เล่ห์กฤษนล
เรื่องราวของนายกฤษนล ลูกชายสุดสวาทของแม่นิลและพ่อหนึ่ง จากเล่ห์ร้ายซาตาน ... เจ้าของฉายา ปิศาจหน้าหวาน กับ แม่สาวไข่มุกดำ แห่งท้องทะเลอันดามัน





Tags: รัก อบอุ่น โรแมนติก

ตอน: 3. ความหลัง และความทรงจำที่เหลืออยู่


ความพยายามค้นหาตัวเจ้าของโรงกลั่นน้ำมันปาล์มรายใหญ่ในจังหวัดสิ้นสุดลงในวันที่สาม แม้ช่วงหลังกฤษนลจะนำกำลังมาเสริม หากผลที่ปรากฏก็ทำให้ทุกคนต้องถอดใจว่าร่างของชายต่างชาติที่มาแต่งงานและตั้งรกรากอยู่ในจังหวัดนี้คงร่วงหล่นสู่ซอกเล็กของหุบเหวเบื้องล่างสุดไปแล้ว และหากเป็นเช่นนั้นก็เป็นการยากที่หน่วยกู้ภัยจะเข้าถึง อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากสภาพหุบเหว ทุกคนก็ต้องทำใจยอมรับว่าโอกาสที่เขาจะยังมีชีวิตรอดก็แทบเป็นศูนย์

“ตอนกู้รถขึ้นมา ประตูด้านคนขับมีรอยถูกกระแทกจนเปิดออก ก็อาจเป็นไปได้ว่าร่างของลูคัสจะกระเด็นไปไกล หรือไม่ก็ตกลงไปข้างล่างแล้ว” คุณวรงค์ถอนหายใจ สีหน้าของชายวัยห้าสิบดูหม่นหมอง ในช่วงสองสามวันมานี้คล้ายกับเขาจะแก่ตัวลงสักสิบปีทีเดียว

“ลินทำใจไม่ได้หรอกค่ะ ลูคัสอยู่กับลินทุกวัน แล้วจู่ๆเขาก็หายไป ลินจะอยู่ต่อยังไง” เสียงคร่ำครวญของคนเป็นลูกสาวดังขึ้น หลังสิ้นคำบิดา ทำให้แขกหนุ่มสาวหันมองกันโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกเหมือนมีกันและกันเกิดขึ้นมาวูบหนึ่ง หากพอรู้สึกตัวฝ่ายชายก็รีบปัดออกไปจนไม่เหลือเยื่อใย

“ช่วงนี้เกิดเรื่องยุ่งมากมายพร้อมๆกัน ทางผมก็ตั้งตัวไม่ติด คงต้องวานคุณนลมาช่วยดูงานทางนี้กันแล้วล่ะ” คุณวรงค์ ชายวัยกลางคนที่กฤษนลให้ความนับถือเสมอมาบอกด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ยังไม่ดีกว่าเดิม คนถูกร้องขอรีบรับปากอย่างหนักแน่น คงเป็นเรื่องนี้เรื่องเดียวที่เขาจะผ่อนหนักให้เป็นเบาแก่ครอบครัวนี้ได้

“คุณวรงค์กับคุณลินไม่ต้องกังวลเรื่องงานนะครับ ระหว่างนี้ผมจะดูแลแทนไปก่อน ทำใจให้สบายกันเถอะครับ”

“ขอบใจนะ”

คนอาวุโสสูงสุดบอกสั้นๆ คงเป็นคำพูดเดียวที่สามารถเอ่ยออกมาได้ ก่อนเขาก็นั่งนิ่งเงียบไป เหตุร้ายที่โถมเข้าหาโดยไม่มีลางบอกเหตุกันล่วงหน้า มันคงยากที่เขาจะตั้งรับได้ทัน

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

หลังจากกฤษนลสนทนาอยู่กับสองพ่อลูกเกือบชั่วโมง เขาก็ขอตัวกลับจากบ้านหลังใหญ่ซึ่งจะเรียกว่าคฤหาสน์คงไม่ผิดนัก ระหว่างทางที่รถแล่นเอื่อยสู่ที่บ้านพักเชิงเขา ความคิดของชายหนุ่มก็ยังติดพันอยู่กับหัวข้อสนทนาเดิม เหตุการณ์ที่เกิดกับลูคัสยังคงคลุมเครือ แม้สลาลินกับคุณวรงค์จะทำใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุก็ตาม แต่ยังมีประเด็นของนายถวิลคนขับรถของเขาที่พามอเตอร์ไซค์ไปล้มคว่ำอยู่ใกล้ๆ และตอนนี้ก็ยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ป้าต้อยซึ่งเป็นญาติสนิทเพียงคนเดียวได้แต่เศร้าโศก จนไม่เป็นอันกินอันนอน ในตอนนี้นางได้แจ้งความคนหายไว้กับตำรวจว่าอาจเกิดเหตุไม่ชอบมาพากลขึ้น แต่เท่าที่กฤษนลสังเกตจากรูปการ ก็รู้สึกเหมือนทางเจ้าหน้าที่จะไม่ให้ความสำคัญกับการหายตัวไปของคนขับรถเขาเท่าไรนัก ดังนั้นในฐานะที่ตนเป็นนายจ้างก็ควรเข้าไปมีส่วนรับผิดชอบอย่างไม่ควรหลีกหนี

ชายหนุ่มทอดความคิดไปไกล จนกระทั่งเสียงหวานที่เริ่มคุ้นชินดังแทรกจังหวะความคิดขึ้นมา

“สงสารคุณลิน เธอดูบอบบางจัง อยู่ๆก็มาเจอเรื่องร้ายมากมาย ถ้าเป็นฉันไม่รู้จะรับไหวหรือเปล่า”

