตอนที่ 5 เพราะมั่นในรัก

ปัจจุบัน...

“เพราะมั่นในรัก เสียงตอบรับดีมาก...ยินดีด้วยนะปราณ...”

‘พี่แมน’ บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผู้เป็นทั้งเจ้านายผู้ให้โอกาสปราณได้ทำในสิ่งที่รัก และพี่ชายผู้มีน้ำใจที่คอยให้คำปรึกษาในทุกเรื่องที่ต้องการ ทักทายข้ามโต๊ะมาอย่างเป็นกันเองทันทีที่ปราณเปิดประตูเดินเข้าออฟฟิศ สีหน้าและน้ำเสียงที่แสดงความตื่นเต้นดีใจขนาดนี้บอกให้รู้ว่า ‘เพราะมั่นในรัก’ คอลัมน์ใหม่จากไอเดียของปราณที่เพิ่งออกสู่สายตานักอ่านพร้อมนิตยสารรายปักษ์ชื่อดังท่าทางจะไปได้ดี

“เพราะความรัก เป็นสินค้าที่ขายได้กับทุกคนครับพี่” ปราณ ในวัยหนุ่ม ที่ไม่เหลือเค้าของเด็กมหาลัยอีกแล้ว เดินอ้อมมานั่งลงที่โต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับโต๊ะของพี่แมน
“กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความรักไปแล้วน้องเรา แล้วที่นัดสัมภาษณ์ตาบุญจะไปเมื่อไหร่ล่ะ นี่แค่หยอดไปนิดหน่อย แฟนคอลัมน์โทรมากันใหญ่เลย”
“โปรโมทรอได้เลยครับพี่” หันไปบอกกับพี่แมนด้วยแววตามุ่งมั่น แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านึกหวั่นใจอยู่เหมือนกัน เมื่อผลงานชิ้นแรกที่ออกสู่สายตาประชาชน และมีเสียงตอบรับกลับมาอย่างดีเกินคาด งานชิ้นต่อไปย่อมเป็นงานที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อจะได้ไม่ทำให้ผู้อ่านผิดหวัง เป็นการพิสูจน์ฝีมือครั้งสำคัญอันจะมีผลต่ออนาคตของตนเองอีกด้วย

‘เพราะมั่นในรัก’ คอลัมน์ใหม่ที่นำเสนอเรื่องราวอานุภาพแห่งรัก การยึดมั่นต่อคำสัญญา ความรักที่หล่อเลี้ยงด้วยความหวังและแรงศรัทธาในบุพเพสันนิวาส
‘รัก’ มีหลายรูปแบบจนยากจะจำกัดนิยามได้อย่างชัดเจน นอกจากความรักหวานชื่นในแบบของหนุ่มสาวที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ยังมี ‘รัก’ อีกบางแง่มุมที่อาจพบเห็นได้ยาก บางครั้งอาจซับซ้อนซ่อนเงื่อนถึงขั้นผูกพันกันข้ามภพข้ามชาติ ตามรักตามรอด้วยความหวังอันริบหรี่ว่าสักวันคงสมหวังในรักบ้าง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทุกความรักยังยั่งยืนอยู่ได้จนอาจชั่วนิจนิรันดร์ นั่นคือ ‘ความหวัง’ นอกจากต้องการให้กำลังใจแขกรับเชิญผู้ให้ข้อมูลแล้ว ยังหยิบยกบางแง่มุมในเรื่องราวความรักดังกล่าวเพื่อเป็นแง่คิดเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้คนในสังคม และหัวใจอีกหลายๆ ดวงที่กำลังรอคอย ‘ความรัก’ ที่ยังเดินทางมาไม่ถึง และวันนี้ ปราณก็มีนัดกับผู้ให้สัมภาษณ์หนึ่งราย ซึ่งจะต้องเดินทางไกล

