เพียงกลีบดอกไม้ล่องลอยไปในสายลม
..........
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: ตอนที่ 4 : ผู้ชายที่มั่นใจจนน่ากลัวและฉลาดจนน่าเกลียด

ชั้นแปดคือชั้นบนสุดของตึกขาวในคณะมนุษยศาสตร์ มีห้องประชุมและห้องเรียน เต็มไปด้วยความทรงจำและผู้คนผ่านไปมาหลายหลาก ห้องประชุมสามารถจุคนได้ประมาณห้าร้อยคนและมีเวทีอยู่ด้านหน้า ครั้งนี้ ฉันเหยียบเวทีของห้องประชุมแห่งนี้เป็นครั้งที่สอง ส่วนครั้งแรก ฉันได้รับหน้าที่ให้เล่นไวโอลินไฟฟ้าในงานพรอมของคณะโดยได้รับเกียรติจากนักดนตรีเพื่อนแม่จากวงออเครสตราและเพื่อนพ่อจากวงเดธเมทัลยกโขยงจากกรุงเทพฯขึ้นมาเชียงใหม่สิบคน มาเล่นเสริมให้ไวโอลินไฟฟ้าของฉัน

นอกจากเครื่องดนตรีที่ขนกันมาเต็มรถตู้สองคัน พวกเขายังนำเสื้อผ้าที่แม่ฝากมาให้ฉันใส่ มันเป็นเดรสผ้าฝ้ายเนื้อดีสีขาวลายดอกกุหลาบสีชมพู คอกว้าง แขนพองจีบรูดตรงศอกและเย็บติดกับกระโปรงยาวบาน-สวยหวานบานฉ่ำ เป็นเสื้อผ้าชุดโปรดของแม่ที่เมื่อฉันใส่แล้วกลายเป็นตัวประหลาดในงานพรอมอย่างสมบูรณ์ แต่เพราะฉันไม่ได้มีคู่เป็นผู้ชายและได้รับมอบหมายให้เป็นคนให้ความบันเทิงแก่แขกในงาน ดังนั้นความแปลกจึงไม่ใช่ปัญหาเนื่องจากตัวตลกในสถานที่ใดไม่ควรจะเหมือนกับคนส่วนใหญ่ในสถานที่นั้น

วันเวลาที่ไหลผ่านและการล่มสลายของชุมชนคนรักอิสรภาพทำให้ความสนุกสนานถูกพรากจากไป หลังจากที่บุปผาชนหันหลังให้กับเส้นทางที่พวกเขาลุ่มหลง พวกเขาก็ไม่ใคร่มีเวลาได้มาพบกันอีกเนื่องจากพวกเขาต้องแสวงหาหนทางรอดของชีวิตเหมือนอย่างที่แม่ของฉันเคยพูดไว้..ถึงแม้ว่าหัวใจจะตื่นเต้นหลงใหลกับสิ่งใดแต่ท้ายที่สุดหัวใจก็ยังรักที่จะมั่นคงปลอดภัยอยู่ดี

แต่นั่นมันก็คือพันธนาการ มันทำให้จิตวิญญาณของศิลปินถูกขังไว้ในวังวนของพาณิชย์ศิลป์

การมาพบกันในวันนี้ แม้ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่แต่พวกเราก็สนุกมาก เราทำให้การแสดงดนตรีเพลงแรกกับเพลงที่สองแตกต่างจากกันอย่างสุดขั้วเพราะฉันให้ค่ามันในแง่ของการกลับมาร่วมวงกันของเหล่าเพื่อนแม่และเพื่อนพ่อมากกว่าจะเป็นการแสดงดนตรีในงานพรอม ดังนั้นเมื่อจบสิ้นการเดี่ยวเปียโนอันพริ้งเพราะของคุณหนูในชุดชีฟองสีหวานก็กลายเป็นเสียงไวโอลินในเพลงเร็วและท่วงทำนองร้อนแรงของหญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายลายดอกที่คงทำเอาใครหลายคนปรับอารมณ์ไม่ทัน เพราะฉันเล่นเอามันส์ชนิดที่ไม่เพียงสีไวโอลินแต่กระโดดโลดเต้นพล่านไปทั่วเวทีเหมือนที่ฉันเคยทำเมื่อตอนเป็นเด็ก

ทุกครั้งที่แม่เล่นไวโอลิน ฉันก็จะเต้นหมุนๆไปรอบตัวแม่แล้วบางทีก็วิ่งไปแอบอยู่ข้างหลังพ่อที่กำลังเล่นกีตาร์โปร่ง หลายครั้งที่ฉันนั่งมองแม่ที่กำลังร่ายรำด้วยท่าทางอ่อนช้อยและแปลกประหลาด แม่จะใส่ชุดที่หลวมโคร่งพลิ้วบานและสวมมงกุฎดอกหญ้า ร่ายรำอย่างมีความสุขเหมือนเด็กหญิงไร้เดียงสาที่กำลังเต้นรำอยู่บนทุ่งหญ้า ท่ามกลางดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน

หากรู้จักครอบครัวของฉันก็ย่อมไม่แปลกใจว่าเหตุใดฉันจึงสามารถเล่นไวโอลินได้โดยที่ไม่ได้เรียนดนตรีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะฉันอยู่กับเสียงของมันมาตั้งแต่ฉันจำความได้ ถึงกระนั้นฉันก็ไม่ได้รักมันมากอย่างที่ฉันคิด ฉันรู้ในเวลาต่อมาว่าศิลปะที่เต็มไปด้วยความรื่นรมย์สนุกสนานไม่ใช่ชีวิตของฉัน ฉันจึงพยายามซึมซับความรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถค้นหาได้เพื่อค้นหาตัวเอง เมื่อฉันค้นพบ พ่อแม่ของฉันก็ใจกว้างมากพอที่จะอนุญาตให้ฉันแตกต่าง ฉันจึงไม่ได้เรียนทางศิลปะแต่มาศึกษาในสาขาวิชามนุษยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้แทน