“อย่าเอาตัวเองไปเทียบกับคุณลินเลย” คำเปรยจากคนขับรถ ทำให้ศลิษาเม้มริมฝีปากแน่น หล่อนรู้ได้ทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร และหากจะถามไปก็คงมีแต่คำตอบที่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้เธออย่างไม่มีวันจบสิ้น
‘ฉันน่ารังเกียจมากใช่ไหมที่เกิดเป็นลูกของคนที่เคยทรยศหักหลังคุณลุงของคุณ แต่เรื่องพวกนั้นผ่านมาตั้งนานแล้ว คุณพ่อก็เจ็บปวดเหมือนกัน ท่านได้ชดใช้ตั้งหลายอย่าง ทั้งเลือดเนื้อและวิญญาณ เท่านี้ยังไม่พอหรือไง อีกเท่าไหร่ถึงจะสาสมใจคุณ คุณพ่อก็ถูกกระทำเหมือนกัน แต่ทุกวันนี้ท่านไม่เคยมีอคติกับพวกคุณเลย มีแต่จดจำแต่สิ่งดีๆ แล้วทำไมคุณถึงยังผูกใจเจ็บ ต้องให้ตายไปข้างหนึ่งหรือไง’

ความคิดอื้ออึงอยู่ในหัว ศลิษารู้สึกขอบตาร้อนผ่าว จนน้ำร้อนๆเริ่มเอ่อท้นออกมา เธอก้มหน้างุดมองมือที่กำไว้จนแน่นอย่างต้องการสกัดกั้นอารมณ์อ่อนแอและอ่อนไหว มันคงเป็นเรื่องเดียวที่กฤษนลจะยกขึ้นมาโจมตีหล่อนได้ทุกครั้งทุกคราวไป และหล่อนก็เจ็บปวดหัวใจเหลือเกินที่ยังดันทุรังแบกรับทุกความรู้สึกอย่างไม่ยอมปล่อยวาง

จนรถมาจอดหน้าบ้านพักหลังเดิมที่หล่อนมาอาศัยนานนับสามวันเข้าไปแล้ว หญิงสาวเปิดประตูก้าวลงมา เดินเข้าไปในบ้านอย่างไม่พูดไม่จา ทิ้งให้คนข้างหลังนั่งมองตามก่อนจะทุบพวงมาลัยรถอย่างระบายอารมณ์

“ผู้หญิงบ้า แค่นี้ก็จะเป็นจะตาย คิดว่าฉันเป็นยักษ์เป็นมารหรือไง ขี้แยตั้งแต่เด็กจนโต มันน่านักเชียว”

สิ้นคำบ่นอย่างดุดันก็ตามด้วยเสียงปิดประตูรถโครมใหญ่ ทำให้คนที่เดินมาจากทิศทางหลังบ้านพร้อมอุปกรณ์ทำสวนครบชุดต้องนิ่วหน้า ก่อนจะส่ายหน้าเหมือนอ่อนระอาอย่างไม่เกรงใจกัน

“ไปทำหน้าเซ็งโลกไกลๆเลยไป วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์”

เมื่ออะไรๆก็ขวางหูขวางตาของกฤษนลไปหมด แล้วคนตัวดำร่างกายใหญ่โตพอๆกับเขามายืนตีสีหน้าเบื่อโลกอยู่ใกล้ๆ คิดหรือว่าชายหนุ่มจะปล่อยให้ผ่านไป หากอีกฝ่ายดูจะไม่ติดใจอารมณ์ของเขากระมัง

“ตกลงว่าคุณผู้หญิงคนนั้นจะอยู่บ้านหลังนี้กับนายไปตลอดแล้วใช่ไหม”

“ทำไม แกมีปัญหาอะไร”

“ผมจะได้ทำตัวถูกนะสิ ผมมีงานต้องคิด ต้องวางแผนเหมือนกันนะ มีนายอยู่ในบ้านคนเดียว กับพ่วงคุณผู้หญิงอีกคน มันเหมือนกันซะที่ไหนเล่า”

“เธอไม่ใช่คุณผู้หญิงของนาย ไม่ต้องสะเออะเรียกก่อนฉันอนุญาต”

“เอ้อ! เอาตามนั้นก็ได้ แล้วออกไปข้างนอกกันมา นายทานข้าวมาด้วยหรือเปล่า”

คำถามนี้คงสร้างความกังขาให้กับนายหนุ่มยิ่งนัก และยิ่งเมื่อเขาทำหน้าไม่เข้าใจ คล้ายต้องการคำตอบอย่างเร่งด่วน อีกฝ่ายก็รีบจัดมาให้ เพราะไม่อยากเสี่ยงกับการเจ็บตัว

“ผมแค่สงสัยว่าต้องทำมื้อเย็นให้นายหรือเปล่า”

“ทำสิ ไปทำตอนนี้เลย แล้วไม่ต้องดัดแปลงหรือปรุงรสให้มันมาก จะได้เหลือรสชาติเดิมๆที่พอจะกินได้หน่อย”

สิ้นคำสั่งชัดเจน ชัดถ้อยชัดคำ คนตัวดำก็ถืออุปกรณ์ทำสวนเดินเข้าไปเก็บในห้องเก็บตรงซอกหนึ่งของบ้าน จากนั้นก็เข้าไปในครัว โดยไม่สนใจสองหนุ่มสาวนั้นอีก