+++++++++++++++++++++++

รถโฟล์คเต่าสีขาวคันเล็กที่ซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงค่อยๆ แล่นไปตามทางที่คดเคี้ยวมุ่งสู่อำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี การจะทำให้เนื้อหาที่นำเสนอต่อผู้อ่านดูน่าสนใจนั้น จะต้องผ่านการสืบค้นและเสาะแสวงหาข้อมูลมาอย่างแม่นยำที่สุด สำหรับปราณแล้วการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์คงไม่เพียงพอ หากได้ไปคลุกคลีใกล้ชิดสนิทสนม จะทำให้ได้รับข้อมูลที่ลึกซึ้งและเข้าถึงอารมณ์ของผู้ถ่ายทอดมากกว่า

ปีนี้ปิ่นปัทมาอายุย่างเข้ายี่สิบสามปีเป็นสาวเต็มตัว ถึงวันนี้จะไม่ค่อยว่างนักแม้จะเป็นวันเสาร์ก็ตาม แต่นานๆ ทีจะได้มีโอกาสออกไปสูดกลิ่นไอธรรมชาติชมบรรยากาศแบบชนบทๆ ก็อดใจไม่ไหวต้องขอติดสอยห้อยตามมาด้วย

หญิงสาวเอนหลังกับพนักพิงเปิดกระจกรับลม ปล่อยเรือนผมยาวสลวยพลิ้วสยายอย่างสบายอารมณ์ กว่าจะหลีกหนีการจราจรอันคับคั่งของกรุงเทพออกมาได้ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง ด้วยความเร็วขนาดเกียร์เต่าคิดว่ากว่าจะถึงจุดหมายก็คงเกือบเย็น
บรรยากาศสองข้างทางดูแตกต่างจากภาพที่เห็นจนชินตา ผืนนาสีเขียวมองไปไกลสุดลูกหูลูกตา จรดภูเขาสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านเห็นเป็นเงาจางๆ อยู่เบื้องหลัง ต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าที่เคลื่อนผ่านไปบอกให้รู้ว่าเรากำลังห่างจากตัวกรุงเทพออกไปทุกทีๆ ชีวิตก็เหมือนการเดินทาง บางสิ่งบางอย่างผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป เหมือนบางความรู้สึกที่เคยมีต่อกัน ซึ่ง ผ่านมา...แล้วก็ ผ่านไป

เพราะหนึ่งความรักอาจมีหลายผลลัพธ์ วันนี้ แปดปีเต็มนับจากวาเลนไทน์แสนเศร้าครั้งนั้น ปิ่นปัทมาจึงมานั่งอยู่ในรถคันเดียวกับพี่ปราณอย่างสบายใจ สามารถไปไหนมาไหนด้วยกัน สรวลเสเฮฮาหรือดึกดื่นค่อนคืนจะเรียกใช้ไหว้วานก็ย่อมได้โดยไม่มีสิ่งแคลงใจในฐานะ ‘น้องสาว’ ผู้คุมประพฤติคนถูกแอบรักให้กับพี่ปริม คงเป็นการแอบรักที่ยาวนานมากหากไม่มีหน้าที่การงานอันยุ่งเหยิงมาแบ่งเบาเวลาฟุ้งซ่านให้น้อยลงไป พี่ปอนด์เองก็ยังคงเก็บแหวนวงนั้นไว้พร้อมกับความรู้สึกที่รอการเปิดเผยเมื่อเวลาที่เหมาะสมเดินทางมาถึง เมื่อปิ่นปัทมาเรียนจบ และนี่ก็เลยเวลานั้นมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปี

“ถ้าง่วงก็หลับไปเลยก็ได้นะ” คนอยู่ในฐานะ ‘พี่ชาย’ ที่กำลังขับรถหันมาบอกด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี หญิงสาวหันกลับมามองเพียงแวบหนึ่งก่อนจะหันไปเพลิดเพลินกับทิวทัศน์สองข้างทางต่อไป
“แล้วนี่ เราจะกลับถึงบ้านสักกี่โมงล่ะคะ” ต้องเปล่งเสียงให้ดังแข่งกับเสียงลม ปรายตาไปที่ทุ่งหญ้าและขอบฟ้าไกล
“อาจจะค่ำๆ จ้ะ บอกพ่อกับแม่ไว้รึยังล่ะ”
“พ่อกับแม่ไม่อยู่ หนูร่าเริง” ตาสวยยิ้มหยี ส่งเสียงหัวเราะคิกคัก อันที่จริงหากปิ่นปัทมาจะไปไหนมาไหนกับพี่ปราณทั้งคุณบุญเลิศและคุณรำเพยก็ไม่ได้มีปัญหาแต่ประการใด เพราะปราณได้ข้ามกำแพงใจที่มีไว้ขีดกั้นบุคคลภายนอกเข้ามาตั้งนานแล้ว