ฉันยกเท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงก้าวขึ้นเวทีที่ฉันเคยหมุนตัวอย่างสนุกสนานในวันนั้น ในวันที่ตัวตนที่แท้จริงของฉันได้รับการชื่นชมจากผู้คนส่วนใหญ่เป็นครั้งแรก แม้ผู้ชมจะนิ่งอึ้งไปหลังจากเพลงจบแต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ปรบมือเสียงกึกก้องห้องขนาดใหญ่แห่งนี้และหลังจากจบการแสดงทั้งหมด พวกเราถูกขอให้เล่นอีกสี่เพลงเพื่อให้ผู้คนในงานได้เต้นรำอย่างสนุกสนาน

หลังจากเพลงที่สี่จบ ที่ตรงนั้น หน้าเวทีตรงนั้น ผู้ชายที่เป็นรักแรกของฉันปรากฏกายพร้อมช่อดอกกุหลาบขาวในมือ

อันที่จริง ตั้งแต่เด็ก ฉันเกลียดดอกกุหลาบสีขาว เกลียดมันอย่างไม่มีเหตุผล อาจเป็นเพราะฉันอิจฉาริษยาที่มันทำให้ฉันนึกถึงนางฟ้า นึกถึงเทพธิดาที่งดงามและสูงส่ง มันดูสวยงามบริสุทธิ์มากเกินไป แต่รอยยิ้มละลายใจ แววตาแสนซื่อและริมฝีปากของผู้ชายที่ที่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำอ่อนหวานกลับทำให้ฉันเปลี่ยนใจ ฉันเริ่มชอบดอกกุหลาบสีขาวและชอบมันเป็นวันสุดท้ายในวันที่มันกลายเป็นช่อบูเก้ในมือเจ้าสาวของผู้ชายคนนั้นซึ่ง..ไม่ใช่ฉัน

คำปลอบใจที่ดีที่สุดในวันที่ความฝันสีขาวสูญสลายคือไม่มีอะไรต้องเจ็บปวด ฉันก็แค่กลับมาเป็นตัวเอง

ฉันนั่งลงบนโซฟาที่ถูกจัดไว้ หัวข้อสัมมนาวันนี้ว่าด้วย ‘ความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมและสังคม’ ซึ่งยิ่งใหญ่เกินกว่าสติปัญญาของฉัน ฉันจึงไม่จำเป็นต้องพูดเพราะคงไม่มีใครยากได้ความคิดเห็นจากฉันเท่าไร

เป็นเรื่องปกติ เวลาที่ปากของฉันไม่ได้ทำงาน สมองของฉันก็มักจะสงสัยไปเรื่อยเปื่อยและเมื่อสมองของฉันสงสัยไปเรื่อยเปื่อย สายตาของฉันก็มักจะกวาดมองไปอย่างเรื่อยเปื่อยเพื่อหาเรื่องให้สมองตั้งคำถามไปเรื่อยเปื่อยอีกเช่นกัน

ดูซิฉันเห็นอะไร

ฉันเห็นนักศึกษาแต่งกายถูกระเบียบประมาณสองร้อยคน ประมาณหนึ่งร้อยคนสวมกระโปรงยาวแค่เข่าห้าสิบ อีกประมาณหนึ่งร้อยคนสวมกระโปรงพลีตยาวถึงข้อเท้า ตั้งใจฟังประมาณยี่สิบกว่าคน สี่คนฟังไปด้วยโน้ตไปด้วย สองคนคุยโทรศัพท์ คนหนึ่งใช้โนเกีย อีกคนใช้ไอโฟน ข้างๆมีสามคนกำลังอ่านหนังสือ คนหนึ่งอ่านนิยายลูกกวาด คนหนึ่งอ่านนวนิยายคลาสสิก อีกคนอ่านปรัชญาการเมือง

นักศึกษาแต่งกายผิดระเบียบประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบคน สิบคนกำลังคุยกัน ประมาณสี่สิบคนใช้กระเป๋าธรรมดา ประมาณยี่สิบคนใช้กระเป๋าแบรนด์เนม (ที่เหลือไม่เห็น) หลุยส์ฯ ครองตำแหน่งยอดนิยม บาเลนเชียก้ากับชาเนลสูสีกัน สี่คนควักตลับแป้งขึ้นมาเติมแป้ง สองคนใช้แป้งตลับของญี่ปุ่น อีกสองคนใช้แป้งตลับราคาแพงของฝรั่งเศส สามในสี่คนดังกล่าวเติมลิป มีสองคนกำลังกดบีบี สามคนนั่งฟัง อีกคนกำลังหมุนปากกา

อาจารย์มหาวิทยาลัยมียี่สิบท่าน สิบเจ็ดท่านอยู่ในวัยอาวุโส สองท่านเป็นหนุ่ม วิรงรองคนเดียวเป็นสาว แต่งตัวโฉบเฉี่ยวมาดมั่นและวางมาดอย่างกับนักธุรกิจหญิง

ประตูห้องประชุมที่อยู่ด้านหลังเปิดออก จริงๆไม่มีใครสนใจ(นอกจากฉัน) จนกระทั่งผู้ชายคนนั้นก้าวพ้นมาแถวที่นั่งจากด้านหลังแถวที่สองขึ้นมา พวกนักศึกษาสาวก็บังเกิดอาการคันมือสะกิดให้เพื่อนๆหันหลังมาดูเป็นทิวแถว แถมรีบป้องปากกระซิบระริกระรี้ทันทีทันควัน

เขาเลือกเก้าอี้ว่างใกล้ทางเดิน ทันทีที่เขานั่ง นักศึกษาหญิงมากกว่าสิบคนต่างแพนกล้องมือถือมาทางใบหน้าของเขา

เขาจ้องตาฉัน

ฉันนึกออกแล้วว่าเขาชื่อเมธวัชร์

ยัยวิรงรองมองหน้าฉันแล้วทำปากพะงาบๆ

“ของ..แก..เหรอ”

ฉันพะงาบตอบ

“เหา”

เหา..เป็นรหัสระหว่างฉันกับวิรงรองมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน หมายถึงผู้ชายที่ไม่ชอบแต่มาตามจีบตามตื๊อจนพวกเรารำคาญ และแน่นอนว่าพวกเรามีวิธีกำจัด ‘เหา’ เริ่มตั้งแต่ หวีเสนียด(จัญไร) ใบน้อยหน่า(ขยำ) และโหดที่สุด..น้ำมันก๊าด(เผา)

มันพะงาบมาอีก

“หล่อ..ว่ะ”