กฤษนลยังนั่งอยู่ตรงระเบียงหน้าบ้าน เขาทอดสายตาไปยังทะเลเงียบสงบ มีเพียงคลื่นเล็กๆซัดโขดหินแตกกระจายเป็นละอองสีขาว ที่แห่งนี้อาจไม่ใช่ริมหาดสวยงาม แต่เขาก็ติดใจในความเงียบสงบของมัน ทั่วบริเวณถูกประดับด้วยก้อนหินสีดำน้อยใหญ่มากมาย อีกทั้งยังไร้ซึ่งเม็ดทรายขาวสะอาดอย่างที่ควรเป็น อย่างเช่นบ้านพักริมทะเลของบิดาที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก บ้านพักที่ตั้งอยู่ริมหาดทางฝั่งอ่าวไทย อันเป็นสถานที่ก่อเกิดความรักระหว่างหนุ่มเลือดร้อนกับสาวสวยโสภาตามที่ได้ยินคุณย่าเล่าขานยามลับหลังผู้ให้กำเนิดอยู่เสมอ แม้จะเป็นการเล่าเจืออารมณ์ขำขันมากกว่าจะให้ซาบซึ้งจริงจัง แต่สำหรับกฤษนล เรื่องเหล่านั้นมีค่าควรแก่การจดจำทั้งสิ้น แม้ในตอนจบ คุณย่าผู้ชราจะมีเรื่องย้ำนักย้ำหนาเป็นการปิดท้ายด้วยก็ตาม

“พ่อเราทำผิดที่ไปลักพาตัวแม่ไปกักขัง เจ้าเล่ห์แสนกลเหลือเกิน ทำอุบายหลอกกันต่างๆนานา ยังกับละครน้ำเน่าไม่มีผิด ถ้าย่ารู้ตั้งแต่ต้น จะแพ่นกบาลให้แตกเลย แต่ยังดีที่ไม่มีอะไรเกินงามเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นผู้ใหญ่ทางแม่เราเอาเรื่องพ่อเราตาย แล้วพวกเจ้าสามคนคงไม่ได้ออกมาเป็นตัวเป็นตนอย่างนี้หรอก”

และเหมือนเช่นทุกครั้ง ยามนึกถึงเรื่องราวเก่าก่อนของบิดามารดา ใบหน้าขึงเครียดของชายหนุ่มก็ค่อยๆคลายลง แล้วปรากฏเป็นรอยยิ้มบางๆเกลื่อนขึ้นมาแทน

“บ้านพักริมทะเลสุดแสนโรแมนติก” แค่ทวนคำ กฤษนลก็หัวเราะลงลำคออย่างชอบใจ คำกล่าวนี้แท้จริงค่อนไปทางประชดประชันมากกว่าจะชื่นชมอย่างจริงใจ ที่เขาได้ยินจากปากเพื่อนเก่าแก่ของบิดาที่พ่วงตำแหน่งน้าเขยอยู่บ่อยครั้ง

ท่าทางผ่อนคลายของชายหนุ่มทำให้คนที่เดินหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กมาจากข้างในต้องชะงักมองอย่างคาดเดาอารมณ์ ก่อนสูดลมหายใจเรียกความกล้าหาญแล้วเดินตัวตรงเข้าไปเผชิญหน้า

“ฉันจะกลับ ช่วยให้ใครไปส่งหน่อยค่ะ” เสียงนุ่มหวานที่ชายหนุ่มเริ่มคุ้นชินแทรกเข้ามาในจังหวะที่เขาตกอยู่ในวังวนของความทรงจำสวยงาม ครั้นหันไปมองทางต้นเสียง สีหน้ารื่นเริงเมื่อครู่ของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไป จนหญิงสาวได้แต่ลอบถอนใจและทำใจไปพร้อมกัน

“เธอจะไปบ้านไหน ถ้าบ้านพักพนักงานก็อย่าหวังเลย”

คำห้ามเดิมๆที่กฤษนลใช้มาตลอดสามวันที่ไล่ให้หล่อนกลับไปอยู่บ้านบิดามารดาในจังหวัดติดกันดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมความคิดค้านของเธอว่ามันจะมีอะไรน่ากลัวนักหนา เธอถึงกลับไปอยู่ที่บ้านพักพนักงานไม่ได้
“คุณบอกให้ฉันเข้าใจหน่อยได้ไหมคะว่าทำไมถึงต้องห้ามไปอยู่ที่นั่นด้วย”

“มันไม่ปลอดภัยสำหรับเธอ” นี่คือเหตุผลเดิมๆของเขา และไม่เคยมีคำอธิบายอื่นใดให้กระจ่างกันอีก “ช่วงนี้คุณลินอนุมัติพนักงานให้ลาพักร้อนได้สิบวัน ไม่คิดจะใช้สิทธิ์หรือ ถ้าจะขยันก็ให้มันถูกจังหวะหน่อย จะเป็นไรไป หรือไม่ก็ชวนลูกชาย สจ.ในจังหวัดบ้านเธอไปเที่ยวก็ได้ ได้ข่าวว่าเขามาหาที่สำนักงานแล้วไม่เจอ ตอนนี้คงแล่นพล่านไปทั่วแล้วล่ะ”

“ถ้าจะพูดถึงคนอื่นก็รู้จักให้เกียรติกันหน่อยนะคะ คุณไม่รู้จักเขา อย่ามาเรียกกันแบบนี้”
“โอ๊ะ! เดือดร้อนแทนเสียด้วย”

สีหน้ายียวนของคนตัวโตพร้อมกับคำพูดล้อเลียนนั่น ทำให้หญิงสาวกำมือข้างที่หิ้วกระเป๋าไว้แน่น พลางคิดว่าถ้าหล่อนเป็นคนไร้มารยาทสักนิด คงได้ยกกระเป๋าฟาดหน้าเขาไปแล้ว

กฤษนลมองคนผิวละมุนที่ยืนตัวสั่นหน้าแดงจัดจนเกรงว่าในวินาทีหนึ่งเจ้าหล่อนจะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วร้องกรี๊ดออกมา หรือไม่ก็อีกทีก็เป็นลมล้มตึงไป เมื่อคิดสะระตะก็รู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรกับเธอ เขาคงหนีความรับผิดชอบไม่พ้นอีกตามเคย