“งั้น พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับดีมั้ย”
“บ้า เสื้อผ้าก็ไม่ได้เอามาจะนอนเข้าไปได้ยังไงล่ะ เหม็นตายเลย”
“ไม่เห็นเป็นไร” หันมองคนที่เริ่มทำเสียงโวยวายก็อดจะขำไม่ได้ นี่แค่พูดเล่นเฉยๆ นะ ถ้าต้องค้างอ้างแรมเสื้อผ้าชุดเดียวจริงๆ มีหวังโดนจิกกัดทั้งคืนแน่เลย

“ยิ้มทำไม ไม่ขำด้วยหรอกนะ”
ชายหนุ่มยิ้มใหญ่และหันไปสนใจท้องถนน การมีใครสักคนมาต่อปากต่อคำด้วย ทำให้ไม่รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนขณะเดินทาง โดยเฉพาะเมื่อเป็นน้องสาวที่ทำให้พี่ชายต้องยอมตกเป็นเบี้ยล่างอยู่เสมอคนนี้รอยยิ้มจึงปริ่มๆ บนใบหน้าอยู่ไม่จาง ความจริงแล้วภายใต้สถานการณ์ที่สงบนิ่ง บางสิ่งซึ่งยากเกินจะกะเกณฑ์ยังคงพัฒนาและดำเนินไปอย่างเงียบๆ

“เอ้า จอดทำไมล่ะคะพี่ปราณ” หญิงสาวอดสงสัยไม่ได้เมื่อจู่ๆ รถยนต์คันเล็กก็หยุดลงกะทันหัน อันที่จริงเสียงเครื่องยนต์เงียบไปแล้ว อาศัยแรงส่งจากความเร็วที่พอประมาณทำให้พี่ปราณพอมีเวลาบังคับรถให้จอดชิดข้างทางได้ หนทางข้างหน้าจะอีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าแหล่งชุมชนที่ขับผ่านมานั้นทิ้งเวลาไปสักระยะแล้ว


แสงสีทองอร่ามงดงามจับขอบฟ้า เบื้องหน้าที่มองเห็นอยู่ลิบๆ เป็นหมู่บ้านที่คาดว่าคงเป็นจุดหมายของการเดินทางในครั้งนี้ การเคลื่อนไหวโยกย้ายเป็นจังหวะ บางสิ่งที่อบอุ่นและกว้างใหญ่รองรับการแนบซบร่างกายและดวงหน้าหวานอันเหนื่อยล้าและอ่อนแรง บางอย่างที่ช้อนเกี่ยวสองขากระชับแน่นบอกสติสัมปชัญญะที่เพิ่งตื่นจากหลับใหลให้รู้ว่าตนเองกำลังขี่หลังพี่ปราณอยู่

‘ถึง..แล้วเหรอ?’ เปลือกตาที่หรี่ปรือค่อยๆ ปิดลงอีกครั้ง

“จะถึงแล้วนะ” เจ้าของแผ่นหลังอุ่นกว้างหันมาบอกคนที่กำลังหลับอยู่แผ่วเบา กลิ่นละมุนจากเรือนผมที่เคยสลวยแตะปลายจมูก นานแล้วที่ไม่ได้ใกล้ชิดขนาดนี้ เนื้อตัวนุ่มนิ่มและแก้มอิ่มแนบซบหลับอุตุน่าเอ็นดู ต่อให้ต้องเดินไกลกว่านี้พี่ปราณก็ไม่หวั่นอยู่แล้ว ตรงกันข้ามกลับรู้สึกอยากให้บ้านตาบุญอยู่ไกลกว่านี้อีกสักหน่อย ยังมีเรี่ยวแรงมากพอ จอดรถทิ้งเอาไว้ อุ้มคนตัวเล็กที่ออกแรงเข็นรถจนเหนื่อยล้าขึ้นหลัง เดินมาจนถึงหมู่บ้าน หวังหาความช่วยเหลือเอาข้างหน้า ป้ายข้างทางบอกให้รู้ว่าได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านแล้ว คงต้องหาบ้านตาบุญให้เจอเสียก่อน