ฉันไม่ทันพะงาบตอบ พอดีมีเสียงเอ่ยขึ้นมาว่า

“ขอถามคุณเพชรลดาค่ะ”

คำพูดนั้นเหมือนมีพลังบางอย่างที่ทุกคนยอมรับโดยดุษณี เพราะหลังจากจบประโยค สรรพเสียงอื่นพลันเงียบงันทันควันและนักเขียนทุกท่านก็หันมามองฉันพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

ในมือของฉันไม่มีไมโครโฟน นักเขียนท่านหนึ่งเมตตาส่งไมโครโฟนในมือมาให้ฉัน ฉันยกมือไหว้และกล่าวขอบคุณ

คนถามคืออาจารย์มหาวิทยาลัยอายุไม่น้อย ร่างอ้วน ใส่แว่นตาหนาเตอะ

“คุณคิดว่าฉากเซ็กส์มีความสำคัญต่อการสร้างยอดขายหรือเรตติ้งให้หนังสือของคุณหรือไม่”

ฉันได้ยินคำถามเต็มสองหู ฉันหันไปมองเพื่อนฉัน มันยักไหล่ ฉันหันไปมองผู้ชายคนนั้น เขาเลิกคิ้ว

โอเค..ฉัน..โดนเชือด

“ดิฉันคิดว่าในนวนิยาย ฉากเซ็กส์ไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าฉากเดินเล่นหรือฉากกินข้าว มันมีเพราะจำเป็นต้องมี ดิฉันเขียนเพราะจำเป็นต้องเขียนแต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากกว่าฉากอื่น และจริงๆตลาดงานวรรณกรรมก็พิสูจน์แล้วว่านวนิยายที่ขายดีไม่จำเป็นต้องเป็นนิยายที่มีฉากเซ็กส์”

อย่าง..ลอร์ด ออฟ เดอะ ริง รหัสลับดาวินชี เทวากับซาตาน

“คุณเลือกเขียนนิยายแนวโรมานซ์ติกา แสดงว่าคุณชอบเรื่องเซ็กส์ใช่หรือไม่”

ผู้คนหัวเราะครืน

สายตาของยัยวิรงรองท้าทายฉัน ‘เก่งจริงแกตอบให้ได้สิ’

ฉันสูดลมหายใจเข้าหนึ่งเฮือก

“ตามทฤษฎีจิตวิทยาของซิกมุนด์ ฟรอยด์ กามารมณ์อยู่ในสัญชาตญาณของมนุษย์ ชาร์ล ดาร์วินเองก็ยอมรับว่ามนุษย์ก็เป็นเช่นสัตว์ทั้งหลายที่มีหน้าที่ตามธรรมชาติคือการดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ เพราะมันเป็นสัญชาตญาณที่ธรรมชาติบังคับให้มนุษย์สืบเผ่าพันธุ์จึงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าพลังทางเพศนั้นส่งปฏิกิริยาอย่างรุนแรงต่อมนุษย์ทั้งทางร่างกาย วิถีชีวิต บุคลิกภาพรวมไปถึงทัศนคติ และความจริงเซ็กส์ก็ไม่ได้หมายถึงเรื่องบนเตียงเพียงอย่างเดียว แต่มันคือแรงดึงดูดระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบต่างเพศหรือเพศเดียวกัน ซึ่งมันอาจก่อให้เกิดทั้งพฤติกรรมที่นำมาซึ่งความดีงามและความเสื่อมทราม ดิฉันจึงเห็นว่ามนุษย์ทุกคนควรเรียนรู้มันเพื่อที่จะควบคุมและใช้มันให้ถูกที่ถูกทางโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมา”

“คุณชอบเซ็กส์ใช่หรือไม่”

“ไม่ชอบและไม่เกลียดค่ะ ดิฉันรู้สึกกับมันเช่นเดียวกับมือและขาของตัวเอง มันอยู่ในตัวดิฉัน”

“ทำไมคุณไม่เขียนนวนิยายที่มีคุณค่าต่อสังคม”

คำถามนี้แปลได้ว่า..นวนิยายของฉันไม่มีคุณค่าต่อสังคม

“ดิฉันต้องการสื่อสารกับคนอ่านในฐานะปัจเจกชน ดิฉันอยากหาทางออกในเส้นทางที่พวกเขาถูกปิดกั้นจากสังคม”

ฉันหยุดไปนิดหนึ่งเพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองตอบตรงคำถามหรือไม่ แต่น่าจะไม่ใช่ เพราะเขาถามถึง ‘คุณค่า’ ของงานฉันนี่หว่า

“ค่ะ งานของดิฉันอาจไม่มีคุณค่าต่อคนส่วนใหญ่ แต่ดิฉันก็เขียนมันขึ้นมาด้วยความหวังว่ามันจะมีคุณค่าต่อใครสักคน”

มือหลายมือยื่นออกมาร้องขอสิทธิพูด ไมโครโฟนไร้สายเริ่มปลิวว่อนในหมู่ผู้ฟัง ในจำนวนนั้นฉันยังไม่รู้หรอกว่าจะเจอคำถามอะไรบ้างและมันจะทำให้ฉันต้องหัวทิ่มหรือขวัญเสียแค่ไหน แต่ในเมื่อฉันกล้าเขียนหนังสือที่ทำให้คนอ่านบางคนบางกลุ่มต่อต้านขึ้นมา ฉันก็ต้องรับผิดชอบผลจากการกระทำนั้น

และนักปรัชญาสายอัตถิภาวนิยมทั้งหมด พวกนั้นควรรับผิดชอบความระยำของฉันด้วย

“มีท่านใดต้องการถามคำถามกับดิฉันอีกบ้างคะ”

มืออีกร้อยกว่าข้างได้กระมังชูสลอน ฉันลุกขึ้น หันหน้าไปทางพิธีกร

“ดิฉันขอขาตั้งไมโครโฟนได้ไหมคะ”

สตาฟฟ์งานจัดหาให้ ฉันละไมโครโฟนจากมือ สายตาประเมินความกระเหี้ยนกระหือรือของคนในห้องประชุมแล้ว..เริ่มชี้นิ้วจากริมซ้ายสุดของห้องประชุม

“เริ่มค่ะ”

คนที่หนึ่ง “คุณเพชรลดาสุดสวย ผมขอเบอร์โทรศัพท์ของคุณได้ไหมครับ”