“นั่งก่อนไหม แล้วค่อยคุยกัน”

“ฉันเบื่อที่จะคุยกับคุณแล้ว คุณมีแต่คำสั่งแต่ไม่เคยบอกเหตุผล มันทำให้ฉันอึดอัดรู้บ้างหรือเปล่า ความจริงฉันน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้วว่าโรงกลั่นนั่นไม่ใช่ของฉันสักหน่อย อย่างที่คุณว่าจะทำตัวขยันผิดที่ผิดทางไปทำไม สู้ฉวยโอกาสนี้ลาพักร้อนไปพักผ่อนให้สบายกายดีกว่า”

“อ้อ! เพิ่งคิดได้ว่านัดคู่รักลูกชาย สจ.วิบูลย์ไปเที่ยวดีกว่านั่งทำงานงกๆในสำนักงานของโรงกลั่น” กฤษนลทวน พลางพยักหน้าคล้ายจะรับรู้และเข้าใจ หากสีหน้าและแววตาที่ปั้นแต่งว่าซื่อใส ไม่เจตนาจะส่อเสียดอย่างเกินจริงนั้นทำให้คนมองชักไม่อยากเห็นหน้าเขาขึ้นมาตงิดๆ

“แล้วแต่คุณ จะคิดยังไงก็ตามใจ แต่ตอนนี้ช่วยไปส่งฉันหน่อย ตรงถนนหน้าเมืองก็ได้ ฉันจะเรียกสองแถวกลับเอง”

“ไม่ล่ะ ตอนนี้ไม่มีใครว่าง” ชายหนุ่มส่ายหน้า เปลี่ยนสีหน้าเป็นไม่รู้ไม่ชี้แทน “นายแทนกำลังเตรียมมื้อเย็นอยู่”

“แล้วคุณล่ะ ขับรถตามถนนเลียบหาด ส่งฉันขึ้นสองแถว คุณขับรถไม่กี่นาทีเอง”

“ฉันเหนื่อยและหิว ยังไม่อยากทำอะไร ถ้าเธออยากให้ใครไปส่งก็ต้องรอ รอให้นายแทนว่าง หรือไม่ก็ให้ฉันหายเหนื่อยและท้องอิ่ม ถึงตอนนั้นอาจรับคำขอร้องเธอมาพิจารณาใหม่”

“ก็ได้ ฉันจะรอ” ศลิษายอมรับด้วยใจสงบ พร้อมกับหมุนกายเดินกลับเข้าไปในบ้านอย่างง่ายดาย และท่าทางของเธอก็ทำให้คนตั้งใจยั่วเย้ารู้สึกงุนงงไม่น้อย ดวงตาคมกะพริบปริบๆอย่างไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็น

“ยายไข่มุกดำเป็นอะไร เมื่อกี้ทำเหมือนโกรธจะเป็นจะตาย แต่อยู่ๆก็กลายเป็นคนว่าง่ายขึ้นมา”

ศลิษาปล่อยให้เจ้าของบ้านหนุ่มนั่งงงเป็นไก่ตาแตกนานเกือบสิบนาที แล้วจึงซ้ำเติมความรู้สึกเขาด้วยการเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ จากชุดเสื้อเชิ้ตแบบผู้หญิงกับกางเกงยีนเข้ารูปทะมัดทะแมงเป็นเสื้อยืดตัวเล็กพร้อมกางเกงขาสั้น จากนั้นก็เดินตัวปลิวผ่านหน้าเขา ตรงไปยังชายหาดทางหน้าบ้าน ซึ่งในยามนี้มีแต่แสงแดดอ่อนๆส่องลงมาพร้อมกับสายลมพัดเย็นอย่างน่าชื่นใจ

“นี่อย่าบอกนะว่ายายน้องเพิร์ลเห็นบ้านฉันเป็นที่พักตากอากาศไปแล้ว เฮอะ! แม่คุณช่างกล้าจริงๆ”

ว่าเพียงเท่านั้น คนร่างสูงใหญ่ก็ก้าวสวบๆตามคนร่างเล็กกลมกลึงไปยังชายหาดในยามเย็นที่เห็นประดับด้วยหินก้อนเล็กใหญ่ โดยที่ร้อยวันพันปีเขาไม่เคยจะย่างกรายไปชื่นชมใกล้ๆ ได้แต่สมัครใจนั่งทอดอารมณ์มองจากระเบียงบ้านเสียมากกว่า

หากเมื่อตามไปจนถึง เขากลับไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้มากกว่าการยืนจ้องมองคนที่กำลังไต่หินก้อนเล็กใหญ่ที่ถูกอัดแน่นตามธรรมชาติลงไปด้านล่าง หล่อนค่อยๆยื่นเรียวขากลมกลึงสีน้ำผึ้งนวลเพื่อหยั่งบนก้อนถัดไป ก่อนจะทิ้งน้ำหนักตัวตาม จนสุดท้ายเจ้าหล่อนก็สามารถยืดขาแตะกับระดับน้ำทะเลเบื้องหน้า ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เขายืนมองไปเกือบสิบเมตร

“ไม่กลัวหรือไง”

เสียงจากข้างหลัง ทำให้ศลิษาสะดุ้ง เพราะไม่นึกว่าจะมีใครตามมา และพอหันมองก็เห็นเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่อย่างมั่นคง

“กลัวทำไมคะ หรือแถวนี้มีอะไรน่ากลัว”

“ไม่รู้สิ เห็นผู้หญิงกลัวกัน”