“ขอโทษครับตา รู้จักบ้านตาบุญไหมครับ”

“อ้าว นึกว่าจะไม่มาเสียแล้ว” ชายชราหน้าตาใจดีที่กำลังง่วนอยู่กับกอตะไคร้หน้าบ้านเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน ก่อนส่งยิ้มทักทาย เพียงคำพูดสองสามคำก็เดาได้ไม่ยากว่านี่คือตาบุญที่เคยสนทนากันทางโทรศัพท์นั่นเอง
“งั้น...นี่ก็เป็น คุณตาบุญ สวัสดีครับ” ชายหนุ่มหันไปปลุกหญิงสาวบนหลังให้ตื่นจากหลับใหลก่อนจะค่อยๆ วางลง

“ถึงแล้วเหรอ กำลังหลับสบายเลย” พูดพลางบิดขี้เกียจขับไล่ความสะลึมสะลือ
“มัวแต่บิดขี้เกียจอยู่นั่นแหละ สวัสดีคุณตาบุญก่อนสิแม่คุณ”
“เอ้าๆ สวัสดีครับ เข้าบ้านกันดีกว่า มาถึงซะเย็นเชียว กินข้าวกินปลาก่อนแล้วค่อยคุยกันเถอะนะ”

บ้านไม้ชั้นเดียวมุงสังกะสีหลังเล็กไร้การตกแต่งใดๆ ทุกอย่างถูกปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ด้านข้างถูกต่อเติมเป็นห้องครัว ยกพื้นสูงเป็นที่นั่งรับลมยามเย็น ทั้งสองเข้าไปนั่งพักตามคำเชื้อเชิญ มื้อค่ำที่จัดเตรียมเอาไว้ถูกลำเลียงออกมาต้อนรับผู้มาเยือน
“รบกวนด้วยนะครับคุณตา”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ยินดีมากเลย นานๆ จะมีแขกมาสักที บ้านช่องก็รกไปหน่อย ไม่รู้จะนอนได้รึเปล่า”

“นอน?” หญิงสาวหันขวับไปทางชายหนุ่มสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลทำให้เขาอดขำไม่ได้ เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ชุดชั้นใน ฉายชัดในตางาม ไหนจะที่หลับที่นอน นอนกับใคร นอนยังไง โอย..นอนไม่ได้หรอกพี่ปราณขา
“ก็ค่ำมืดแบบนี้จะกลับทันได้ยังไงล่ะ รถก็ยังไม่ได้ซ่อมเลย ไม่เป็นไรหรอกนอนกับพี่ปลอดภัย”
“บ้า ใครจะนอนกับพี่”

“ตอนเช้าตาจะหาคนไปดูให้ คืนนี้ก็ค้างเสียที่นี่ก็แล้วกัน คงไม่รังเกียจกันใช่ไหม”
“ไม่เลยครับคุณตา ยินดีมากครับ” พูดพลางหัวเราะพลาง ไม่สนใจคนที่กำลังงอนตุ๊บป่องๆ อยู่ข้างๆ โทรศัพท์ชี้แจงความจำเป็นกับคุณบุญเลิศและคุณรำเพยสักหน่อยก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว ส่วนคนขี้งอนอีกสักพักก็คงจะทำใจได้


“มันเริ่มมาจากความฝัน เมื่อนานมาแล้ว...”
“ความฝันเหรอครับคุณตา?”