“ดิฉันรับโทรศัพท์เฉพาะกองบรรณาธิการ เพื่อนรักและคนในครอบครัว นอกเหนือจากนี้กรุณาติดต่อดิฉันทางอีเมล ซึ่งคุณสามารถสอบถามจากทางสำนักพิมพ์ได้”

คนที่สอง “สัดส่วนของคุณ 36-24-35 ใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ”

คนที่สาม “คุณใส่ชุดนอนแบบไหน”

“นอกจากน้ำหอม ดิฉันไม่ใส่อะไรนอน”

เสียงผิวปากของหนุ่มคะนองดังเฟี้ยวฟ้าว คนต่อไปเป็นผู้หญิง

คนที่สี่ “เดรสที่คุณใส่วันนี้ยี่ห้ออะไรคะ”

“วิเวียน เวสต์วู้ด”

คนที่ห้า “คุณเพชรลดา คุณเขียนเรื่องเซ็กส์แสดงว่าคุณต้องมีประสบการณ์ช่ำชองใช่ไหมคะ”

“ดิฉันเขียนเรื่องเซ็กส์แต่ดิฉันยังไม่เคยนอนกับใคร”

“ถ้าอย่างนั้น คุณเอาข้อมูลมาจากไหน”

“ไอน์ไสตน์กล่าวว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

คนที่หก “คุณเพชรลดาคะ ทำอย่างไรถึงจะมีหน้าอกบึ้มๆอย่างคุณได้”

“ทานอาหารให้ครบห้าหมู่ พักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ”

คนที่เจ็ด “ถ้ามีเซ็กส์กับผู้ชายหลายๆคนจะทำให้ช่องคลอดหลวมใช่ไหมคะ”

“ดิฉันไม่ทราบ แต่คุณควรระวังโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และมะเร็งปากมดลูกค่ะ”

คนที่แปด “จุดสุดยอดสำคัญสำหรับผู้หญิงไหมคะ”

“สำคัญสำหรับผู้หญิงและผู้ชายค่ะ”

คนที่เก้า “ทำไงดีครับ น้องจู๋ของผมเล็กมาก”

“ภูมิใจค่ะเพราะผู้หญิงไม่ได้มีเหมือนคุณ”

คนที่สิบ “ทำอย่างไรดีคะ แฟนไม่ชอบคนผิวดำ หนูควรไปทำผิวขาวดีไหมคะ”

“คุณก็ไม่ควรหวังการได้รับเกียรติใดๆจากคนที่เหยียดหยามได้แม้กระทั่งสีผิวของคนอื่นอีกแล้วแหละค่ะ”

คนที่สิบเอ็ด “ไม่ชอบทำออรัลให้แฟนค่ะ แต่เขาชอบให้ทำ จะบอกเขาอย่างไรดีคะ”

“ถ้าไม่กล้าพูดก็ลองบังคับให้เขาทำออรัลเซ็กส์ให้ผู้ชายคนอื่นดู”

คนที่สิบสอง “จริงหรือไม่ครับ ผู้หญิงรักที่ใจ ผู้ชายที่รักที่จู๋”

“ถามจู๋ของคุณค่ะ”

คนที่สิบสาม “ไม่อยากให้แฟนเห็นว่าใส่เสื้อผ้าซ้ำกันค่ะ แต่ไม่มีเงินซื้อใหม่แล้ว”

“เปลี่ยนแฟนใหม่ ใส่ชุดเดิม”

คนที่สิบสี่ “คุณเพชรลดามีแฟนไหมครับ”

“ไม่มีค่ะ”

คนที่สิบห้า “เบื่อ ไม่อยากเรียน หนูอยากมีแฟนค่ะ หนูอยากแต่งงาน หนูไม่อยากขึ้นคาน”

“ผู้หญิงที่ไม่มีความรู้ พบโศกนาฏกรรมหนักกว่าผู้หญิงที่ไม่มีแฟนค่ะ”

คนที่สิบหก“ทำยังไงถึงจะได้สามีรวยคะ”

“คุณทำให้ตัวเองรวยง่ายกว่าค่ะ”

คนที่สิบเจ็ด “อยากทราบผู้ชายในสเปคของคุณเพชรลดาครับ”

“ไม่โง่และไม่งี่เง่า”

คนที่สิบแปด “คำว่า FUCK YOU สะกดอย่างไรค~ร้าบ”

“ F-U-C-K-Y-O-U FUCK YOU!”

ฉันกวาดสายตาไปตามไมโครโฟนไร้สาย แล้วมันก็ไปตกอยู่ในมือของผู้ชายคนนั้น

น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่ม

..คนที่สิบเก้า..

“ผมไม่โง่และไม่งี่เง่า”

ยัยวิรงรองหัวเราะก๊ากขึ้นมาอย่างไร้มารยาทสุดๆ

“เพราะฉะนั้น ผมคงมีคุณสมบัติเพียงพอให้คุณพิจารณา”

สิ้นสุดคำพูดนั้นเสียงโห่ร้องของนักศึกษาชายก็ดังผสมกับเสียงกรีดร้องของนักศึกษาสาวจนคณาจารย์ที่อยู่ด้านหน้าต้องลุกจากเก้าอี้หันไปปรามให้เงียบ

ซวยที่สุดที่ถูกเล่นงานตอนสติแตก

“ไม่”

“ทำไม”

“เพราะ..ไม่..ค่ะ!”

“คุณมีคนรัก..”

“ไม่!”

“คือ..ผม..”

“ไม่!”

“ผมชวนคุณไปดื่ม ไม่ปฏิเสธนะครับ”

“ไม่”

เฮ้ย!!

“ขอบคุณครับ”

เขายิ้มหวานแล้วผ่านไมโครโฟนในมือให้คนอื่นไป ตอนนี้คนที่ยี่สิบจะเป็นใครก็ช่าง ช่างแม่งมันจริงๆ..