‘ผู้หญิง’ ของกฤษนลหมายถึงมารดาที่มักจะห้ามเขาไปเสียทุกอย่าง แล้วยังมีน้องสาวจอมโวยวายแถมเอาแต่ใจตัวเองที่มักหลีกเลี่ยงบริเวณนี้เสมอ ด้วยเหตุผลว่าไม่มีอะไรเจริญหูเจริญตาสักอย่าง มีแต่หินก้อนใหญ่กับต้นไม้มืดครึ้มที่ให้ความรู้สึกน่ากลัวมากกว่าชวนรื่นรมย์

ทว่าสำหรับคนฟังกลับตีความหมายคำว่าผู้หญิงของเขาเป็นอื่นไป

“ฉันต่างกับผู้หญิงของคุณ ฉันไม่เคยกลัวน้ำทะเลหรือก้อนหินริมหาด เพราะฉันเป็นลูกทะเล”
“ลูกทะเล?”

“ใช่ ฉันโตที่เกาะเลี้ยงหอยมุก ตอนวัยอนุบาลฉันก็อยู่กับทะเล มีแม่เจนคอยสอนหนังสือให้ จนถึงเกณฑ์เข้าเรียนระดับประถม พ่อใหญ่ถึงย้ายมาอยู่ภูเก็ต”

“ฉันรู้” กฤษนลครางในลำคอ พร้อมนึกต่อว่าเขารู้กระทั่งพ่อใหญ่ของเธอเคยโกงเงินบริษัทคุณลุงของเขา จนต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่ต่างประเทศ แล้วเจอกับแม่ของเธอในตอนนั้น จนพากันกลับมาเมืองไทย แต่จุดประสงค์เพื่อทำงานให้กับคู่แข่งบริษัทคุณลุง ทว่าสุดท้ายก็หักหลังกันเอง จนคุณลุงเขาต้องยื่นมือเข้าไปช่วย แล้วโยนตัวพ่อใหญ่กับแม่เจนของเธอมาอยู่ที่เกาะเพาะเลี้ยงหอยมุก จากนั้นเด็กหญิงศลิษาหรือน้องเพิร์ลจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา

หากว่าชีวิตหลังจากนั้นของเธอ ดูจะยังเป็นปริศนาสำหรับเขา

“เธออยู่ที่ภูเก็ตนานแค่ไหน แล้วทำไมตอนนี้ครอบครัวถึงย้ายมาอยู่จังหวัดใกล้ๆนี่ล่ะ”

“ไม่นานค่ะ เรามีปัญหานิดหน่อย” เสียงของหล่อนเบาลง ก่อนเสมองไปยังท้องทะเล เป็นการยุติคำตอบไว้แค่นั้น จนคนรอฟังได้แต่หรี่ตามอง พร้อมคาดเดาเองว่าปัญหาคงจะหนีไม่พ้นเรื่องไม่ชอบมาพากลที่พ่อใหญ่ของเธอก่อไว้เป็นแน่…ทว่าชายหนุ่มก็ไม่ได้เอ่ยออกมา เขาคงเก็บไว้ในความคิด

“แล้วย้ายมาอยู่ที่ใหม่ พ่อกับแม่เธอทำมาหากินอะไร”

“คุณจะแกล้งถามทำไมคะ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าพ่อกับแม่ของฉันทำอะไรอยู่ในตอนนี้”

“อ้อ! เปิดร้านขายขนมในตึกแถวเก่าๆงั้นใช่ไหม”

“มันเป็นงานของเรา เป็นงานของพ่อกับแม่ที่ฉันภูมิใจ และครอบครัวเราก็อยู่กันอย่างมีความสุขค่ะ” ศลิษาพูดโดยสายตาทอดไปยังท้องทะเลกว้าง ประกายความอ่อนโยนทอออกจากดวงตาคู่หวานเมื่อนึกถึงผู้ให้กำเนิดทั้งสองคน

“ครอบครัวเธอย้ายมาอยู่ที่ใหม่ตั้งนาน เก่งนะ ไม่ยักจะสร้างปัญหาขึ้นมาอีก หรือว่ายังไม่มีโอกาส”

ในที่สุดกฤษนลก็อดไม่ได้ที่จะแหย่ออกมา ด้วยเหตุผลบ้าๆที่เขาไม่อยากยอมรับว่าเพียงอยากเห็นอารมณ์เกรี้ยวกราดบนสีหน้าของเธอ และสิ่งนั้นก็คงได้ผลจนเกินความคาดหมาย เมื่อหญิงสาวหันมาทางเขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง ชัดถ้อยชัดคำ

“คุณชอบดูถูกคนอื่นอย่างนี้เสมอหรือคะ หรือว่าคุณเป็นคนมีจิตใจคับแคบมาตั้งแต่เล็กจนโต และตอนนี้ก็คงจะแก่เกินดัด”

“อย่าคิดว่าเป็นผู้หญิงแล้วฉันไม่กล้าทำอะไรนะ ศลิษา”

“ฉันรู้ตั้งนานแล้วค่ะว่าคุณไม่เคยคิดละเว้นใคร แค่ว่าคุณไม่พอใจ ไม่ชอบใจก็พร้อมจะกำจัดอย่างไม่นึกละอายกันอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่พยายามหาทางไล่ฉันออกตั้งแต่แรกที่รู้ว่าฉันทำงานในโรงกลั่นหรอก”

“แต่สุดท้ายเธอก็ยังรอดมาได้ ถือเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าสนใจทีเดียว”

“ฉันไม่กล้าเป็นคู่ต่อสู้ของคุณหรอกค่ะ ยอมรับว่ากลัว”