ดวงตามากประสบการณ์แหงนมองเวิ้งฟ้าที่มืดมิด มือเหี่ยวย่นคีบยาสูบใบตองมวนโตสูดเข้าปอดแรงๆ ก่อนจะพ่นควันสีขาวโขมงให้ล่องลอยไปกับสายลมอย่างผ่อนคลาย ไฟฟ้าดับไปเมื่อชั่วโมงที่แล้ว เห็นทีจะอีกนานหรือไม่ก็คงต้องอาศัยแสงสว่างจากเปลวเทียนกันทั้งคืน

การสนทนากันยาวนานทว่าเต็มไปด้วยความน่าสนใจดำเนินไปเรื่อยๆ ชายหนุ่มและหญิงสาวนั่งหลับตาปริบๆ ฟังอย่างตั้งใจ ชายชราผู้นี้ลึกซึ้งเกินกว่าจะสัมผัสได้ด้วยการมองเห็นและการสนทนาเพียงผิวเผิน หนึ่งชีวิตที่หากมองด้วยสายตาของบุคคลทั่วไปแล้วอาจจะเป็นเพียงชายชราที่ใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปวันๆ เวลาที่ผ่านไปแต่ละนาทีคงเต็มไปด้วยความอ้างว้างและเปล่าเปลี่ยว ไม่มีลูก ไม่มีภรรยา ไม่มีแม้ใครสักคนคอยอยู่ข้างกาย แต่หากได้มีโอกาสได้สัมผัสใกล้ชิดดังเช่นสองหนุ่มสาวในวันนี้ ก็จะรับรู้ได้ว่า แท้จริงแล้ว ทุกนาทีที่ผ่านไปล้วนมีความหมาย หากเราเคยรักและเฝ้ารอใครสักคน เฝ้านับเวลาทุกนาทีที่ผ่านไปว่าจะได้พบกับเขาหรือเธอคนนั้น

“ถ้าเราเฝ้ามองและนับวินาทีเฝ้ารอใครสักคนที่ไม่รู้ว่ามีเราอยู่ แล้วสักวันใครคนนั้นก็ครองคู่ไปกับใครอีกคนเราคงปวดร้าวหัวใจอย่างที่สุด”

ผู้ฟังทั้งสองพยักหน้าเห็นด้วย คนตัวเล็กหันมาสบตาพี่ปราณทำตาละห้อย คงเป็นความรู้สึกที่เลวร้ายเอามากๆ แค่คิดก็น่าสงสารแล้ว พลางชี้โบ้ยชี้เบ้ส่งภาษาใบ้ว่าขอหนุนตักนอนฟังหน่อยนะคะ ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ เป็นการอนุญาต ดวงตาที่ละห้อยหดหู่เมื่อสักครู่จึงยิ้มหยีก่อนจะนอนหนุนตักฟังคุณตาเล่าต่ออย่างสบายจังเลย ชายชราหันมายิ้มอย่างเอ็นดู

“และถ้าเรา ที่เคยให้คำมั่นสัญญาเอาไว้กับใครสักคน แต่กลับผิดสัญญาทิ้งเขาไปมีความสุขกับใครคนอื่น ก็เป็นการไม่ยุติธรรมกับคนที่เฝ้ารอ” ปลายเสียงอบอุ่นของคุณตาไม่ปรากฏวี่แววของความอ้างว้างเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ยิ่งเวลาในชีวิตเหลือน้อยลงมากเท่าไหร่ นั่นหมายความว่าเวลาแห่งความสุขที่เฝ้ารอนับวินาทีได้ใกล้เข้ามาแล้ว...

คุณตาบุญเปิดเผยถึงสิ่งที่ช่วยตอกย้ำความเชื่อเกี่ยวกับคู่รักต่างภพ เมื่อรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่เป็นยิ่งกว่าความฝัน ทำให้คุณตาสนใจที่จะค้นคว้าหาคำตอบ เสาะแสวงหาคำชี้แนะจากท่านผู้รู้ กระทั่งได้มีโอกาสปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิจึงกระจ่างแก่ใจว่า ไม่มีเลยแม้สักวันที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างแห้งแล้งเดียวดาย
และปราณได้ถือโอกาสนี้ขอให้คุณตาบุญสอนนั่งสมาธิอย่างคร่าวๆ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันอาบน้ำเข้านอน หนุ่มสาวนอนมุ้งเดียวกันโดยมีหมอนใบใหญ่คั่นระหว่างกลาง ท่ามกลางแสงเทียนที่จุดทิ้งไว้กระทั่งดับไปเองในที่สุด