อาจารย์วิรงรองมัวแต่หัวเราะจนขาแทบไม่มีแรงเดิน เป็นภาระของวิทยากรรับเชิญต้องหิ้วมันมาถึงตึกเรียนของนักศึกษานานาชาติพร้อมกับแช่งให้มันขากรรไกรแข็งตายภายในสิบนาที

“ฉันคิดว่าคราวนี้มันไม่ใช่ ‘เหา’ นะ น่าจะ ‘เห็บ’เลยเชียวล่ะ”

เห็บเป็น ‘ขั้นกว่า’ ของเหา ใช้เรียกผู้ชายที่มั่นใจจนน่ากลัวและฉลาดจนน่าเกลียด ถึงกระนั้นก็เถอะ วิรงรองพูดถึงเห็บ ฉันกลับนึกถึงเห็บจริงๆ เห็บบนตัวสุนัขข้างถนนที่ฉันมักเอาข้าวไปเทให้กิน นึกถึงตอนที่ฉันต้องดึงเห็บตัวอ้วนกลมสีเทาออกมาจากตัวมันแล้วรีบเอาหินทุบๆจนเลือดสาดกระจาย

แว้ก..ขยะแขยงเป็นบ้า!

“แกไม่สนเรอะ เห็บหล่อๆแถมใส่เสื้อผ้าของอาร์มานี่เป็นพันธุ์หายากเลยนะ”

เวลาที่เหาอยู่บนหัว อย่างมากมันก็ทำให้คันและรำคาญ แต่ถ้าเป็นเห็บล่ะก็ ถ้าจะดึงมันออกไปจากชีวิต ต้องเจ็บและได้แผล

“ฉันอยากอยู่เงียบๆสักพัก”

“สักพักน่ะได้ แต่อย่าให้นานล่ะ เวลาของคนหนึ่งคนมีไม่มากนักหรอก ทำอะไรก็บริหารเวลาให้ดีหน่อยล่ะกัน”

ริมฝีปากของฉันเหยียดยิ้ม ทั้งที่นึกไม่ออกว่ายิ้มเพราะอะไร อาจเป็นเพราะนั่นเป็นคำปลอบใจในแบบฉบับของเพื่อนฉันกระมัง วิรงรองไม่เคยย้ำถึงอดีตที่ไม่สมหวังของใคร เพียงแต่จะบอกให้พวกเขามองไปข้างหน้าและรีบๆก้าวผ่านมันไป

ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นจะเข้าใจชีวิตของตนเองว่าอย่างไร แต่สำหรับฉันกับวิรงรอง ชีวิตของเราเกิดมาเพียงแค่ร่างกายที่คล้ายเป็นเพียงเสื้อผ้าให้ดวงวิญญาณอาศัยอยู่ เราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะแสวงหา ‘อัตลักษณ์’ ของตนเอง ซึ่งอันที่จริงมันไม่สมควรเรียกว่าการแสวงหาแต่มันคือการดิ้นรนไขว่คว้าความปรารถนาหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อที่จะค้นหาสิ่งที่พวกเราเรียกมันว่า ‘ความหมายของการมีชีวิต’

จากเทพนิยายที่มีนางฟ้า เจ้าชายและเจ้าหญิงจนมาถึงนักปรัชญา นักเขียน บุรุษและสตรีผู้พลีชีพเพื่ออุดมการณ์รวมทั้งศิลปินทุกแขนง สิ่งเหล่านั้นเคยเป็นแรงดลใจ เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต พวกเราเหมือนเด็กตัวเล็กๆที่ช่างฝัน มีชีวิตอยู่ในอารมณ์ที่สุดโต่ง ร้องไห้และหัวเราะสลับกันไประหว่างที่ไล่ขว้าสิ่งที่เราคิดว่ามันมีค่าและคิดว่าชีวิตนี้เราไม่อาจจะขาดมันได้ เพื่อมารู้ในภายหลังว่าดวงดาวที่เราเห็นกับตาว่ามันส่องแสงพราวพรายมันก็ไม่ต่างอะไรไปจากก้อนหินก้อนหนึ่ง

ผู้ใหญ่ใจร้ายบางคนเรียกภาวะเช่นนี้ว่าความพ่ายแพ้ของคนหนุ่มสาว พวกเขาหัวเราะเยาะพวกเราที่อ่อนเยาว์ เฉลียวฉลาดและเก่งกล้าจนสามารถเอาชนะใครต่อใครและได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองต้องการ แต่ท้ายที่สุดก็ยังเหมือนดวงวิญญาณที่ยังโหยหิว ขาดแคลนและต้องการ..ต้องการ..และต้องการอย่างไม่เคยอิ่มเอมกับชีวิตที่เป็นอยู่

เหมือนหนูที่วิ่งอย่ในวงล้อ เหมือนเล่นเกมส์เก่าที่แม้ชนะแต่ก็ไม่เคยชนะ จนกว่าวันเวลาในชีวิตจะล่วงผ่านไปและเข้าใจว่าชีวิตของมนุษย์หนึ่งคนมันสั้นแค่ไหน เวลาของการมีชีวิตนั้นน้อยเกินกว่ามนุษย์จะใช้เพื่อแสวงหาทุกสิ่งที่ตนเองต้องการ

ฉันมองเสี้ยวหน้าสวยคมเฉียบเหมือนใบหน้าของซุปเปอร์โมเดลของวิรงรองพลางคิด ผู้หญิงที่มีความรู้ความสามารถและเป็นตัวของตัวเองเป็นผู้หญิงที่มีพลังและมีความซื่อสัตย์ต่อตัวเองอย่างแท้จริง แต่น่าเสียดายที่รูปลักษณ์ภายนอกของผู้หญิงเหล่านี้มักไม่ค่อยดูบอบบางอ่อนหวานน่าทะนุถนอมเหมือนนางเอกในละคร จนทำให้ใครหลายต่อหลายคนหวาดกลัว วิรงรองก็เป็นอย่างนั้น เพราะความร่ำรวยของครอบครัวทำให้โตเร็วและเรียนรู้ได้มากกว่าคนอื่น เธอออกเดินทางไปต่างแดนตั้งแต่เด็ก เคยรักกับผู้ชายต่างชาติและผู้ชายไทย เคยคบคนหลากหลายเชื้อชาติหลากหลายภาษาและศาสนา