ศลิษากระแทกเสียงใส่ ไร้ซึ่งความหวั่นกลัวตามคำที่บอก พร้อมกับเจ้าหล่อนคงหมดอารมณ์ชื่นชมธรรมชาติ จึงตั้งต้นปีนป่ายก้อนหินขึ้นมา โดยไม่สนใจผลจากการกระทำของตนเลยว่าในตอนนี้คนตัวโตกำลังยืนหน้าแดงก่ำด้วยความกรุ่นโกรธ เพราะตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยโดนใครต่อว่ากันซึ่งๆหน้าแบบนี้เลย

หญิงสาวเหลือบมองคนยืนนิ่งขึงนิดเดียว ก่อนเดินเบี่ยงให้ห่างจากเขาพอประมาณ แล้วจ้ำมายังบ้านหลังเล็กที่มีฉากหลังเป็นภูเขาสูงชัน

หล่อนมาอยู่ที่นี่เป็นวันที่สาม นับจากเกิดไฟไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมัน ซ้ำร้ายเจ้านายใหญ่ยังหายตัวไป ก่อนจะพบร่องรอยว่าเขาอาจขับรถตกลงไปในหุบเหว จากตำแหน่งเกิดเหตุร้าย รวมถึงเส้นทางที่เขามุ่งหน้ามา ก็สามารถคาดได้ไม่ยากว่าลูคัสเกิดอุบติเหตุขณะขับรถมาหาเพื่อนสนิทที่พ่วงตำแหน่งหุ้นส่วนคนสำคัญของเขาเอง

จากนั้นก็มีคำสั่งให้พนักงานทุกส่วนหยุดทำงานจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง รวมถึงศลิษาที่แม้ปกติจะไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับส่วนผลิต ในทุกวันทำงานมีเพียงเดินเข้าออกในสำนักงานสี่ชั้น ซึ่งเดิมเป็นสถานที่ทำงานสำหรับผู้บริหารในส่วนต่างๆ หากเมื่องานฝ่ายการตลาดในแผนกของเธอขยายตัว และประจวบเหมาะกับสำนักงานสี่ชั้นยังมีพื้นที่ว่าง เจ้านายใหญ่จึงอนุมัติให้หัวหน้าแผนกย้ายพนักงานส่วนหนึ่งเข้ามานั่งทำงาน และหนึ่งในนั้นก็มีตัวเธอรวมอยู่ด้วยอีกคน

และนั่นก็สร้างเหตุบังเอิญให้เกิดขึ้นในวันประชุมบอร์ดที่จัดในห้องประชุมใหญ่ เมื่อหุ้นส่วนคนสำคัญจากกรุงเทพฯได้เดินทางมาร่วมประชุม แล้วจึงเป็นเหตุให้เธอได้เจอกับเขาเป็นครั้งแรกในรอบสิบห้าปี
ในวันนั้นแม้ศลิษาจะตกใจที่ต้องเผชิญหน้ากับกฤษนลอย่างไม่ทันตั้งตัวมาก่อน หากว่าเพียงเห็นหน้าเขาชั่วขณะเดียว เธอก็จดจำได้ทันที ซึ่งต่างกับเขาที่มองผ่านเธอคล้ายกับวัตถุโปร่งแสง ไม่มีอะไรในตัวเธอที่สามารถสะกิดความทรงจำว่าครั้งหนึ่งตนเคยทำตัวเป็นปิศาจร้ายที่จ้องแต่รังแกและกลั่นแกล้งเด็กหญิงเพิร์ล เจ้าของร่างแน่งน้อย ดวงตากลมโต ผิวคล้ำแดดจนร้องไห้เสียน้ำตาในทุกครั้งที่เจอ ซ้ำยังตั้งชื่อเธอว่าไข่มุกดำ มันเป็นคำเรียกขานที่ศลิษารู้สึกได้ตั้งแต่แรกว่ามันไม่สวยงามเอาเสียเลย

ศลิษาไม่อาจหลอกตัวเองว่าในความโล่งใจที่เขาจดจำเธอไม่ได้ มันแฝงด้วยความเจ็บแปลบอย่างที่ไม่อาจบอกใครได้เลย เธอยังคงฝังใจในเรื่องราวเก่าๆ ทั้งที่รู้ว่าเขาร้ายกาจและชิงชังหล่อนสักแค่ไหน หากว่าในความเป็นจริงกลับเป็นตัวเธอเองที่ตัดใจลืมเขาไม่ได้เลย

นับแต่ศลิษาย่างเข้าสู่วัยรุ่น เธอก็ติดตามข่าวคราวของกฤษนลจากข่าวสารในแวดวงหนุ่มสังคมทางหน้าเวปไซต์ต่างๆ ที่มักปรากฏทั้งรูปและเรื่องราวให้เธอเห็น แม้แต่ช่วงจังหวะที่ถูกส่งตัวไปเรียนต่อยังออสเตรเลีย หญิงสาวก็ยังสามารถรับรู้เรื่องราวของเขากันอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งใกล้จบมหาวิทยาลัย ศลิษาก็พบข่าวการเปิดตัวธุรกิจใหญ่ในจังหวัดใกล้ๆ และหนึ่งในหุ่นส่วนที่ปรากฏก็ทำให้หล่อนตัดสินใจไม่ยากว่าหลังจากเรียนจบและเสร็จสิ้นพิธีรับปริญญา หล่อนก็จะกลับมาทำงานที่เมืองไทย และเป้าหมายก็เป็นโรงกลั่นแห่งใหม่ในจังหวัดใกล้บ้านเธอ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ศลิษาพบเจอเขาในที่สุด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ทางเบื้องหลังของศลิษา หลังจากเธอออกเดินมาได้ไม่กี่ก้าว กฤษนลก็ค่อยๆหันกายกลับ ทอดฝีเท้าเนิบตามมา หากเธอจะหันมองก็คงต้องประหลาดใจที่เห็นใบหน้าหล่อเหลาขึ้งโกรธเมื่อครู่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มละไม พร้อมกับดวงตาคู่คมจ้องตรงมายังร่างของเธออย่างไม่คลาดสายตา