ปราณ ค่อยๆ หลับตาลงพร้อมกับทบทวนขั้นตอนการนั่งสมาธิ กระทั่งเวลาล่วงเลยค่อนคืน


ภาพที่ปรากฏเลือนรางในความมืดค่อยๆ ชัดเจนขึ้นอย่างช้าๆ คบเพลิงหลายอันส่องสว่างไปตามทางแคบๆ เพื่อค้นหาใครสักคน ความห่วงหาอาทรที่เกิดขึ้นในใจล้นเหลือสร้างความแปลกใจให้กับชายหนุ่มไม่น้อย และเพียงไม่นานก็พบหญิงสาวผู้เป็นเป้าหมายในการค้นหาฟุบร่างอยู่กับพื้น ผ้าจีบสีแดงแบบไทยโบราณเปียกชื้นด้วยน้ำฝน
ปราณ ซึ่งความรู้สึกนึกคิดในเวลานี้เสมือนอยู่ในเหตุการณ์นั้นมายาวนาน โผเข้าประคองร่างบางอ่อนระทวยนั้นไว้ในอ้อมแขน ความห่วงใยอัดอั้นจุกแน่นในอกจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

“น้องปิ่น...”

เจ้าของดวงหน้าหวานชื้นน้ำตาคลี่ยิ้มซีดเซียว เอื้อมมือเปะปะปาดน้ำตาให้กับเจ้าของอ้อมอกอุ่น
“อย่า...ร้องไห้...” ริมฝีปากแห้งผากนั้นกระซิบแผ่ว ตาเศร้ามองมาอย่างอาลัย
“พี่ขอโทษ พี่มาช้าไป” มือหนาลูบผมที่หน้าผากมน ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวด้วยม่านน้ำตาที่ไหลนองอาบสองแก้ม หญิงสาวผู้เป็นที่รักดังดวงใจกำลังจะสิ้นใจอยู่ตรงหน้า
“ปิ่น...ลาก่อน...”
มือน้อยร่วงผล็อยแน่นิ่งไปพร้อมหัวใจของอีกคนที่หวีดหวิวเจียนจะขาด กอดร่างบางไร้วิญญาณนั้นไว้แนบอก ร่ำไห้น้ำตาเป็นสายเลือดก็ไม่มีวี่แววหญิงคนรักจะหวนคืน


“น้องปิ่นอย่าทิ้งพี่ไป...”

ปราณสะดุ้งตื่นสุดตัว อารมณ์จากในฝันยังติดใจอยู่ไม่จาง ผวากอดร่างบางๆ ที่นอนตัวแข็งเพราะตกใจเอาไว้แน่น หมอนใบโตย้ายไปอยู่ปลายเท้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ น้ำตาแห่งความเศร้าโศกไหลพรากปนเสียงสะอื้นอยู่ฮักๆ ทำให้ปิ่นปัทมาลังเลที่จะผลักใส ดูท่าทางจะเป็นฝันร้ายเอามากๆ

ตะวันสายโด่งแล้ว รถยนต์คันเล็กคันเดิมค่อยๆ เคลื่อนตามหนทางที่คดเคี้ยวเพื่อมุ่งหน้ากลับกรุงเทพมหานคร โดยไม่มีใครปริปากพูดหรือแม้แต่จะหันไปสบตา ปราณนั้นยังอยากใช้เวลาทบทวนเรื่องราวที่เพิ่งได้พบไปหมาดๆ นั่นจะใช่ความฝันหรือเป็นการระลึกชาติอย่างที่คุณตาบุญบอกก็ยังสงสัยอยู่ เอาไว้ค่อยเล่าให้ฟังทางโทรศัพท์ก็แล้วกัน ถ้าใช่.. นั่นจะใช่ปิ่นปัทมาเมื่อชาติที่แล้วหรือเปล่า