แต่เห็นว่าฉลาดจนร้ายกาจขนาดนี้ มันดันเคยโง่โดนเพื่อนสาวที่มาจากต่างจังหวัดหลอกว่าแม่ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดสมองแล้วเอาเงินของมันไปหกแสนแต่หล่อนกลับเอาเงินไปแต่งเนื้อแต่งตัว เลี้ยงเพื่อน ไปเที่ยวกลางคืนกับผู้ชาย ซื้อกระเป๋าและโทรศัพท์แพงๆมาใช้ พอถูกจับได้ หล่อนก็กรีดร้องคร่ำครวญว่าเป็นเพราะวิรงรอง เพราะวิรงรองเป็นลูกเศรษฐีจึงมีแต่คนมาสนใจรุมล้อม หล่อนผิดหรือที่หล่อนอิจฉาวิรงรองเพราะหล่อนยากจน ไม่เคยมีและเคยเป็นเช่นวิรงรอง

อาจเป็นเพราะคนจำนวนมากในมหาวิทยาลัยไม่คุ้นเคยกับความยากจนข้นแค้นมาก่อน พวกเราเลยรุมสงสารแต่ผู้หญิงร่างบางหน้าซื่อที่เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นวรรคเป็นเวร

ส่วนฉัน รู้สึกอย่างไรไม่อาจทราบได้ ด้วยเหตุผล ฉันเข้าใจในความยากไร้นั้นแต่ด้วยอารมณ์ ฉันไม่ได้สงสารหล่อน ไม่ได้โกรธหล่อน อันที่จริงไม่มีความรู้สึกใดๆเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นเลย

ส่วนวิรงรอง มันนั่งร้องไห้คนเดียว ฉันนั่งอยู่ข้างๆมัน นั่งฟังมันรำพันเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนคนสติหลุดเป็นครั้งแรกในชีวิต

“ฉันไม่..มีค่ามากพอจะให้เขา..พูดความจริงกับฉัน ไม่มีค่า..มากพอที่จะ..ทำให้ใคร..ซื่อสัตย์กับฉัน! และเวรที่สุดในโลก ฉันไม่ค่ามากพอที่จะทำให้ใครเชื่อว่าฉันเสียใจ!”

ฉันที่นั่งฟังมันในตอนนั้นสัญญากับตัวเองว่าฉันจะซื่อสัตย์กับมัน ไม่ว่าจะดีจะร้ายอย่างไร ฉันก็จะซื่อสัตย์กับมัน มันจะรู้ซึ้งถึงความดีเลวของฉันลึกลงไปถึงแก่นเลยทีเดียว แต่หลังจากผ่านวันนั้นมาสองวัน ฉันก็เหมือนเดิม เริ่มโกหกมัน เริ่มปิดบังความจริงบางส่วนกับมันเหมือนอย่างที่ฉันเคยทำ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพื่อนที่ฉันรักมากที่สุด รู้จักฉันมากที่สุดแต่มันก็ไม่ได้รู้จักฉันทั้งหมด

ฉันโกหกมันเหมือนที่ฉันโกหกตัวเอง เพราะฉะนั้นฉันก็ไม่หวังว่ามันจะซื่อสัตย์อะไรกับฉันเหมือนกัน








“ฉันจะไปดูก่อนว่านักศึกษามารอครบหรือยัง”

ฉันพยักหน้ารับพลางนั่งจิบกาแฟบนโซฟาในห้องพักส่วนตัวของวิรงรอง มีฝรั่งสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาเอาปึกกระดาษวางบนโต๊ะทำงานของเพื่อนฉัน ท่าทางจะเป็นนักศึกษา แต่แต่งตัวเปรี้ยว แรงตามประสาสาวแฟชั่นจากประเทศอังกฤษ

เธอมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วเอ่ยถาม

“Do you wear Vivienne Westwood?”

วิเวียน เวสต์วูด แบรนด์แฟชั่นเสื้อผ้ากระเป๋าที่ฉันชอบเป็นแบรนด์ดังอันเป็นหน้าเป็นตาของประเทศอังกฤษ ก็เหมือนกับที่ชาเนลและคริสเตียน ดิออร์เป็นหน้าเป็นตาของฝรั่งเศส

ฉันพยักหน้ารับ

เธอยิ้มแล้วโชว์เข็มขัดหนังที่หัวเข็มขัดเป็นรูป Globus Cruciger ล้อมรอบด้วยวงแหวนอันเป็นสัญลักษณ์ของวิเวียน เวสต์วูด

ฉันหัวเราะ พยักเพยิดไปทางป้ายชื่อยัยวิรงรองแล้วถาม

“You are her student,aren’t you?”

“Yes, She’s my adviser.” แล้วพูดช้าๆคล้ายย้ำ “Best adviser.”

เห็นทีต้องจำไปบอกยัยวิรงรองเสียแล้ว

“How are you?”

อยู่ดีๆแม่ฝรั่งสาวก็ถามสารทุกข์สุกดิบของฉันขึ้นมาเสียงั้น แต่ถ้าทำไม่ผิด ฝรั่งเขาอยากจะตีสนิทด้วยล่ะมั้ง ถ้าถามคำถามนี้น่ะ

“I’m fine but….”

คนฟังเลิกคิ้ว ฉันพูดต่อ

“you are fine and fashionable.”

คำชมแบบเล่นคำของฉันทำเอาฝรั่งหัวเราะก๊าก

“Thanks.”

วิรงรองมาพอดีพลางไล่ให้นักศึกษาสาวคนนั้นกลับเข้าห้องเรียน แล้วมาเรียกให้ฉันเดินตามเข้าไป

“แนะนำแกไปพอสมควร มีนักศึกษาหลายคนเอาหนังสือเรื่อง Rusty Rose ของแกมาด้วย ช่วยแจกลายเซ็นให้เขาด้วยล่ะกัน เขาขอลายเซ็นภาษาไทยนะ”

มันเปิดประตู ฉันเดินตามมันเข้าไปในห้องเลคเชอร์และถูกมันทิ้งไว้หน้าห้องคนเดียว

ก่อนที่ฉันจะเปิดปากพูดอะไร นักศึกษาคนหนึ่งก็ชูหนังสือของฉันขึ้นแล้วถาม

“Can I know what’s Phechlada meaning?”