“ยังเป็นยายไข่มุกดำจอมขี้แยคนเดิม แต่พอแหย่เข้าหน่อยก็ทำเป็นสู้คน สุดท้ายก็ถอยหนีไม่เป็นกระบวน” เสียงหัวเราะในลำคอหนาดังกระหึ่ม หากเขาก็หยุดเสียงนั้นลงเมื่อเดินไปถึงระเบียงบ้านที่ตอนนี้มีสำรับกับข้าวตั้งไว้อย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่เขาจะสั่งด้วยซ้ำ

“ฉันบอกนายหรือไงว่าจะกินตรงนี้ ทำเป็นรู้ดีอีกแล้วนะ” กฤษนลว่าอย่างไม่ไว้หน้า หากคนโดนต่อว่ามีหรือที่จะสลดหรือเกรงกลัวเขาเหมือนกับลูกน้องหลายคน จนแม้แต่ผู้หญิงคนเดียวในที่นั้นยังอดทึ่งไม่ได้

“แล้วนายไปยืนทำอะไรตรงนั้นตั้งนานสองนาน ผมทำกับข้าวเสร็จ เลยมาตั้งสำรับรอ จะปล่อยให้มันเย็นชืดก็ยังไงอยู่ เดี๋ยวพอไม่อร่อยก็บ่นอีก ผมมีปัญญาทำแค่นี้แหละ”

พูดจบคนตัวดำร่างกายใหญ่ยักษ์ก็หมุนกายกลับเข้าไปในบ้าน หยิบอุปกรณ์ทำสวนแล้วเดินออกมา ผ่านหน้าเขาไปยังสวนผักที่อยู่บริเวณด้านข้างตัวบ้าน โดยปล่อยให้นายหนุ่มยืนมองตามแล้วบ่นพึมอย่างอ่อนใจ
“มันงอนอะไรของมันอีกนะ รู้อยู่ว่าสารรูปไม่ให้แล้วยังทำสะบัดสะบิ้งน้อยใจอยู่ได้” กฤษนลทรุดกายนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ก่อนเงยขึ้นมองคนหน้าหวานที่ยังยืนอยู่ใกล้ประตู ไม่มีทีท่าว่าจะมานั่งร่วมโต๊ะกับเขาเหมือนวันก่อนๆ จนอดที่จะนึกประชดไม่ได้ว่าหรือจะต้องให้เขาเชื้อเชิญกันอีกคน

“ฉันยังไม่หิว” ศลิษาโพล่งออกมาเหมือนเดาใจเขาถูกว่ากำลังคิดอะไร ต่อเมื่อชายหนุ่มเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม หล่อนจึงบอกต่อ “ฉันจะรอให้คนของคุณ หรือคุณไปส่งขึ้นสองแถว แล้วค่อยหาอะไรข้างนอกทานเอง”

“ฉันบอกเธอเมื่อไหร่ล่ะว่าจะไปส่ง ส่วนนายแทน โน่น มันสะบัดก้นไปนั่งพรวนดินบนแปลงปลูกคะน้าของมันแล้ว ลองได้ทำอย่างนั้นสิ ไปกวนมันเข้า เดี๋ยวได้แยกเขี้ยวใส่”

“คุณพูดอย่างนี้ได้ยังไง แค่ไปส่งแค่เนี้ยทำไมถึงทำไม่ได้ คุณไม่มีน้ำใจเลยจริงๆ ถ้าอย่างนั้นก็บอกคนของคุณให้เอารถฉันคืนมา ฉกฉวยกันแบบนี้ฉันแจ้งความข้อหาขโมยทรัพย์ได้นะ”

“งั้นเดินไปแจ้งความเลยแม่คุณ เดินไปให้ถึงโรงพักนะ แล้วอย่าให้ฉันขับรถตามทันเชียว ไม่งั้นล่ะน่าดู”

“คนอะไร ดีแต่ขู่” หล่อนพูดลอยๆ พร้อมทำหน้าเหนื่อยหน่าย จนกฤษนลรู้สึกตัวว่าได้เผลอแสดงอะไรออกมาหลายอย่างที่ล้วนทำให้เจ้าหล่อนขาดความเกรงใจไปเสียสิ้น

“มาทานข้าวเถอะ แล้วค่อยคุยกัน ฉันหิวแล้ว”

เสียงสั่งขรึม ไร้แววล้อเลียนหรือยั่วเย้าดังขึ้น เพียงเท่านี้ ศลิษาก็เดินเข้าไปในบ้าน เกือบห้านาทีผ่านไปถึงได้มานั่งตรงหน้าเขา หากก่อนที่ชายหนุ่มจะได้ตักอาหารคำแรกทาน ก็ยังได้ยินคำพูดที่ทำให้เขาแทบจับตัวเธอทุ่มลงทะเลให้แล้วรู้รอดเสียเลย

“คุณไม่ล้างมือก่อนหรือ ออกไปตระเวนข้างนอกมาตั้งหลายที่ แล้วมาจับช้อนทานข้าวกันแบบนี้ ฉันไม่เสี่ยงร่วมโต๊ะกับเชื้อโรคที่มือของคุณหรอก”

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ในที่สุดสงครามก่อนมื้ออาหารเย็นในวันนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้น ด้วยเหตุว่ากฤษนลตัดสินใจลุกไปล้างมือตามความต้องการของคนร่วมโต๊ะ เขาย้ำกับตัวเองว่าที่ทำไปเพียงเพื่อตัดปัญหา อีกทั้งตัวเองก็ไม่พร้อมจะทะเลาะกับใครให้มื้ออาหารยืดเยื้อออกไปอีก สู้ทำตามไปให้สิ้นเรื่องเสียดีกว่า