ปิ่นปัทมาเองก็ได้แต่มองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง แต่วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน สิ่งต่างๆ ที่เคลื่อนผ่านจากสองข้างทางไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่มีความสวยงามใดๆ สามารถเรียกหัวใจที่ลอยไปไม่รู้จุดหมายให้กลับเข้าที่เข้าทางได้ หลายปีแล้วที่พยายามสะกดความรู้สึกเดิมๆ ให้สงบนิ่ง ปิดกั้นมันเอาไว้ไม่ให้หัวใจที่สงบนิ่งมาหลายปีว้าวุ่นขึ้นมาอย่างยากจะดับลง

“หิวมั้ย” ชายหนุ่มทำลายความเงียบหลังจากคิดโน่นคิดนี่อยู่นาน
“...”
“น้องปิ่น” ต้องเรียกย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังไม่รู้สึกตัว
“คะ...?” ดวงหน้าใสๆ จึงหันมาอย่างสงสัย สบสายตาเพียงแวบก่อนจะเลี่ยงสายตาไปทางอื่น
“หิวหรือยัง เดี๋ยวจะถึงปั๊มแวะหาอะไรกินกันนะ”
“ค่ะ”

สีหน้าที่เรียบเฉย นำความเงียบกลับมาอีกครั้ง ชายหนุ่มหันไปสนใจกับเส้นทางข้างหน้า ลอบถอนหายใจแผ่วเบา ความรู้สึกที่ไม่เคยเลือนหายเผลอแสดงออกมาจนทำให้น้องสาวที่น่ารักต้องอึดอัดใจหรือไม่หนอ
“เป็นอะไรหรือเปล่า เรื่องเมื่อคืนนี้พี่ขอโทษด้วยนะ พอดีมันอารมณ์ค้างจากฝันน่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”

“ไม่เป็นไรแน่นะ ไหนยิ้มให้ดูหน่อยซิ”
“บ้า” หน้าสวยที่เรียบเฉยตูมขึ้นเล็กน้อย ค้อนวงเล็กๆ และยังคงเลี่ยงที่จะสบสายตา
“ถ้าไม่เป็นอะไรแล้วหน้าแดงทำไมล่ะ อย่าบอกนะว่าคิดมากอยู่ ...ขอโทษ...พี่ไม่ได้ตั้งใจ” ปลายเสียงลากยาวๆ อย่างขอโทษและปลอบประโลม

“นี่” หน้าตูมๆ หันกลับมาอีกครั้ง คิ้วที่ขมวดเป็นเลขแปดบอกให้รู้ว่า ถ้าไม่หยุดพูดละก็ เป็นเรื่องแน่ๆ
“จ้ะๆ เงียบแล้วคนเก่ง”
...ไม่ได้ตั้งใจ ใช่สิ...

“เอางี้ เดี๋ยวพี่ไถ่โทษด้วยการ....” พูดพลางทำสีหน้าครุ่นคิดหยิกหยอกไม่อยากให้บรรยากาศมันมาคุ ทำอะไรดีหนอให้สาสมกับความชั่วร้ายที่ได้ทำลงไป คนตัวเล็กที่หน้าตูมๆ ก็ยังคงตูมต่อไป ไม่ได้คิดมากเรื่องนั้นแล้วแต่มันหมั่นไส้คนที่ทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ...ไม่ได้ตั้งใจ...
“พี่สอนขับรถให้ดีไหม” พูดพลางหันไปสบตา เริ่มมีความหวังเมื่อดวงหน้าสวยมีท่าทีจะคลี่คลาย

“นั่นแน่ะๆๆ สนใจใช่มั้ยล่ะ”
“ไม่ได้บอกซะหน่อยว่าสนใจ”
“ไม่สนใจแต่..ก็อมยิ้ม..” หยิกแหย่ยียวน รู้สึกใจชื้นขึ้นเป็นกองที่หน้าตูมๆ เริ่มคลี่ยิ้มออกมาบ้างแล้ว