คำถามเกี่ยวกับคำแปลชื่อฉันทำให้ฉันนึกถึง..แม่..คนที่ตั้งชื่อให้ฉันโดยไม่พึ่งพระอาจารย์วัดไหนหรือตำราโหราศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น

ว่ากันว่าอันที่จริงเพชรก็คือสารประกอบคาร์บอนเช่นเดียวกับสารประกอบคาร์บอนอื่น เช่น คาร์บอนดำที่เป็นไส้ดินสอ แต่เพชรแตกต่างจากไส้ดินสอก็เพราะว่ามันคือสารประกอบคาร์บอนที่สามารถทนทานต่อแรงกดดันมหาศาลใต้ผืนพิภพ ยิ่งกดอัดมันเท่าไร แทนที่มันจะบอบช้ำแตกสลายแต่มันกลับคงอยู่ โดยปรับเปลี่ยนแปรสภาพตัวเอง(พันธะเคมีและการเรียงตัวของอะตอม) แล้วก็..อยู่รอด..โดยกลายเป็นเพชร

วัตถุที่เมื่อเจียระไนแล้วจะส่องประกายงดงาม ในขณะเดียวกันก็แข็งแกร่งมาก

โดยปกติแล้ว ฉันไม่ได้มองว่าสิ่งหนึ่งมีคุณค่าเหนือสิ่งหนึ่ง แม่ของฉันก็เหมือนกัน ท่านบอกว่าเพชรไม่ได้สวยงามหรือมีคุณค่ามากไปกว่าไส้ดินสอ เพชรมีประโยชน์เยี่ยงเพชร ไส้ดินสอก็มีประโยชน์เยี่ยงไส้ดินสอ แต่ไส้ดินสอถ้ามันกลายเป็นเพชรแล้วก็อย่าพยายามทำให้มันกลับกลายเป็นไส้ดินสออีก เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ความหมายของคำพูดนั้นคือ ‘จงยอมรับชีวิตของตนเอง’ ต่อให้ชีวิตไม่ใช่เพชร เป็นแค่กรวดหินดินทราย แต่จงแสวงหาสิ่งที่ตนเองทำได้และทำมัน ต่อให้ชีวิตเป็นเพียงเศษขยะไร้ค่า แต่ถ้าคิดจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เราก็มีประโยชน์แม้ว่าเราจะไม่มีค่าเลยก็ตาม

ตอบง่ายๆ เกี่ยวกับความหมายนามเพชรลดาของฉัน

“Diamond ”

“Miss Diamond?”

ฉันพยักหน้ารับ มองหน้าวิรงรองที่เตรียมสมุดประจำตัวขึ้นมาจด ก่อนจะเริ่ม

“Welcome to introduction to writing romantica. There’s a relatively new trend in the romance genre that is termed romantica, or erotic romance. But what is an erotic romance?”

นักศึกษานานาชาติแย่งกันตอบทันควัน ซึ่งแม้เป็นหลากหลายคำตอบแต่ก็เป็นคำตอบที่ถูกต้อง

ฉันสรุปอีกครั้ง

“Romantica is a romance with highly descriptive sex scenes. I’ll show you how to create a good romantica plot , how to write a hot sex scene and how to create a sexy character.”

การบรรยายเกี่ยวกับการเขียนนวนิยายโรมานซ์ติกาจบลงภายในหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นเป็นการสอบถามเกี่ยวกับนวนิยายเรื่องเดียวของฉันที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ Rusty Rose หรือชื่อเรื่องในภาษาไทย ‘แค่เสี้ยวชีวิต เพียงเสี้ยวอารมณ์’

นวนิยายเรื่องนั้นเป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่ถูกพ่อแม่ขายไปเป็นนางบำเรอของเศรษฐีม่ายสูงวัยคราวพ่อ แต่เศรษฐีคนนั้นกลับเมตตาเลี้ยงเธอเป็นลูกสาว จนกระทั่งเธอเติบโตเป็นสาว เธอก็ได้รู้ว่าเธอรักพ่อบุญธรรมอย่างที่ผู้หญิงคนหนึ่งรักผู้ชายของตนเองแม้ว่าเขาจะแก่กว่าเธอมากก็ตาม แต่ไม่ทันที่เธอจะสารภาพความในใจ พ่อบุญธรรมของเธอกลับประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเสียก่อนโดยทำพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติให้เธอทั้งหมด

เธอกลายเป็นเศรษฐินีที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางทรัพย์สินแห่งความทุกข์โศก แต่เพราะภาระที่ต้องรักษาธุรกิจของพ่อบุญธรรมไว้ทำให้เธอโหมงานอย่างหนักอยู่หลายปีจนกระทั่งสุขภาพทรุดโทรม กว่าจะมารู้ตัวเธอก็กลายเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย กำลังจะตายอีกสามเดือนข้างหน้า เธอจึงทิ้งเมืองกรุงบ่ายหน้าไปใช้ชีวิตอยู่ในชนบท และที่นั่นเองที่เธอได้พบกับชายหนุ่มอีกคนที่ทำให้เธอได้รู้จักความรักอีกครั้ง

เรื่องราวเป็นเรื่องโศกนาฏกรรม ในเมื่อผู้ชายคนนั้นมีภรรยาที่กำลังท้องแก่และพวกเขารักกันมาก แต่เพราะเวลาที่เหลือน้อยในชีวิตทำให้เธอยื่นข้อเสนอด้วยเงินก้อนโตแก่เขาเมื่อเขาต้องการเงินไปช่วยเหลือมารดาที่ประสบอุบัติเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาลและเมียที่ท้องแก่ใกล้คลอด แลกเปลี่ยนให้เขามาเป็น ‘ผัวเช่า’ ฉันเรียกว่าสามีชั่วคราวดีกว่า

ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่มาโซซาโดฯ ได้ถึงใจ ในเมื่อฝ่ายหญิงรัก ฝ่ายชายกลับเกลียดแต่ต้องมาร่วมห้องร่วมเตียงกันเพราะอำนาจเงิน

แฟนนักอ่านของฉันน้ำตาร่วงไปหลายราย และเกือบทุกรายร้องไห้ตอนจบ โดยเฉพาะฉากที่นางเอกหนีไป พระเอกตามหาแทบพลิกแผ่นดินจนเจอในวันที่เธอใกล้จะสิ้นใจ สิ่งที่นางเอกทำคือให้เพื่อนสาวของตัวเองแต่งหน้าให้หนาและทารองพื้นลงทั่วตัวเพื่อมิให้พระเอกเห็นสภาพที่น่ารังเกียจของตัวเอง เพราะอยากให้คนที่เธอรักจดจำภาพที่สวยสดงดงามของเธอไว้