แม้ขณะนั้นข้างในจะอื้ออึงด้วยความไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง เพราะสายตาเจ้ากรรมทันเห็นเรียวปากบางกระตุกเป็นเชิงยิ้ม คล้ายว่าเธอกำลังพอใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ก็ตาม

หากเมื่อสองหนุ่มสาวสิ้นสุดการทานอาหาร ก็ถึงคราวที่ชายหนุ่มจะได้ทำตามความต้องการบ้าง และเขาจึงไม่รีรอที่จะบอกกับเธอ

“ฉันเปลี่ยนใจที่จะให้เธอลาพักร้อนแล้ว ช่วงนี้ฉันมีหลายอย่างต้องทำที่สำนักงาน และฉันก็ไม่มีใครช่วย ระหว่างนี้งานฝ่ายการตลาดก็ไม่มีการดำเนินงาน เธอก็มาช่วยฉันก่อน”

“แต่ฉันตั้งใจจะลากลับบ้านอยู่แล้วนี่คะ และเรื่องนี้หัวหน้าฉันก็โทรมาบอกตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วว่าคุณลินส่งเมล์ไปทางหัวหน้าแผนกทุกฝ่ายว่าให้พนักงานที่ไม่ใช่ระดับบริหารลาพักร้อนได้ จนกว่าจะเคลียร์เรื่องโรงกลั่นเสร็จ” ศลิษาเบิกตาโต พร้อมกล่าวค้านออกไปทันควัน

“ฟังไม่รู้เรื่องหรือไงว่าฉันเปลี่ยนใจแล้ว คนอื่นลาได้เพราะไม่มีงานให้ทำ แต่เธอมี ลืมไปแล้วหรือว่าฉันก็เป็นเจ้าของคนหนึ่งเหมือนกัน คำสั่งฉันไม่มีผลบ้างก็ให้มันรู้ไป”

กฤษนลหลุดคำพูดฉุนเฉียว แต่ละถ้อยคำของเขาเพียงอยากเอาชนะเธอมากกว่าจะหมายความเป็นอื่น
“ดูคุณจะรีบใช้สิทธิ์เจ้าของเหลือเกินนะคะ ทั้งที่เรื่องของคุณลูคัสยังน่าเป็นห่วงอยู่เลย ไหนใครๆก็ว่าคุณกับเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน เขาหายตัวไปแบบนี้ ฉันยังไม่เห็นร่องรอยความเสียใจบนใบหน้าคุณเลย” ศลิษากล่าวเยาะ แววตาที่มองเขาส่อแววประหลาดพิกล นอกจากจะไม่มีความเชื่อถือกันแล้ว ยังคล้ายกับว่าเธอกำลังค้นหาความจริงกันอยู่

“เธอกำลังปรักปรำฉันอยู่ใช่ไหมศลิษา ถ้าคิดว่าการที่ฉันให้เธอมาพักอยู่ที่นี่สามวัน แล้วเธอจะสามารถพูดทุกอย่างเท่าที่อยากพูด เธอก็คิดผิดแล้ว”

ศลิษารู้ได้ไม่ยากว่ากฤษนลกำลังโกรธต่อวาจาของเธอที่สวนออกไปโดยไม่ทันใคร่ครวญให้ดีเสียก่อน ด้วยความสัตย์จริง หล่อนไม่เคยคิดระแวงเขาเป็นอื่นเลย ไม่อย่างนั้นคงไม่วางใจที่จะมาใกล้ชิด แม้ว่าส่วนหนึ่งของหัวใจจะเรียกร้องตามวันเวลาเก่าก่อนก็ตาม

และเมื่อเธอตัดสินใจจะพูดบางอย่างเพื่อให้สถานการณ์ระหว่างกันดีขึ้น แค่เพียงอ้าปาก กฤษนลก็ผุดลุกขึ้นทันที แล้วย่างเท้าอาดๆตรงไปยังรถคันสีดำที่ยังจอดไว้ใกล้ระเบียงบ้าน จากรถรถก็กระชากตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ศลิษาได้แต่มองตามด้วยจิตใจว้าวุ่น หล่อนกำลังรู้สึกผิดต่อคำพูดพล่อยๆของตัวเอง แค่เพียงอยากเอ่ยคำขอโทษเขา หากก็ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่เปิดโอกาสให้หล่อนได้ทำเสียแล้ว


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


เล่ห์กฤษนล เปิดให้จองเป็นรูปเล่ม จนถึง 31 ม.ค. 2556 จากราคาปก 320 บาท จะลดเหลือ 290 บาท + ค่าส่ง

วิธีจอง ส่งเมล์แจ้งมาที่ eed.lalanda@gmail.com เพื่อรับเลขที่บัญชีธนาคารโอนเข้า

ธนาคารไทยพาณิชย์ / ธนาคารกรุงเทพ / ธนาคารกสิกร / ธนาคารธนชาติ / ธนาคารกรุงไทย

หนังสือพร้อมส่งประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2556






Lalanda
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 28 ธ.ค. 2555, 22:11:06 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 30 ธ.ค. 2555, 22:13:22 น.

จำนวนการเข้าชม : 1219





<< 2. ไข่มุกดำแห่งท้องทะเลอันดามัน    4. เดินหน้าหรือว่าถอยหนี >>
Kapoh 29 ธ.ค. 2555, 11:39:16 น.
เย้ จะได้ตามอ่านในนี้แล้ว ^^


Lalanda 29 ธ.ค. 2555, 20:40:15 น.
@ Kapoh ขอบคุณค่า ^__^


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account