“ไม่ได้ยิ้มซะหน่อย” คนปากแข็งยังคงไว้ฟอร์มรักษาหน้าให้ตัวเอง
“ไม่ต้องทำฟอร์มหรอกน่า ยิ้มหน่อยเร็ว สวยกว่านี้ตั้งเยอะนะ หน้าบูดเหมือนตูดลิงไม่สวยเลย”
“บ้า! หมั่นไส้นักทำหน้าระรื่นอยู่ได้ นี่ๆๆ”

แล้วกำปั้นน้อยๆ ก็ระดมทุบหัวไหล่คนน่าหมั่นไส้ชุดใหญ่ ความสว่างไสวของบรรยากาศกลับมาเยือนอีกครั้ง นี่แหละหนอก็คนมันไม่ได้โกรธเคืองอะไรอย่างจริงจังอยู่แล้ว

+++++++++++++++++++++

ชายหนุ่มทิ้งตัวบนที่นอนอย่างเหนื่อยล้า กลับมาถึงกรุงเทพแล้วเมื่อบ่าย นั่งเรียบเรียงเรื่องราวกว่าจะจบลงได้ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนอีกแล้ว ด้วยงานที่ทำทำให้ไม่มีเวลาเข้าหรือเลิกงานชัดเจนเหมือนชาวบ้านเท่าไรนัก ความรับผิดชอบเป็นตัวกำหนดขอบเขตของการทำงานมากกว่าการนับจำนวนชั่วโมงในแต่ละวัน

เอื้อมมือปิดไฟที่หัวเตียง ถึงเวลาพักผ่อนสำหรับวันนี้เสียที ถอนหายใจออกมายาวๆ หลับตา ปลดปล่อยจิตใจและร่างกายให้หลุดพ้นจากทุกห้วงพันธนาการ

‘...คุณจะต้องทรงอารมณ์เอาไว้ให้มั่น ไม่ต้องกลัว นั่นมันเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว...’ เสียงของคุณตาบุญยังชัดเจนกึกก้องอยู่ในหู

‘นิ่ง...จนเห็นเป็นแก้วประกายพฤกษ์แล้วถอยออกมาที่อุปจารสมาธิ...’


“โยมปราณ”
ก่อนที่สติจะจมหายไปในภวังค์ แสงสีทองอร่ามได้ฉายวาบขึ้นเบื้องหน้าพร้อมกับเสียงเรียกชื่ออย่างคนคุ้นเคย พระธุดงค์ผู้ชรารูปหนึ่งปรากฏกายขึ้น ยิ้มทักทายด้วยแววตาอ่อนโยน

ชายหนุ่มก้มกราบด้วยความรู้สึกปีติชุ่มชื่นหัวใจล้นเหลือ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของกาลเวลานั้น ปราณนึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน หากแต่เพียงกระแสแห่งความเมตตาที่ฉาบฉายภายใต้การวูบไหวของรัศมีสีทองอร่ามนั้นก็เพียงพอที่จะสะกดให้เขานั่งฟังอย่างสงบ

“โยมเคยปฏิบัติมาดี ในชาตินี้จะสามารถปฏิบัติได้เร็ว”

+++++++++++++++++



ไอรายา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 18 พ.ค. 2554, 16:31:54 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 18 พ.ค. 2554, 16:31:54 น.

จำนวนการเข้าชม : 1824





<< ตอนที่ 4 รักที่ซ่อนเร้น   ตอนที่ 6 รักซ่อนซ้อนฝัน >>
ปิลันธน์ 18 พ.ค. 2554, 23:20:07 น.
...ต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าที่เคลื่อนผ่านไป บอกให้รู้ว่า<เรา>กำลังห่างจากตัวกรุงเทพออกไปทุกทีๆ
^
^
ถ้าเขียนในลักษณะให้คนเขียนเป็นคนเล่าเรื่อง...ประโยคข้างบนไม่น่าจะใช้คำว่า"เรา" (รึเปล่าคะคุณพี่^^) น่าจะใช้คำว่า "ทั้งสอง" (หรือพี่ว่าไง^^")


ไอรายา 19 พ.ค. 2554, 08:41:21 น.
เดี๋ยวปรับในต้นฉบับนะเจ๊ ขอบคุณครับ ^^


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account