หลังจากพระเอกกลับไป เธอก็สิ้นใจตายโดยมีคนเคียงข้างเพียงคนเดียวคือเพื่อนสาวของเธอ

เชื่อเลย ขนาดมีนักศึกษาพูดถึงฉากนี้ ทั้งห้องนี่เงียบกริบ

“มันเศร้าขนาดนั้นเลยหรือ”

ฉันถามวิรงรองขณะที่ทานอาหารญี่ปุ่นเป็นมื้อเย็นตอนหนึ่งทุ่มด้วยกัน

มันยักไหล่และตอบว่า

“โหดน้อยกว่าความเป็นจริงนิดหนึ่ง”

เรากินมื้อเย็นอย่างเอื่อยเฉื่อย คุยเรื่องนวนิยาย ปรัชญาและการเมือง กว่าจะกินเสร็จก็สามทุ่ม มันขับรถมาส่งฉันที่โรงแรม

ฉันเข้าห้องแล้วก็ล้างเครื่องสำอาง อาบน้ำ พรมน้ำหอมกลิ่นโปรดก่อนจะขึ้นไปนอนบนเตียงโดยไม่สวมเสื้อผ้า หลับไปงีบหนึ่งกระมัง เสียงโทรศัพท์ในห้องพักของฉันก็กรีดเสียง ฉันคว้ามาแนบหูทั้งที่ยังไม่ลืมตา

“สวัสดีค่ะ”

“ผมรออยู่ที่ล็อบบี้”

นึกว่าใคร..ฉันวางหูแล้วหลับต่อ ปล่อยให้มันดังอีกสองสามครั้งก่อนจะเผยอเปลือกตาขึ้นมายั้วะ

ผู้ชายเป็นเพศที่ไม่รู้จักมารยาทหรือไงนะ

ฉันคว้าหูโทรศัพท์ออกจากแป้นรับตัวเครื่อง แล้ววางไว้บนพื้น จากนั้นก็ปิดเปลือกตาหลับนิ่ง หลับไปนานเท่าไรไม่รู้ ฉันมาค่อยๆตื่นเพราะแรงสัมผัสเบาๆที่เชิงผมและมีกลิ่นหอมแปลกปลอมเข้ามารบกวนกลิ่นน้ำหอมของฉัน

ไฟเปิดสว่างจ้าจนฉันแสบตา แต่ที่น่าตกใจกว่าคือมีผู้ชายอยู่ใกล้ๆฉันอยู่คนหนึ่ง

ฉันสะดุ้งพรวด คว้าผ้าห่มขึ้นมาปิดถึงคอ

‘เห็บใส่เสื้อผ้าของอาร์มานี่‘เข้ามาอยู่ในห้องของฉันได้อย่างไร!!




สร้อยดอกหมาก
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 4 เม.ย. 2554, 21:26:58 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 4 เม.ย. 2554, 21:26:58 น.

จำนวนการเข้าชม : 3650





<< ตอนที่ 3 : เร็วเกินไปที่ฉันจะศรัทธาต่อสิ่งใด   ตอนที่ 5 : ผมไม่ใช่ผู้ชายที่ใครเรียกมาก็มา ใครไล่ออกไปก็ไป >>
ก้อนอิฐ 4 เม.ย. 2554, 22:41:39 น.
รอตอนต่อไปค่า........มาอัพไวๆ นะจ๊ะ..


sai 5 เม.ย. 2554, 00:01:43 น.
โดนจริงๆ รอๆๆๆๆ


หมอนทอง 5 เม.ย. 2554, 09:16:10 น.
กลับมารอค่ะ


panon 5 เม.ย. 2554, 15:41:40 น.
โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยเห็บใส่อาร์มานี่ช๊อบชอบบบบบบบ


จุฬามณีเฟื่องนคร 5 เม.ย. 2554, 20:24:25 น.
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว..
สิบปีก่อนผมเพียรไปร้านหนังสือ เพื่อจะหยิบหนังสือเรื่อง ความล่มสลายในครอบครัวที่ความรักไม่อาจเยียวยา มาดูหน้าปก กว่าจะตัดสินใจซื้อได้เป็นเวลานานมาก แต่ว่าก็ซื้อมาอ่าน อ่านเหมือนจะรู้เรื่องแต่ว่าไม่รู้เรื่อง แต่เป็นหนังสือในดวงใจ..

หลังจากนั้นห้าปี ผมก็ได้หนังสือเล่มเล็ก ๆ ชื่อว่า มังกรทอง มาอ่าน เป็นอีกเรื่องที่ต้องบอกว่าผมไม่มีปัญญาทำงานอย่างนั้น..

จนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมเห็นชื่อนิยายยืดยาวไม่แคร์สังคม ทำให้ผมต้องคลิกเข้ามา(และเชื่อไหมว่าเป็นนิยายเรื่องแรกที่อ่านจากหน้าเว็บด้วย)) ..จนกระทั่งตัดสินใจอ่านในตอนค่ำของวันนี้ และเพียงถึงตอนนี้ ผมก็มั่นใจได้ว่า เป็นนิยายที่ดีเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะต้องอยู่ในดวงใจของผม ..ขอปรับมือให้กับนักเขียน ขอเป็นกำลังใจให้ ขอบคุณสำหรับนิยายเรื่องนี้ครับ...



Setia 5 เม.ย. 2554, 23:16:00 น.
เห็บใส่อาร์มานี่ คงไม่ใช่เห็บธรรมดา แต่เป็นเห็บยักษ์ไม่งั้นใส่เสื้อไม่ได้หรอก


ida 8 เม.ย. 2554, 15:35:11 น.
อ่านกี่ทีก็ช้อบบบบ ชอบค่ะ ...มากๆด้วยค่ะ


pinkpenguin 11 เม.ย. 2554, 20:47:15 น.
ชอบนิยายทุกเรือ่งของเจ้าสร้อยอะแหละ
อย่าลืม ดับตะวันบูรพาของเค้าด้วยนะ รอมาสิบปี!!


Canopus 28 ส.ค. 2554, 12:08:28 น.
อืม..เป็นเห็บที่มีเสน่ห์สุด เท่าที่เคยอ่านมา


องุ่น 11 พ.ค. 2555, 04:10:42 น.
ขอบคุณมากค่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account